← กลับไปหน้าบทความ
LINE Tracking

วิเคราะห์ Drop-off Rate ลูกค้าหายไปตรงไหนระหว่างเห็นแอด กดลิงก์ และทักแชท

ทีมบรรณาธิการ linli03 ก.ค. 11:09อัปเดต 03 ก.ค. 11:09อ่าน 2 นาที
วิเคราะห์ Drop-off Rate ลูกค้าหายไปตรงไหนระหว่างเห็นแอด กดลิงก์ และทักแชท
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Drop-off Rate คือสัดส่วนคนที่หลุดออกจาก Funnel ในแต่ละขั้น เช่น จากคลิกไปเพิ่มเพื่อน หรือจากเพิ่มเพื่อนไปทักแชท วิธีแก้ที่คุ้มที่สุดไม่ใช่การอัดงบเพิ่มทุกจุด แต่คือหาว่าขั้นไหนรั่วมากที่สุด แล้วอุดจุดนั้นก่อน เพราะจุดเดียวที่แก้ถูก ส่งผลไปทั้งเส้นทาง

ลูกค้าเจ้าหนึ่งที่ผมดูแลเคยโทรมาบ่นว่า ‘เดือนนี้แอดเห็นเยอะมากนะ แต่ทำไมคนทักน้อยจัง’ ผมขอตัวเลขมาดู เห็นแอดไป 20,000 ครั้ง มีคนกดลิงก์ 800 คน แต่พอไล่ไปถึงห้องแชทจริง เหลือแค่ 90 คนที่พิมพ์อะไรสักคำ

หลายคนพอเห็นตัวเลขแบบนี้จะสรุปทันทีว่า ‘โฆษณาไม่ดี’ แล้วรีบไปแก้ครีเอทีฟ ทั้งที่ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่โฆษณาเลยด้วยซ้ำ เพราะ 800 คนที่กดลิงก์คือคนที่สนใจมากพอจะกดแล้ว การที่เหลือแค่ 90 คนทักแชทหมายความว่ามีบางอย่างเกิดขึ้น ‘ระหว่างทาง’ ที่ทำให้คนหายไป

บทความนี้จะพาไล่ตัวเลขทีละขั้นแบบที่ผมทำกับเคสนี้จริง ๆ พร้อมบอกว่าทำไมถึงควรแก้จุดที่รั่วมากที่สุดก่อน แทนที่จะพยายามแก้ทุกจุดพร้อมกันจนไม่รู้ว่าอะไรได้ผล

ก่อนไล่เลข ต้องรู้ก่อนว่า Funnel ของคุณมีกี่ขั้นจริง ๆ

คนส่วนใหญ่มอง Funnel แค่สองขั้นคือ ‘เห็นแอด’ กับ ‘ซื้อ’ ทั้งที่ระหว่างทางมีอย่างน้อย 4-5 ขั้นซ่อนอยู่ คือ เห็นแอด → กดลิงก์ → เข้าหน้า LINE OA → กดเพิ่มเพื่อน → พิมพ์ทักครั้งแรก → คุยจนถึงจุดตัดสินใจซื้อ

ปัญหาคือธุรกิจส่วนใหญ่วัดได้แค่สองจุดปลายทาง คือจำนวนคนเห็นแอดกับยอดขายรวมท้ายเดือน ส่วนขั้นระหว่างทางที่บอกว่าคนหลุดตรงไหนกลับไม่มีใครดู ทั้งที่เป็นจุดที่แก้ง่ายและเห็นผลเร็วที่สุด

การจะไล่ Drop-off ให้ได้ผล ต้องเริ่มจากเขียนขั้นตอนของธุรกิจตัวเองออกมาให้ครบก่อน เพราะบางธุรกิจอาจมีขั้น ‘ยืนยันสลิป’ แทรกอยู่ก่อนปิดการขาย ซึ่งก็เป็นอีกจุดที่คนหลุดได้เหมือนกัน

4 จุดที่คนหลุดบ่อยที่สุด จากที่เจอมากับหลายธุรกิจ

จากการไล่เคสให้ลูกค้าหลายราย ผมเจอรูปแบบการหลุดซ้ำ ๆ อยู่ 4 จุด ต่างกันแค่ว่าธุรกิจไหนจะรั่วตรงจุดไหนมากกว่ากัน ลองดูตารางนี้ก่อนเทียบกับ Funnel ของตัวเอง

จุดที่หลุดสัญญาณที่เห็นในตัวเลขสาเหตุที่เจอบ่อยที่สุด
คลิก → เพิ่มเพื่อนคลิกเยอะ แต่ friend ใหม่น้อยหน้า Landing ไม่ตรงกับโฆษณา หรือปุ่มกดยากเกินไป
เพิ่มเพื่อน → ทักแชทครั้งแรกเพิ่มเพื่อนเยอะ แต่ไม่มีข้อความเข้าข้อความต้อนรับไม่ชวนคุยต่อ หรือไม่มี CTA ให้พิมพ์
ทักแชท → ได้คำตอบจากแอดมินทักเข้ามาแล้วแต่แอดมินตอบช้าชั่วโมงเร่งด่วนไม่มีคนดูแชท หรือคิวแชทกองรวมกัน
คุยจบ → ตัดสินใจซื้อคุยยาวแต่จบด้วยความเงียบไม่มีคนปิดการขายจริงจัง หรือข้อมูลไม่พอให้ตัดสินใจ

ไล่เลขเคสสมมติทีละขั้น จนเจอจุดที่รั่วมากที่สุด

กลับมาที่เคสต้นเรื่อง สมมติตัวเลขให้ใกล้เคียงของจริงเพื่อให้เห็นวิธีคิด: เห็นแอด 20,000 ครั้ง → คลิก 800 (4%) → เพิ่มเพื่อน 550 (69% ของคนคลิก) → ทักแชทครั้งแรก 90 (16% ของคนเพิ่มเพื่อน) → ปิดการขาย 20 (22% ของคนทักแชท)

ถ้าดูเผิน ๆ ทุกขั้นดูมีคนหลุดพอ ๆ กัน แต่พอเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์จะเห็นชัดว่าขั้น ‘เพิ่มเพื่อน → ทักแชทครั้งแรก’ รั่วหนักสุด เหลือแค่ 16% ทั้งที่ขั้นอื่นยังรักษาคนไว้ได้ 60-70% ขึ้นไป

นี่คือจุดที่ผมบอกลูกค้าให้เริ่มแก้ก่อน ไม่ใช่เพราะมันเป็นจุดที่ ‘แก้ง่ายที่สุด’ แต่เพราะมันเป็นจุดที่ ‘รั่วมากที่สุดเทียบเป็นสัดส่วน’ ถ้าดึงตัวเลขนี้ขึ้นมาแค่ 5-6 จุด ยอดปิดการขายท้ายเดือนจะขยับตามทันที

ย้ำว่าตัวเลขข้างบนเป็นกรอบตัวอย่างเพื่อให้เห็นวิธีไล่ ไม่ใช่มาตรฐานอ้างอิงของทุกธุรกิจ แต่ละร้านต้องเก็บตัวเลขจริงของตัวเองแล้วเทียบเปอร์เซ็นต์แบบเดียวกันนี้

ลำดับที่ควรแก้ก่อน ไม่ใช่แก้ทุกจุดพร้อมกันในคราวเดียว

เวลาเจอ Drop-off หลายจุดพร้อมกัน สัญชาตญาณของหลายคนคือแก้ทุกอย่างพร้อมกันในสัปดาห์เดียว ซึ่งจบลงด้วยการไม่รู้ว่าอันไหนที่ทำให้ตัวเลขดีขึ้นจริง ผมแนะนำให้ไล่ตามลำดับนี้แทน

  1. แก้จุดที่รั่วมากที่สุดก่อนจุดเดียว วัดผล 1-2 สัปดาห์ ถ้าตัวเลขขยับค่อยไปจุดถัดไป — เพราะถ้าแก้พร้อมกันจะแยกไม่ออกว่าอะไรได้ผลจริง
  2. ถ้าจุดรั่วอยู่ที่ ‘คลิก → เพิ่มเพื่อน’ ให้เช็ก ช่องว่างระหว่างคลิกกับการเพิ่มเพื่อน ก่อน เพราะบางทีปัญหาไม่ใช่ตัวโฆษณา แต่เป็นหน้าที่ลิงก์พาไป
  3. ถ้าจุดรั่วอยู่ที่ ‘ทักแชทครั้งแรก → ได้คำตอบ’ เรื่องความเร็วในการตอบมีผลมากกว่าที่คิด ลองอ่านแนวทางเรื่องความเร็วในการตอบแชทประกอบ
  4. หลังแก้แต่ละจุด ให้กลับมาไล่เปอร์เซ็นต์ใหม่ทั้งเส้นทางอีกรอบ เพราะบางครั้งพอแก้จุดหนึ่งได้ จุดถัดไปจะกลายเป็นคอขวดใหม่แทน เป็นเรื่องปกติของ Funnel ที่ต้องดูแลต่อเนื่อง ไม่ใช่แก้ครั้งเดียวจบ

3 ความเข้าใจผิดที่ทำให้แก้ผิดจุด

  • มองแค่ยอดรวมท้ายเดือน — ถ้าไม่แตกเป็นแต่ละขั้น จะไม่มีทางรู้ว่าเงินโฆษณาหายไปตรงไหนระหว่างทาง
  • เห็น Drop-off แล้วรีบตัดงบทันที — บางครั้งตัวเลขแย่ลงเพราะช่วงนั้นแอดมินลาป่วยพอดี ไม่ใช่เพราะโฆษณาแย่ลง ควรเช็กสาเหตุก่อนตัดสินใจ
  • เปรียบเทียบเปอร์เซ็นต์ Drop-off ข้ามธุรกิจที่ต่างกันโดยตรง — ธุรกิจที่ขายของราคาสูงจะมี Drop-off ช่วงตัดสินใจซื้อสูงกว่าปกติอยู่แล้ว การเทียบกับร้านขายของราคาถูกจึงไม่ยุติธรรม

สรุป

Funnel ที่ดูเผิน ๆ เหมือนรั่วทุกจุดพร้อมกัน จริง ๆ แล้วมักมีจุดเดียวที่รั่วหนักกว่าที่อื่นชัดเจน งานของคุณคือไล่เปอร์เซ็นต์ให้เจอจุดนั้น แล้วทุ่มแรงแก้ที่จุดเดียวก่อนจะกระจายไปจุดอื่น

สิ่งที่ต้องระวังคืออย่าด่วนตัดสินจากตัวเลขก้อนใหญ่ท้ายเดือน เพราะมันซ่อนรายละเอียดที่บอกว่าปัญหาจริง ๆ อยู่ตรงไหนไว้หมด การแตกเป็นแต่ละขั้นแม้จะใช้เวลาบันทึกเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่ประหยัดงบโฆษณาได้มากกว่าในระยะยาว

  • แตก Funnel เป็นขั้นย่อยให้ครบ อย่ามองแค่เห็นแอดกับยอดขาย
  • หาจุดที่รั่วมากที่สุดเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่จำนวนคนที่หายไป
  • แก้ทีละจุด วัดผลก่อนไปจุดถัดไป เพราะคอขวดจะย้ายที่ไปเรื่อย ๆ

คำถามที่พบบ่อย

Drop-off Rate ควรอยู่ที่เท่าไหร่ถึงเรียกว่าปกติ

ไม่มีตัวเลขมาตรฐานที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ เพราะขึ้นกับราคาสินค้า ความซับซ้อนของการตัดสินใจ และช่องทางที่ยิงแอด สิ่งที่ควรทำคือเก็บตัวเลขของตัวเองต่อเนื่องแล้วดูแนวโน้ม ไม่ใช่ไปเทียบกับธุรกิจอื่น

ควรเริ่มไล่ Drop-off จากขั้นไหนก่อน

เริ่มจากขั้นที่เปอร์เซ็นต์คนหลุดสูงที่สุดเทียบกับขั้นก่อนหน้า ไม่ใช่ขั้นที่จำนวนคนหายไปเยอะที่สุด เพราะสองอย่างนี้ให้ผลลัพธ์ต่างกันได้

ถ้าคลิกเยอะแต่เพิ่มเพื่อนน้อยมาก ควรสงสัยอะไรก่อน

ให้เช็กหน้าที่ลิงก์พาไปก่อนว่าโหลดช้าไหม ปุ่มกดง่ายไหม และข้อความบนหน้าตรงกับสิ่งที่โฆษณาสัญญาไว้หรือเปล่า เพราะความไม่ตรงกันระหว่างโฆษณากับหน้าที่เจอเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ

เพิ่มงบโฆษณาช่วยลด Drop-off Rate ได้ไหม

ไม่ช่วยโดยตรง เพราะ Drop-off เป็นปัญหาเรื่องเส้นทางของลูกค้า ไม่ใช่ปริมาณคนเห็นแอด การเพิ่มงบตอน Funnel ยังรั่วอยู่มีแต่จะทำให้เสียเงินมากขึ้นในอัตราเดิม

ต้องมีเครื่องมือพิเศษไหมถึงจะไล่ Drop-off ได้

อย่างน้อยต้องรู้จำนวนคนในแต่ละขั้นแยกกัน คือ คลิก เพิ่มเพื่อน ทักแชทครั้งแรก และปิดการขาย ถ้ามีระบบที่ผูกตัวเลขพวกนี้เป็นเส้นทางเดียวกันได้ก็จะไล่ได้ละเอียดขึ้น แต่ต่อให้ไม่มีก็เริ่มนับด้วยมือใน Excel ก่อนได้

แก้ Drop-off แล้วต้องรอนานแค่ไหนถึงเห็นผล

ปกติเห็นสัญญาณเบื้องต้นได้ใน 1-2 สัปดาห์ถ้าปริมาณคนต่อวันพอสมควร แต่ถ้าธุรกิจมีคนทักน้อยต่อวัน อาจต้องรอให้สะสมข้อมูลมากพอก่อนจะสรุปได้ว่าการแก้ไขได้ผลจริงหรือแค่ความผันผวนปกติ

ลองตรวจด้วยตัวเอง

เครื่องคำนวณ Funnel LINE

ใส่ตัวเลขแต่ละขั้นของคุณ แล้วดูว่าลูกค้าหลุดมากที่สุดตรงจุดไหน

หาจุดรั่วของ Funnel

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ผลกระทบของ Response Time (ความเร็วในการตอบแชท) ต่อ Conversion Rate

ผลกระทบของ Response Time (ความเร็วในการตอบแชท) ต่อ Conversion Rate

ลูกค้าที่ทักมาตอนกำลังสนใจ ถ้าตอบช้าไปแม้ไม่กี่สิบนาทีก็หลุดไปง่าย บทความนี้อธิบายว่าทำไมความเร็วในการตอบถึงส่งผลต่อยอดขาย วิธีวัดจริง และสิ่งที่ทำได้เมื่อข้อมูลบอกว่าตอบช้าเกินไป
วิธีวิเคราะห์ Customer Lifetime Value (CLV) ของลูกค้าที่ได้มาจาก Ads

วิธีวิเคราะห์ Customer Lifetime Value (CLV) ของลูกค้าที่ได้มาจาก Ads

CLV เปลี่ยนมุมมองการวัดความคุ้มค่าโฆษณา บทความนี้อธิบายวิธีคำนวณ CLV และนำมาใช้กับธุรกิจที่ขายและซื้อซ้ำผ่าน LINE
เปิด LINE Shopping แล้วยอดขายหาย ไม่รู้มาจากไหน ต่อข้อมูลกลับให้ตามยอดได้จริงยังไง

เปิด LINE Shopping แล้วยอดขายหาย ไม่รู้มาจากไหน ต่อข้อมูลกลับให้ตามยอดได้จริงยังไง

LINE Shopping ช่วยให้ลูกค้าซื้อได้ในแอปเดียวจบ แต่ก็ทำให้ร้านค้าตามที่มายอดขายไม่ได้เหมือนเดิม บทความนี้อธิบายว่าข้อมูลหายไปตรงไหน และควรต่อจุดไหนให้เห็นยอดขายจริงกลับไปที่แคมเปญ