← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

ใกล้ครบสัญญาแฟรนไชส์ 5 ปี: ใช้ข้อมูล Conversion ต่อรองค่าธรรมเนียมก่อนเซ็นต่อ

02 ส.ค. 04:31 · อ่าน 1 นาที
ใกล้ครบสัญญาแฟรนไชส์ 5 ปี: ใช้ข้อมูล Conversion ต่อรองค่าธรรมเนียมก่อนเซ็นต่อ

สรุปสั้น ๆ

แฟรนไชซีจำนวนมากเซ็นต่อสัญญารอบใหม่ตามเงื่อนไขเดิมโดยไม่ต่อรองเลย เพราะไม่มีข้อมูลในมือที่พอจะยืนยันว่าสาขาตัวเองควรได้เงื่อนไขที่ดีกว่า ทั้งที่ถ้าเก็บข้อมูลผลงานอย่างต้นทุนต่อเคสที่ปิดได้และอัตราการเติบโตตลอดสัญญาไว้อย่างเป็นระบบ ตัวเลขเหล่านั้นคือไพ่ต่อรองที่ใช้ได้จริงเวลาคุยเรื่องค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขสัญญารอบใหม่

เจ้าของสาขาร้านสะดวกซักผ้าแฟรนไชส์คนหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า ทุกครั้งที่ใกล้ครบสัญญาห้าปี เขาได้รับเอกสารต่อสัญญาจากบริษัทแม่พร้อมเงื่อนไขเดิมทุกอย่าง แล้วก็เซ็นกลับไปเลยโดยไม่เคยอ่านละเอียดหรือลองต่อรองอะไร เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่มีอำนาจต่อรองอะไรเลย บริษัทแม่มีอำนาจตัดสินใจทั้งหมด

ปีนี้เป็นปีแรกที่เขาลองทำอะไรต่างออกไป ก่อนสัญญาจะครบหกเดือน เขาเริ่มรวบรวมตัวเลขผลงานสาขาตัวเองตลอดห้าปีที่ผ่านมา ทั้งยอดขายที่เติบโตขึ้นทุกปี ต้นทุนต่อเคสที่ปิดได้ที่ลดลงเพราะทีมแอดมินเก่งขึ้น และอัตราลูกค้าเก่าที่กลับมาใช้ซ้ำที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของเครือ แล้วเอาตัวเลขเหล่านี้ไปยื่นคุยกับบริษัทแม่ตอนขอต่อสัญญา

ผลลัพธ์คือเขาต่อรองค่าธรรมเนียมรายเดือนลดลงได้เล็กน้อย และที่สำคัญกว่าคือได้เงื่อนไขเพิ่มเติมเรื่องสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลกองทุนโฆษณากลางที่ชัดเจนขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่แค่ตัวเลขในสัญญา แต่คือมุมมองที่บริษัทแม่มีต่อเขา จากแฟรนไชซีที่เซ็นตามอย่างเดียว กลายเป็นคู่เจรจาที่มีข้อมูลรองรับ บทความนี้จะเล่าว่าจะเตรียมตัวแบบนี้ได้ยังไงบ้าง

ทำไมแฟรนไชซีส่วนใหญ่ไม่ต่อรองตอนต่อสัญญา

เหตุผลที่พบบ่อยที่สุดไม่ใช่เพราะไม่อยากต่อรอง แต่เพราะไม่มีข้อมูลอะไรมาสนับสนุนคำขอของตัวเอง การไปคุยกับบริษัทแม่ด้วยคำว่า ‘ผมทำงานหนักมากนะ ขอลดค่าธรรมเนียมหน่อย’ ฟังดูเป็นความรู้สึกส่วนตัวมากกว่าเหตุผลทางธุรกิจ ซึ่งบริษัทแม่ไม่มีเหตุผลต้องยอมตาม

อีกเหตุผลคือความกลัวว่าการต่อรองจะทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง โดยเฉพาะแฟรนไชซีที่พึ่งพารายได้จากสาขาเดียวนี้เป็นหลัก กลัวว่าถ้าต่อรองมากไปบริษัทแม่อาจไม่ต่อสัญญาให้เลย ความกลัวนี้เข้าใจได้ แต่ก็ทำให้แฟรนไชซีจำนวนมากยอมรับเงื่อนไขที่อาจไม่เหมาะกับผลงานจริงของตัวเองไปเรื่อย ๆ

เหตุผลที่สามที่พบบ่อยไม่แพ้กันคือแฟรนไชซีจำนวนมากไม่รู้ด้วยซ้ำว่าต่อรองได้ เพราะไม่เคยเห็นตัวอย่างจากแฟรนไชซีรายอื่นในเครือที่เคยทำสำเร็จมาก่อน เมื่อไม่มีใครแชร์ประสบการณ์ให้ฟัง ทุกคนก็คิดว่าสัญญาที่บริษัทแม่ส่งมาคือเงื่อนไขตายตัวที่แก้ไขไม่ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงบริษัทแม่หลายเจ้าเปิดกว้างให้เจรจามากกว่าที่แฟรนไชซีคิดไว้เยอะ เพียงแต่ไม่มีใครเคยลองถามอย่างจริงจัง

ข้อมูลอะไรบ้างที่ควรเก็บไว้ตลอดอายุสัญญา ไม่ใช่เพิ่งเริ่มเก็บตอนใกล้ต่อสัญญา

  • ยอดขายและอัตราการเติบโตรายปี เทียบกับค่าเฉลี่ยของเครือทั้งหมด ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขของตัวเองเดี่ยว ๆ
  • ต้นทุนต่อเคสที่ปิดได้จากแชท และแนวโน้มว่าลดลงหรือเพิ่มขึ้นตลอดอายุสัญญา สะท้อนว่าทีมพัฒนาขึ้นหรือไม่
  • อัตราลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อซ้ำ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่บอกคุณภาพการดูแลลูกค้าได้ดีกว่ายอดขายเดือนเดียว
  • ประวัติการปฏิบัติตามมาตรฐานที่บริษัทแม่กำหนด เช่น เวลาตอบแชทเฉลี่ย เพราะเป็นหลักฐานว่าคุณเป็นแฟรนไชซีที่รักษามาตรฐานได้ตลอด ไม่ใช่แค่ทำได้ช่วงแรกแล้วหย่อนยาน
  • ประวัติข้อร้องเรียนและวิธีจัดการที่ผ่านมา รวมถึงระยะเวลาที่ใช้แก้ปัญหาแต่ละครั้ง เพราะสะท้อนว่าคุณดูแลความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาวได้ดีแค่ไหน ไม่ใช่แค่ตัวเลขยอดขายอย่างเดียว

ตัวเลขแบบไหนใช้ต่อรองอะไรได้บ้าง

ข้อมูลที่มีใช้ต่อรองเรื่องอะไรได้น้ำหนักในการเจรจา
อัตราการเติบโตยอดขายสูงกว่าค่าเฉลี่ยเครือลดค่าธรรมเนียมรายเดือน หรือขยายสิทธิ์เปิดสาขาเพิ่มสูง
ต้นทุนต่อเคสต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเครืออย่างต่อเนื่องขอสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลกองทุนโฆษณากลางละเอียดขึ้นปานกลาง-สูง
รักษามาตรฐานการตอบแชทได้ตลอดสัญญาโดยไม่เคยถูกร้องเรียนขอเงื่อนไขพิเศษ เช่น สิทธิ์เลือกทำเลสาขาถัดไปก่อนแฟรนไชซีรายอื่นปานกลาง
ไม่มีข้อมูลใดเก็บไว้เป็นระบบเลยแทบไม่มีน้ำหนักต่อรองอะไร ต้องเซ็นตามเงื่อนไขที่เสนอมาต่ำ
ประวัติข้อร้องเรียนน้อยและแก้ไขได้เร็วต่อเนื่องหลายปีเสริมภาพลักษณ์ตอนขอเงื่อนไขพิเศษอื่น ๆ แม้ตัวเลขยอดขายจะไม่โดดเด่นที่สุดในเครือปานกลาง

เคสตัวอย่าง: แฟรนไชซีสองรายผลงานต่างกัน ต่อรองได้ผลต่างกันแค่ไหน

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าตัวเลขที่มีในมือส่งผลต่อผลการเจรจาจริงแค่ไหน ลองเทียบสองเคสสมมติที่ผมเคยเห็นในธุรกิจแฟรนไชส์ร้านสะดวกซักผ้าประเภทเดียวกัน สาขาทั้งสองอยู่ในเมืองระดับใกล้เคียงกันและเปิดมาพร้อมกันห้าปี แต่เตรียมตัวก่อนต่อสัญญาต่างกันโดยสิ้นเชิง (ตัวเลขเป็นตัวอย่างประกอบการอธิบาย ไม่ใช่สถิติจริงจากเครือใดเครือหนึ่ง):

รายการสาขา A (เตรียมข้อมูลครบ)สาขา B (ไม่เก็บข้อมูลอะไรเลย)
สิ่งที่นำไปคุยกับบริษัทแม่กราฟยอดขาย 5 ปี พร้อมต้นทุนต่อเคสที่ลดลงต่อเนื่องไม่มีอะไรนอกจากคำพูดว่า ‘ทำงานหนักมาตลอด’
ผลการต่อรองค่าธรรมเนียมลดลง 0.5% พร้อมสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลกองทุนโฆษณาละเอียดขึ้นเซ็นตามเงื่อนไขเดิมทุกอย่าง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ทัศนคติของบริษัทแม่หลังเจรจามองเป็นคู่ค้าที่น่าลงทุนด้วยต่อ ชวนเข้าร่วมทดลองฟีเจอร์ใหม่ก่อนสาขาอื่นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังคงเป็นแค่สาขาหนึ่งในรายชื่อ

จะเริ่มบทสนทนาต่อรองกับบริษัทแม่ยังไง โดยไม่ให้ดูก้าวร้าวเกินไป

จังหวะที่ดีที่สุดคือเริ่มคุยก่อนสัญญาจะครบอย่างน้อยหกเดือน ไม่ใช่รอจนใกล้วันหมดอายุแล้วค่อยรีบยื่นข้อเรียกร้อง เพราะการรีบมักทำให้ทั้งสองฝ่ายไม่มีเวลาคิดรอบคอบ และบริษัทแม่อาจรู้สึกว่าถูกบีบให้ตัดสินใจเร็วเกินไป

วิธีที่ได้ผลดีกว่าการเดินเข้าไปขอลดค่าธรรมเนียมตรง ๆ คือเปิดบทสนทนาด้วยการนำเสนอผลงานก่อน ให้บริษัทแม่เห็นภาพรวมว่าสาขาคุณทำอะไรได้ดีตลอดห้าปีที่ผ่านมา แล้วค่อยเชื่อมโยงไปสู่ข้อเสนอว่าด้วยผลงานระดับนี้ ควรได้รับเงื่อนไขแบบไหนในสัญญารอบใหม่ที่เหมาะสมกว่าเดิม

สิ่งที่ควรเลี่ยงคือการเปรียบเทียบตัวเองกับสาขาอื่นแบบตำหนิ เช่น พูดว่าสาขาอื่นแย่กว่าแต่ทำไมได้เงื่อนไขเดียวกัน เพราะบริษัทแม่มักไม่อยากเข้าไปยุ่งกับการเปรียบเทียบระหว่างสาขาต่อหน้าคุณ ควรโฟกัสที่ผลงานของตัวเองล้วน ๆ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยตอนเตรียมข้อมูลไปต่อรอง

การมีข้อมูลอย่างเดียวไม่พอ ถ้าเตรียมมันมาใช้เจรจาแบบผิดวิธี ก็ทำให้น้ำหนักในการต่อรองลดลงหรือแม้แต่ทำให้บริษัทแม่มองแฟรนไชซีในแง่ลบมากขึ้น ต่อไปนี้คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด:

  • หยิบแค่เดือนหรือไตรมาสที่ผลงานดีที่สุดมาโชว์ โดยไม่พูดถึงช่วงที่ผลงานตกลง เพราะบริษัทแม่ที่มีข้อมูลของทุกสาขาอยู่แล้วมักจับได้ทันทีว่าเลือกเฉพาะช่วงที่ดูดี และทำให้ความน่าเชื่อถือของข้อมูลทั้งชุดลดลงไปด้วย
  • ไม่แยกปัจจัยภายนอกออกจากผลงานของตัวเอง เช่น ยอดขายเติบโตเพราะทำเลรอบข้างมีคอนโดใหม่เปิดพร้อมกันหลายที่ ไม่ใช่เพราะฝีมือบริหารร้านเพียงอย่างเดียว การพูดถึงบริบทตรงนี้อย่างตรงไปตรงมาช่วยให้ข้อมูลดูน่าเชื่อถือกว่าการอวดอ้างว่าเป็นฝีมือตัวเองล้วน ๆ
  • นำเสนอตัวเลขดิบโดยไม่มีบริบทเทียบเคียง เช่น พูดแค่ว่า ‘ปิดได้ 500 เคสปีนี้’ โดยไม่บอกว่าเทียบกับปีก่อนหรือค่าเฉลี่ยเครือแล้วเป็นยังไง ตัวเลขเดี่ยว ๆ แบบนี้ไม่มีความหมายอะไรกับผู้ฟังที่ไม่รู้บริบท
  • รอจนถึงเดือนที่จะประชุมต่อสัญญาแล้วค่อยเริ่มรวบรวมข้อมูล ทำให้ได้แค่ข้อมูลผิวเผินที่ไม่มีเวลาวิเคราะห์ให้ลึกพอจะใช้เป็นไพ่ต่อรองได้จริง
  • พูดถึงผลงานแบบกว้าง ๆ ในที่ประชุมโดยไม่มีเอกสารสรุปให้บริษัทแม่เก็บไว้หลังจบการประชุม ทำให้สิ่งที่คุยกันไปถูกลืมหรือถูกตีความผิดตอนส่งเรื่องต่อให้ผู้บริหารระดับสูงกว่าพิจารณาอนุมัติ การส่งสรุปเป็นเอกสารสั้น ๆ ตามหลังการประชุมช่วยให้ตัวเลขและข้อเสนอที่คุยกันไม่หายไปกับอากาศ

ถ้าบริษัทแม่ปฏิเสธการต่อรอง ควรทำยังไงต่อ

  1. ถามเหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมถึงปฏิเสธ เพราะบางครั้งอาจมีนโยบายกลางที่ใช้กับทุกสาขาเท่ากันโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับการไม่เห็นคุณค่าผลงานของคุณ
  2. ถ้าปฏิเสธเรื่องค่าธรรมเนียม ลองเปลี่ยนไปขอเงื่อนไขอื่นที่ไม่กระทบตัวเลขโดยตรง เช่น ระยะเวลาสัญญาที่ยาวขึ้นเพื่อความมั่นคง หรือสิทธิ์ได้รับข้อมูลกองทุนโฆษณาที่ละเอียดขึ้น
  3. เก็บบันทึกการเจรจาครั้งนี้ไว้เป็นข้อมูลอ้างอิงสำหรับรอบต่อสัญญาถัดไป เพราะแม้รอบนี้จะไม่ได้ผลตามที่หวัง ผลงานที่สะสมต่อเนื่องจะยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้นในรอบถัดไป
  4. ถ้าเงื่อนไขที่เสนอมายังไม่เป็นธรรมอย่างชัดเจนหลังพยายามเจรจาแล้ว ควรปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายที่เข้าใจธุรกิจแฟรนไชส์ก่อนตัดสินใจเซ็นสัญญารอบใหม่ อย่าเซ็นเพียงเพราะกลัวเสียสิทธิ์ทำธุรกิจต่อ
  5. ถ้าบริษัทแม่ยินดีปรับเงื่อนไขบางส่วนแต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่ขอ ให้พิจารณาว่าเงื่อนไขที่ได้มาคุ้มพอจะรับไว้ก่อนหรือไม่ แทนที่จะยืนกรานเอาทุกข้อจนดีลล่ม เพราะบางครั้งการได้เงื่อนไขบางส่วนที่ดีขึ้นตอนนี้ ดีกว่าการไม่ได้อะไรเลยแล้วต้องรอเจรจาใหม่อีกครั้งในอีกหลายปีข้างหน้า

สรุป

การต่อสัญญาแฟรนไชส์ไม่ควรเป็นแค่การเซ็นตามที่บริษัทแม่ส่งมาให้ทุกรอบ ถ้าคุณมีข้อมูลผลงานสาขาตัวเองสะสมไว้อย่างเป็นระบบตลอดอายุสัญญา นั่นคือไพ่ที่ใช้ต่อรองได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าธรรมเนียม เงื่อนไขสัญญา หรือสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูล

ถ้าสัญญาของคุณกำลังจะครบในปีสองปีข้างหน้า เริ่มเก็บตัวเลขตั้งแต่วันนี้ยังทันเวลา อย่ารอให้ใกล้วันหมดอายุแล้วค่อยไล่รวบรวมข้อมูลย้อนหลัง เพราะจะไม่ทันและดูไม่น่าเชื่อถือเท่าข้อมูลที่เก็บต่อเนื่องมาตลอด

  • เก็บข้อมูลผลงานสาขาตัวเองต่อเนื่องตลอดอายุสัญญา ไม่ใช่รอใกล้ต่อสัญญาแล้วค่อยรวบรวม
  • ใช้ตัวเลขต้นทุนต่อเคสและอัตราการเติบโตเป็นไพ่ต่อรอง ไม่ใช่พูดด้วยความรู้สึกอย่างเดียว
  • เริ่มเจรจาล่วงหน้าอย่างน้อยหกเดือนก่อนสัญญาหมดอายุ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาคิดรอบคอบ

คำถามที่พบบ่อย

ควรเริ่มเก็บข้อมูลผลงานสาขาตั้งแต่ตอนไหน

ควรเริ่มตั้งแต่วันแรกที่เปิดสาขา ไม่ใช่รอใกล้ครบสัญญาแล้วค่อยไล่รวบรวมย้อนหลัง เพราะข้อมูลที่เก็บสม่ำเสมอตลอดอายุสัญญาน่าเชื่อถือกว่าข้อมูลที่รวบรวมทีหลังแบบเร่งรีบ

แฟรนไชซีรายเล็กมีอำนาจต่อรองน้อยกว่ารายใหญ่จริงไหม

โดยทั่วไปมีน้ำหนักน้อยกว่าถ้าดูจากขนาด แต่ผลงานที่ดีของสาขาเดียวก็ยังใช้ต่อรองได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะเรื่องเงื่อนไขที่ไม่กระทบตัวเลขค่าธรรมเนียมโดยตรง เช่น สิทธิ์เข้าถึงข้อมูลหรือระยะเวลาสัญญา

ถ้าผลงานสาขาไม่ได้โดดเด่นเป็นพิเศษ ยังควรลองต่อรองไหม

ยังลองได้ แต่ควรปรับความคาดหวังให้เหมาะสม อาจไม่ได้ลดค่าธรรมเนียม แต่ยังพอขอเงื่อนไขเล็ก ๆ ที่ช่วยธุรกิจได้ เช่น ขยายเวลาชำระ หรือขอคำแนะนำเพิ่มเติมจากบริษัทแม่เพื่อพัฒนาผลงานให้ดีขึ้นก่อนรอบต่อไป

การต่อรองบ่อยเกินไปจะทำให้ความสัมพันธ์กับบริษัทแม่แย่ลงไหม

ถ้าต่อรองด้วยข้อมูลที่มีเหตุผลรองรับและใช้โทนที่เป็นมืออาชีพ ส่วนใหญ่ไม่ทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง เพราะบริษัทแม่ที่ดีมักมองว่าแฟรนไชซีที่ใส่ใจผลงานตัวเองเป็นพันธมิตรที่น่าลงทุนด้วยระยะยาว มากกว่าคนที่เซ็นตามอย่างเดียว

ควรจ้างที่ปรึกษาช่วยต่อรองสัญญาต่ออายุแฟรนไชส์ไหม

ถ้าสัญญามีมูลค่าสูงหรือเงื่อนไขซับซ้อน การจ้างที่ปรึกษาหรือทนายที่เข้าใจธุรกิจแฟรนไชส์ช่วยได้มาก เพราะเขาจะเห็นจุดที่ควรต่อรองซึ่งเจ้าของสาขาที่ไม่คุ้นเคยกับภาษาสัญญาอาจมองข้ามไป

ถ้าสัญญาแฟรนไชส์มีอายุแค่ 2-3 ปี ไม่ใช่ 5 ปี ยังใช้แนวทางเดียวกันได้ไหม

ใช้ได้เหมือนกัน เพียงแต่ต้องเริ่มเก็บข้อมูลและวางแผนเจรจาให้เร็วขึ้นตามสัดส่วนอายุสัญญาที่สั้นลง เช่น ถ้าสัญญา 2 ปี ควรเริ่มเตรียมตัวตั้งแต่เดือนที่ 15-16 แทนที่จะรอถึงหกเดือนสุดท้ายเหมือนสัญญา 5 ปี เพราะเวลาที่มีให้เก็บข้อมูลและวางแผนน้อยกว่ามาก

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง