← กลับไปหน้าบทความ
ขั้นสูง (MarTech)

ถ้า CPC พุ่งขึ้นเท่าตัวพรุ่งนี้ ธุรกิจคุณจะยังอยู่รอดไหม ซ้อมสถานการณ์นี้ไว้ก่อนมันเกิดจริง

ทีมบรรณาธิการ linli09 ก.ค. 14:12อัปเดต 09 ก.ค. 14:12อ่าน 1 นาที
ถ้า CPC พุ่งขึ้นเท่าตัวพรุ่งนี้ ธุรกิจคุณจะยังอยู่รอดไหม ซ้อมสถานการณ์นี้ไว้ก่อนมันเกิดจริง
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

การรอให้ CPC พุ่งแล้วค่อยคิดว่าจะทำอย่างไร มักทำให้ตัดสินใจด้วยอารมณ์ตกใจ การทำ scenario planning ล่วงหน้าสามระดับ คือฐาน กลาง และหนัก ช่วยให้ทีมรู้ชัดว่าเมื่อ CPC ขยับถึงระดับไหน ต้องปรับงบ ปรับราคา หรือปรับโครงสร้างทีมอย่างไร โดยไม่ต้องรอวันวิกฤตจริงมาถึงก่อน

ช่วงเทศกาลใหญ่ปีหนึ่ง มีธุรกิจรายหนึ่งเจอ CPC พุ่งขึ้นเกือบสองเท่าภายในสามวัน เพราะคู่แข่งทั้งอุตสาหกรรมแย่งประมูลพร้อมกัน ทีมการตลาดตื่นตระหนกจนตัดงบแอดลงทันทีครึ่งหนึ่งโดยไม่ได้คิดผลกระทบต่อยอดขายและกระแสเงินสดที่จะตามมา

ผลคือยอดขายหายไปมากกว่าที่ควรจะเป็น เพราะการตัดงบแบบเร่งด่วนไปกระทบแคมเปญที่ยังทำ ROAS ดีอยู่ด้วย ทั้งที่จริงควรตัดเฉพาะส่วนที่ทำผลตอบแทนแย่ที่สุดก่อน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ CPC พุ่ง แต่อยู่ที่ไม่มีแผนรองรับไว้ล่วงหน้า จึงต้องตัดสินใจด้วยความตกใจแทนการวิเคราะห์

การซ้อมสถานการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ทำให้ CPC ไม่พุ่ง แต่ทำให้เมื่อมันพุ่งขึ้นจริง ทีมมีชุดคำตอบเตรียมไว้แล้วว่าที่ระดับไหนควรทำอะไร แทนที่จะเสียเวลาถกเถียงกันตอนที่ทุกวินาทีมีค่าเป็นเงิน

ทำไม CPC ถึงพุ่งได้แบบไม่ทันตั้งตัว

CPC ไม่ได้เป็นตัวเลขที่ธุรกิจควบคุมได้ฝ่ายเดียว เพราะมันถูกกำหนดจากการประมูลของทุกคนที่แข่งในกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน ช่วงเทศกาล ช่วงที่คู่แข่งรายใหญ่เข้าตลาด หรือช่วงที่แพลตฟอร์มปรับอัลกอริทึม ล้วนทำให้ต้นทุนต่อคลิกขยับขึ้นได้ในเวลาอันสั้น

ธุรกิจที่ปิดการขายในแชทมักได้รับผลกระทบไวกว่าธุรกิจอื่น เพราะต้นทุนต่อการทัก (ซึ่งอิงจาก CPC) เป็นต้นทุนตั้งต้นของทั้งกระบวนการขาย ถ้าต้นทุนตั้งต้นขยับ ทุกอย่างที่ตามมาไม่ว่าจะเป็นต้นทุนต่อลูกค้าหรือ ROAS ก็ขยับตามทั้งหมด

สร้างสามฉากทัศน์ล่วงหน้า ก่อนใช้ตัดสินใจจริง

  1. ตั้งฉากทัศน์ฐาน โดยใช้ CPC และ ROAS เฉลี่ยปัจจุบันเป็นหลัก เพื่อเป็นเส้นเทียบ
  2. ตั้งฉากทัศน์กลาง สมมติ CPC ขึ้น 30-50% แล้วคำนวณว่าถ้างบแอดเท่าเดิม จำนวนคนทักเข้ามาจะลดลงเท่าไหร่ และ ROAS จะเหลือเท่าไหร่ถ้าอัตราปิดการขายคงที่
  3. ตั้งฉากทัศน์หนัก สมมติ CPC ขึ้นเป็นสองเท่า แล้วดูว่าธุรกิจยังพอมีกำไรอยู่ไหมถ้าไม่ปรับราคาสินค้าหรือปรับกระบวนการขายเลย
  4. กำหนดล่วงหน้าว่าที่ระดับ CPC ไหน ทีมจะเริ่มลดงบเฉพาะแคมเปญที่ผลตอบแทนแย่ที่สุดก่อน แทนการตัดงบทุกแคมเปญเท่ากันแบบตื่นตระหนก

ตัวอย่างตารางผลกระทบเมื่อ CPC ขยับ (สมมติงบแอดคงที่ 400,000 บาท/เดือน)

ฉากทัศน์CPC เทียบฐานจำนวนคนทักโดยประมาณROAS โดยประมาณ
ฐาน+0%8,000 คน3.8 เท่า
กลาง+40%5,700 คน2.7 เท่า
หนัก+100%4,000 คน1.9 เท่า

ทางเลือกที่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้าสำหรับแต่ละระดับ

  • ระดับกลาง — ปรับสัดส่วนงบไปยังแคมเปญที่ปิดการขายเร็วและอัตราปิดสูงกว่าก่อน แทนการเกลี่ยงบเท่ากันทุกแคมเปญ
  • ระดับกลาง — เร่งฝึกทีมแอดมินให้ตอบแชทไวขึ้นและปิดการขายแม่นขึ้น เพื่อชดเชยต้นทุนต่อคลิกที่สูงขึ้นด้วยอัตราปิดที่ดีขึ้น
  • ระดับหนัก — พิจารณาปรับราคาสินค้าขึ้นเล็กน้อยหรือเพิ่มมูลค่าแพ็กเกจ เพื่อรักษาอัตรากำไรต่อออเดอร์ให้พอรับต้นทุนที่สูงขึ้นได้
  • ระดับหนัก — ถ้าสถานการณ์ยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือน ให้ทบทวนว่าควรลดสัดส่วนงบในช่องทางที่ CPC พุ่งแรงที่สุด แล้วเปลี่ยนไปเน้นช่องทางที่ยังคุมต้นทุนได้

สรุป

CPC ที่พุ่งขึ้นกะทันหันเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ แต่การตอบสนองต่อมันควบคุมได้เต็มที่ ถ้าเตรียมฉากทัศน์ไว้ล่วงหน้า ทีมจะตัดสินใจด้วยตัวเลขที่คิดไว้แล้ว ไม่ใช่ด้วยความตกใจตอนเห็นบิลค่าแอดพุ่งสูงกว่าปกติ

ลองตั้งเวลาสักหนึ่งชั่วโมงในเดือนนี้เพื่อทำตาราง scenario ของธุรกิจคุณเอง แล้วเก็บไว้เป็นแผนสำรองที่พร้อมหยิบใช้ทันทีเมื่อสถานการณ์จริงมาถึง

  • สร้างฉากทัศน์ฐาน กลาง หนัก ก่อนที่ CPC จะพุ่งจริง
  • ตัดงบเฉพาะแคมเปญที่ผลตอบแทนแย่ที่สุดก่อน ไม่ตัดเท่ากันทุกที่
  • ชดเชยต้นทุนที่สูงขึ้นด้วยอัตราปิดการขายที่ดีขึ้น ไม่ใช่แค่ตัดงบอย่างเดียว

คำถามที่พบบ่อย

ควรอัปเดตตาราง scenario นี้บ่อยแค่ไหน

ควรทบทวนทุกไตรมาสหรือทุกครั้งที่เข้าใกล้ช่วงเทศกาลใหญ่ที่มักมีการแข่งประมูลสูง เพื่อให้ตัวเลขฐานยังใกล้เคียงสถานการณ์จริง

ถ้า CPC พุ่งแค่ช่วงสั้น ๆ ไม่กี่วัน ยังต้องทำตามแผนเต็มรูปแบบไหม

ไม่จำเป็นต้องขยับทุกมาตรการ ควรดูก่อนว่าพุ่งเพราะเหตุการณ์ชั่วคราวหรือแนวโน้มระยะยาว ถ้าชั่วคราวอาจแค่ปรับงบเฉพาะแคมเปญที่กระทบหนักที่สุดก็พอ

การตัดงบแอดทันทีเมื่อ CPC พุ่ง เป็นทางเลือกที่ดีไหม

ไม่ควรเป็นทางเลือกแรก เพราะการตัดงบแบบไม่เลือกอาจกระทบแคมเปญที่ยังทำผลตอบแทนดีอยู่ ควรตัดเฉพาะส่วนที่ผลตอบแทนแย่ที่สุดก่อนตามลำดับ

ธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีทีมการเงินเฉพาะ ควรเริ่มทำ scenario planning อย่างไร

เริ่มจากสเปรดชีตง่าย ๆ ที่มีสามคอลัมน์ตามฉากทัศน์ฐาน กลาง หนัก แล้วใส่ตัวเลขงบ จำนวนทัก และ ROAS ประมาณการ ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนตั้งแต่แรก

นอกจาก CPC แล้วมีตัวแปรอื่นที่ควรใส่ใน scenario ด้วยไหม

ควรใส่อัตราปิดการขายและราคาต้นทุนสินค้าด้วย เพราะถ้าอัตราปิดดีขึ้นหรือควบคุมต้นทุนสินค้าได้ ผลกระทบจาก CPC ที่พุ่งขึ้นอาจถูกชดเชยได้บางส่วน

วัด Conversion LINE ทุกแบรนด์ รวมศูนย์ที่เดียว

องค์กรที่มีหลายแบรนด์ หลายสาขา หลาย LINE OA — linli รวม Tracking และส่ง Conversion กลับทุกแพลตฟอร์ม พร้อม Custom Limit เริ่มฟรี 14 วัน

ติดต่อทีม Sales

บทความที่เกี่ยวข้อง

Contribution Margin คือตัวเลขที่บอกว่าออเดอร์ถัดไปคุ้มที่จะจ่ายค่าแอดไหม

Contribution Margin คือตัวเลขที่บอกว่าออเดอร์ถัดไปคุ้มที่จะจ่ายค่าแอดไหม

กำไรขั้นต้นยังหลอกได้ ถ้าลืมหักค่าแพ็ก ค่าส่ง ค่าแอดมิน ค่าธรรมเนียม บทความนี้เจาะ contribution margin ที่หักค่าผันแปรครบ แล้วใช้มันตัดสินใจงบแอดแบบมืออาชีพ
บาทสุดท้ายที่เติมงบยังคุ้มอยู่ไหม ทำความรู้จัก Marginal ROAS ก่อนกดเพิ่มงบ

บาทสุดท้ายที่เติมงบยังคุ้มอยู่ไหม ทำความรู้จัก Marginal ROAS ก่อนกดเพิ่มงบ

ROAS เฉลี่ยยังสวยไม่ได้แปลว่าเติมงบแล้วจะคุ้ม เพราะเงินก้อนใหม่มักได้ผลตอบแทนต่ำกว่าเดิม บทความนี้อธิบาย marginal ROAS ที่มืออาชีพใช้ตัดสินใจสเกลจริง
จะดึงข้อมูลปิดการขายจาก LINE เข้า Data Warehouse ขององค์กรยังไง ให้ทีมข้อมูลไม่ต้องรอมือมนุษย์

จะดึงข้อมูลปิดการขายจาก LINE เข้า Data Warehouse ขององค์กรยังไง ให้ทีมข้อมูลไม่ต้องรอมือมนุษย์

ทีมข้อมูลองค์กรมักมี warehouse กลางรวมทุกช่องทางไว้แล้ว ยกเว้น LINE ที่ยังพึ่งจดมือ บทความนี้อธิบายแนวทาง sync ข้อมูลปิดการขายเข้า warehouse แบบอัตโนมัติ พร้อมข้อควรระวังเรื่องคุณภาพข้อมูล