สรุปสั้น ๆ
ROAS ที่ดีไม่ใช่ตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ เพราะขึ้นกับ margin ของสินค้าและต้นทุนแฝงที่แต่ละร้านไม่เท่ากัน วิธีที่ถูกต้องคือคำนวณ Break-even ROAS ของตัวเองก่อน แล้วตั้งเป้าให้สูงกว่านั้นพอมีกำไรเหลือ ไม่ใช่ไปลอกตัวเลขจากเพจหรือกลุ่มเฟซบุ๊ก
มีแอดมินเพจหนึ่งทักมาถามผมว่า ‘พี่ครับ ROAS 3 นี่ถือว่าดีไหม’ ผมถามกลับว่าสินค้าคุณ margin เท่าไหร่ เขาตอบไม่ได้ ผมเลยรู้ทันทีว่าคำถามนี้ตอบไม่ได้ตรง ๆ จนกว่าจะรู้ตัวเลขนี้ก่อน
หลายคนไปเจอตัวเลข ROAS ที่คนอื่นแชร์ในกลุ่มเฟซบุ๊กว่า ‘ต้องได้ ROAS 5 ขึ้นไปถึงจะเรียกว่าดี’ แล้วเอามาเป็นมาตรฐานตัวเอง ทั้งที่ธุรกิจที่แชร์ตัวเลขนั้นอาจขายสินค้าที่ margin สูงกว่าธุรกิจคุณหลายเท่า
บทความนี้จะพาคำนวณ ROAS เป้าหมายของธุรกิจตัวเองแบบเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้เลิกถามว่า ‘คนอื่นได้เท่าไหร่’ แล้วหันมาถามว่า ‘ธุรกิจฉันต้องได้เท่าไหร่ถึงอยู่รอด’
ทำไมตัวเลขที่คนอื่นบอกถึงใช้กับธุรกิจคุณไม่ได้
ลองนึกภาพสองร้าน ร้านแรกขายเสื้อผ้าราคา 500 บาท ต้นทุนสินค้า 200 บาท margin คือ 300 บาทหรือ 60% ส่วนร้านที่สองขายคอร์สออนไลน์ราคา 5,000 บาท ต้นทุนการผลิตแทบไม่มี margin เกือบ 90%
ถ้าทั้งสองร้านตั้งเป้า ROAS 3 เท่ากัน ร้านแรกอาจขาดทุนเพราะกำไรที่ได้ไม่พอจ่ายค่าโฆษณากับต้นทุนอื่น ในขณะที่ร้านที่สอง ROAS 3 อาจได้กำไรมหาศาลเพราะต้นทุนต่ำมาก นี่คือเหตุผลว่าทำไมตัวเลขเดียวถึงใช้เป็นมาตรฐานกลางไม่ได้
หา Break-even ROAS ของตัวเองก่อนตั้งเป้า
- หา Gross Margin เป็นเปอร์เซ็นต์ก่อน คือ (ราคาขาย − ต้นทุนสินค้า) ÷ ราคาขาย เช่น ขาย 1,000 ต้นทุน 600 จะได้ margin 40%
- คำนวณ Break-even ROAS จากสูตร 1 ÷ Gross Margin เช่น margin 40% จะได้ Break-even ROAS = 1 ÷ 0.4 = 2.5 หมายความว่าต้องได้ ROAS อย่างน้อย 2.5 ถึงจะเท่าทุน ยังไม่มีกำไร
- บวกต้นทุนแฝงเข้าไปอีกชั้น เช่น ค่าแพ็ก ค่าส่ง ค่าคอมมิชชั่นแอดมิน แล้วคำนวณ margin จริงใหม่อีกรอบ ตัวเลข Break-even ที่แท้จริงมักสูงกว่าที่คำนวณแบบหยาบ ๆ ในขั้นแรกเสมอ
- ตั้งเป้า ROAS ให้สูงกว่า Break-even จริงอย่างน้อย 30-50% เพื่อให้เหลือกำไรสุทธิหลังหักทุกอย่าง ไม่ใช่แค่เท่าทุนพอดี
ตัวอย่างการคำนวณจากเคสสมมติ 3 ธุรกิจ
ลองดูตารางนี้เพื่อเห็นว่าทำไม ROAS เป้าหมายของแต่ละธุรกิจถึงต่างกันได้มาก แม้จะขายในราคาใกล้เคียงกัน
| ธุรกิจ (ตัวอย่าง) | Gross Margin | Break-even ROAS | เป้าที่ควรตั้ง |
|---|---|---|---|
| ร้านขายเครื่องสำอาง | 45% | 2.2 | 3.0 ขึ้นไป |
| คลินิกความงาม (คอร์สทรีตเมนต์) | 70% | 1.4 | 2.0 ขึ้นไป |
| ร้านขายเฟอร์นิเจอร์ไม้สั่งทำ | 25% | 4.0 | 5.0 ขึ้นไป |
ต้นทุนแฝงที่คนมักลืมใส่ในสมการ
- ค่าคอมมิชชั่นแอดมินหรือเซลส์ปิดการขาย — ถ้าจ่ายเป็น % ของยอด ต้องหักออกจาก margin ก่อนคำนวณ ไม่ใช่หักหลังคำนวณเสร็จ
- ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มชำระเงินหรือค่าธรรมเนียมมาร์เก็ตเพลส — เล็กน้อยต่อออเดอร์แต่สะสมทั้งเดือนมีนัยสำคัญ
- ของคืน/เคลม — ธุรกิจที่มีอัตราคืนสินค้าสูงต้องหักเปอร์เซ็นต์นี้ออกจากรายได้ที่ใช้คำนวณ ROAS จริงด้วย
- เวลาทีมงานที่ใช้ตอบแชท — ไม่ใช่ต้นทุนที่เห็นในใบเสร็จ แต่เป็นต้นทุนจริงที่ควรพิจารณาเวลาประเมินความคุ้มค่ารวม
เข้าใจผิดบ่อยเรื่อง ROAS เป้าหมาย
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือคิดว่า ROAS สูงเท่ากับกำไรเยอะเสมอ ทั้งที่ถ้า margin ต่ำ ROAS 5 ก็อาจได้กำไรน้อยกว่าธุรกิจ margin สูงที่ ROAS แค่ 2 เพราะฉะนั้นเวลาเทียบผลงานระหว่างแคมเปญหรือสินค้าคนละตัว ต้องเทียบผ่านกำไรสุทธิ ไม่ใช่ตัวเลข ROAS ดิบ ๆ
อีกจุดที่พลาดกันบ่อยคือตั้งเป้า ROAS ครั้งเดียวแล้วใช้ตลอดปี ทั้งที่ต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง หรือค่าคอมมิชชั่นอาจเปลี่ยนไปตามฤดูกาล ควรคำนวณ Break-even ใหม่ทุกไตรมาสอย่างน้อย เพื่อให้เป้าหมายตามทันต้นทุนจริง
สรุป
คำถามที่ควรถามไม่ใช่ ‘ROAS เท่าไหร่ถึงดี’ แต่ควรเป็น ‘ธุรกิจของฉัน margin เท่าไหร่ แล้วต้องได้ ROAS เท่าไหร่ถึงอยู่รอด’ เพราะตัวเลขที่คนอื่นแชร์กันมาไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับต้นทุนของธุรกิจคุณเลย
ลองใช้เวลาสักครึ่งชั่วโมงคำนวณ Break-even ROAS ของตัวเองตามขั้นตอนในบทความนี้ แล้วเทียบกับ ROAS ที่ทำได้จริงตอนนี้ คุณจะรู้ทันทีว่าธุรกิจกำลังขาดทุน เท่าทุน หรือมีกำไรเหลือแค่ไหนต่อทุกบาทที่จ่ายค่าโฆษณา
- ROAS ที่ดีขึ้นกับ Gross Margin ของสินค้า ไม่ใช่ตัวเลขตายตัวข้ามธุรกิจ
- คำนวณ Break-even ROAS ก่อน แล้วตั้งเป้าให้สูงกว่านั้นพอมีกำไรเหลือ
- อย่าลืมบวกต้นทุนแฝงอย่างค่าคอมมิชชั่นและของคืนเข้าไปในสมการด้วย
คำถามที่พบบ่อย
ROAS เท่าไหร่ถึงเรียกว่าดีสำหรับธุรกิจทั่วไป
ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ ต้องคำนวณ Break-even ROAS จาก Gross Margin ของตัวเองก่อน แล้วตั้งเป้าให้สูงกว่านั้นพอมีกำไรเหลือ
ถ้า Gross Margin สูงมาก แปลว่าตั้งเป้า ROAS ต่ำได้เลยไหม
ได้ในทางทฤษฎี แต่ควรเผื่อพื้นที่สำหรับต้นทุนแฝงและความผันผวนของราคาโฆษณาด้วย ไม่ควรตั้งเป้าให้เท่ากับ Break-even พอดีเพราะไม่มีพื้นที่หายใจเลย
ROAS กับ ROI ต่างกันยังไง
ROAS คำนวณจากรายได้หารด้วยค่าโฆษณาอย่างเดียว ส่วน ROI คำนวณจากกำไรสุทธิหลังหักต้นทุนทุกอย่างหารด้วยเงินลงทุน ROAS จึงเป็นตัวเลขที่ดูง่ายกว่าแต่ไม่ได้บอกกำไรจริงเหมือน ROI
ทำไมสองแคมเปญที่ ROAS เท่ากันถึงให้กำไรไม่เท่ากัน
เพราะสินค้าที่ขายในแต่ละแคมเปญอาจมี margin ต่างกัน ROAS ที่เท่ากันแต่ margin ต่างกันจะให้กำไรสุทธิไม่เท่ากันเสมอ
ควรคำนวณ Break-even ROAS ใหม่บ่อยแค่ไหน
อย่างน้อยทุกไตรมาส หรือทุกครั้งที่ต้นทุนสินค้า ค่าขนส่ง หรือค่าคอมมิชชั่นเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป้าหมายที่คำนวณจากต้นทุนเก่าอาจไม่สะท้อนความจริงแล้ว
ต้องรู้ยอดขายที่มาจากแชท LINE แม่นแค่ไหนถึงจะคำนวณ ROAS ได้
ยิ่งแม่นยิ่งดี เพราะถ้ายังต้องกะเอาว่าออเดอร์ไหนมาจากแอดตัวไหน ตัวเลข ROAS ที่ได้จะเป็นแค่การประมาณ ควรผูกยอดขายในแชทกลับไปยังแคมเปญต้นทางให้ชัดเจนที่สุดเท่าที่ทำได้
บทความที่เกี่ยวข้อง


