← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

แฟรนไชซีจ่ายค่ากองทุนโฆษณากลางทุกเดือน แต่ไม่รู้ว่าเงินไปไหน: วิธีตรวจสอบด้วยข้อมูล Conversion จริง

02 ส.ค. 04:31 · อ่าน 2 นาที
แฟรนไชซีจ่ายค่ากองทุนโฆษณากลางทุกเดือน แต่ไม่รู้ว่าเงินไปไหน: วิธีตรวจสอบด้วยข้อมูล Conversion จริง

สรุปสั้น ๆ

แฟรนไชซีส่วนใหญ่จ่ายค่ากองทุนโฆษณากลาง 2-5% ของยอดขายทุกเดือนโดยไม่มีทางตรวจสอบว่าเงินก้อนนั้นสร้างยอดขายให้สาขาตัวเองจริงแค่ไหน วิธีตรวจสอบที่ใช้ได้จริงไม่ใช่การขอดูใบเสร็จค่าแอด แต่คือการเทียบข้อมูล conversion ที่เกิดขึ้นจริงในแชทของสาขากับจำนวนเงินที่จ่ายเข้ากองทุนไป เพื่อดูว่าอัตราส่วนนี้สมเหตุสมผลหรือไม่

แฟรนไชซีร้านสปาแห่งหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วยเล่าให้ฟังว่า ทุกเดือนเขาต้องโอนเงิน 3% ของยอดขายเข้ากองทุนโฆษณากลางของบริษัทแม่ ตลอดสองปีที่ผ่านมาเขาจ่ายไปแล้วรวมกันหลักแสนบาท แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือรายงานหน้าเดียวทุกไตรมาสที่บอกแค่ว่า ‘ยิงแอดไปแล้ว X บาท เข้าถึง Y คน’ ไม่มีตัวเลขไหนเลยที่บอกว่ามีลูกค้ากี่คนที่ทักมาสาขาเขาจากเงินก้อนนั้นจริง ๆ

เขาถามผมตรง ๆ ว่า ‘ผมควรเชื่อต่อไปไหม หรือควรเริ่มถามคำถามที่ไม่มีใครเคยถาม’ คำถามนี้เป็นคำถามที่ยุติธรรมมาก เพราะกองทุนโฆษณาร่วมเป็นโมเดลที่ดีในทางทฤษฎี รวมงบจากทุกสาขาให้ต่อรองราคาแพลตฟอร์มได้ดีกว่า ทำแคมเปญใหญ่ที่สาขาเดียวทำเองไม่ไหว แต่ปัญหาคือความไม่โปร่งใสเรื่องผลลัพธ์ที่แต่ละสาขาได้กลับมาจริง

บทความนี้ผมจะเล่าจากมุมของทั้งสองฝ่าย ทั้งสิ่งที่แฟรนไชซีควรเรียกร้องให้ได้เห็น และสิ่งที่บริษัทแม่ควรเปิดเผยเพื่อรักษาความไว้ใจในระยะยาว เพราะกองทุนที่ไม่มีความโปร่งใสมักจบลงด้วยแฟรนไชซีที่รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ แม้บริษัทแม่จะไม่ได้ตั้งใจทำอะไรผิดเลยก็ตาม

กองทุนโฆษณากลางมีไว้ทำไม แล้วปัญหาความไม่โปร่งใสเริ่มจากตรงไหน

หลักการของกองทุนโฆษณาร่วมฟังดูสมเหตุสมผล คือรวมเงินจากทุกสาขาเข้าเป็นก้อนใหญ่ เพื่อให้มีอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มโฆษณามากกว่าสาขาเดียวทำเอง แล้วยังทำแคมเปญระดับประเทศที่สร้างการจดจำแบรนด์ได้ ซึ่งสาขาเล็กทำเองไม่ไหวแน่นอน

ปัญหาความไม่โปร่งใสมักไม่ได้เกิดจากเจตนาไม่ดีของบริษัทแม่ แต่เกิดจากการที่ระบบวัดผลเดิมไม่ได้ถูกออกแบบให้แยกผลลัพธ์รายสาขาได้ตั้งแต่ต้น พอถึงเวลาต้องรายงาน บริษัทแม่จึงมีแค่ตัวเลขภาพรวมมาให้ ไม่ใช่เพราะตั้งใจปิดบัง แต่เพราะไม่มีข้อมูลละเอียดพอจะรายงานได้จริง

สิ่งนี้คล้ายกับปัญหาที่เล่าไว้ในเรื่องการแยกแอตทริบิวชันรายสาขา เพียงแต่ในบริบทนี้ปัญหาหนักกว่าเพราะมีเงินจริงของแฟรนไชซีที่จ่ายเข้ากองทุนทุกเดือนเป็นเดิมพัน ไม่ใช่แค่เรื่องจัดสรรงบภายในบริษัทเดียวเหมือนแบรนด์ที่เป็นเจ้าของสาขาเองทั้งหมด

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัดคือเครือร้านอาหารแห่งหนึ่งที่มี 40 สาขาทั่วประเทศ (ตัวเลขเป็นตัวอย่างเพื่ออธิบายสเกล ไม่ใช่ตัวเลขจริงของแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง) กองทุนกลางเก็บเดือนละกว่าสองล้านบาทรวมทุกสาขา แต่ระบบรายงานเดิมสามารถบอกได้แค่ว่ายอดการเข้าถึงโฆษณารวมทั้งประเทศเท่าไหร่ ไม่มีทางแยกได้เลยว่าสาขาในจังหวัดไหนได้อานิสงส์จากงบก้อนนี้มากหรือน้อยกว่ากัน จนกระทั่งมีแฟรนไชซีกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันเรียกร้อง บริษัทแม่ถึงเริ่มลงทุนวางระบบแยกผลรายสาขาอย่างจริงจัง

แฟรนไชซีควรขอดูอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่ ‘ใบเสร็จค่าแอด’

ใบเสร็จค่าแอดบอกแค่ว่าเงินถูกใช้จ่ายจริง แต่ไม่บอกว่าเงินนั้นสร้างผลอะไรกลับมาให้สาขาคุณ สิ่งที่ควรขอดูจริง ๆ คือข้อมูลที่เชื่อมโยงระหว่างงบที่ใช้กับผลลัพธ์ที่วัดได้:

  • จำนวนแชทที่เข้ามาที่สาขาตัวเองซึ่งมาจากแคมเปญกลาง แยกจากแชทที่มาจากทราฟฟิกธรรมชาติหรือลูกค้าเก่า
  • ต้นทุนต่อแชทและต้นทุนต่อเคสที่ปิดได้ เทียบระหว่างช่วงที่มีแคมเปญกลางกับช่วงที่ไม่มี
  • สัดส่วนงบกองทุนที่ถูกจัดสรรมาที่โซนหรือภูมิภาคของสาขาตัวเอง เทียบกับสาขาอื่น เพื่อดูว่าได้รับส่วนแบ่งที่เป็นธรรมหรือไม่
  • รายงานที่ปรับปรุงตามรอบเวลาที่สม่ำเสมอ ไม่ใช่ได้รับแค่ตอนแฟรนไชซีทวงถามเท่านั้น
  • เปรียบเทียบตัวเลขข้ามช่วงเวลาที่มีปัจจัยฤดูกาลใกล้เคียงกัน เช่น เทียบไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า แทนที่จะเทียบไตรมาสติดกันซึ่งอาจมีเทศกาลหรือโปรโมชันพิเศษที่ทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนจนตีความผิดว่ากองทุนทำงานดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าความเป็นจริง

ตัวอย่างตารางกระทบยอดที่ควรมีทุกไตรมาส

แบบตารางง่าย ๆ นี้เป็นตัวอย่างสิ่งที่แฟรนไชซีควรได้เห็นทุกไตรมาส เพื่อเทียบเงินที่จ่ายเข้ากองทุนกับผลที่ได้กลับมาจริง (ตัวเลขสมมติเพื่ออธิบายหลักการ ไม่ใช่มาตรฐานสากล):

รายการไตรมาสก่อนไตรมาสนี้
เงินที่จ่ายเข้ากองทุน (สาขานี้)45,000 บาท48,000 บาท
แชทที่มาจากแคมเปญกลาง210 แชท265 แชท
เคสที่ปิดจากแชทกลุ่มนี้38 เคส51 เคส
ต้นทุนต่อเคสที่ปิด (จากกองทุน)1,184 บาท941 บาท

รูปแบบกองทุนโฆษณาร่วมที่พบบ่อย 3 แบบ ต่างกันตรงไหน

กองทุนโฆษณาร่วมไม่ได้มีแบบเดียว บริษัทแม่แต่ละเจ้าออกแบบวิธีจัดสรรต่างกัน และรูปแบบที่เลือกใช้ส่งผลโดยตรงว่าแฟรนไชซีจะตรวจสอบความคุ้มค่าได้ง่ายหรือยาก

ยิ่งรูปแบบกองทุนใกล้เคียงแบบรวมทั้งหมดมากเท่าไหร่ ยิ่งต้องพึ่งพาความโปร่งใสของบริษัทแม่มากขึ้นเท่านั้น เพราะแฟรนไชซีแทบไม่มีทางแยกผลลัพธ์ได้เองถ้าไม่ได้รับข้อมูลรายสาขามาให้ ในทางกลับกัน กองทุนแบบสมทบให้อำนาจต่อรองกับแฟรนไชซีมากกว่า เพราะเห็นชัดเจนว่าเงินของตัวเองไปอยู่ตรงไหน แต่ก็แลกมาด้วยการที่แคมเปญระดับประเทศทำได้ยากขึ้น เพราะแต่ละสาขาต้องตกลงร่วมลงทุนกันเองทีละครั้ง

รูปแบบกองทุนวิธีทำงานตรวจสอบง่าย/ยาก
กองทุนกลางแบบรวมทั้งหมด (Pooled)เงินทุกสาขารวมเป็นก้อนเดียว ใช้ยิงแคมเปญระดับประเทศ ไม่แยกตามสาขายาก เพราะผลลัพธ์ปนกันหมด ต้องพึ่งระบบแยกแอตทริบิวชันเท่านั้น
กองทุนแบ่งตามโซน (Zone-based)เงินจากสาขาในโซนเดียวกันถูกใช้ยิงแอดเฉพาะโซนนั้นปานกลาง เทียบง่ายขึ้นเพราะรู้ว่างบก้อนไหนควรสร้างผลในพื้นที่ไหน
กองทุนแบบสมทบ (Matching Fund)สาขาออกงบเองส่วนหนึ่ง บริษัทแม่สมทบอีกส่วนสำหรับแคมเปญเฉพาะสาขาง่ายที่สุด เพราะสาขารู้ตั้งแต่ต้นว่างบก้อนไหนใช้กับแคมเปญของตัวเองโดยตรง

สัญญาณว่ากองทุนถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ ไม่ใช่แค่รายงานไม่ครบ

ความไม่โปร่งใสกับการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์เป็นคนละเรื่องกัน อย่างแรกคือไม่มีข้อมูลมาอธิบาย อย่างที่สองคือมีข้อมูลแต่พบว่าเงินถูกใช้ไปกับสิ่งที่ไม่ควรเป็นภาระของกองทุนโฆษณาตั้งแต่ต้น ต่อไปนี้คือสิ่งที่ควรสังเกตถ้าได้เห็นรายงานรายจ่ายแบบละเอียดแล้ว:

  • เงินกองทุนถูกใช้จ่ายเงินเดือนพนักงานฝ่ายการตลาดของบริษัทแม่แทนที่จะใช้ซื้อพื้นที่โฆษณาโดยตรง — ถ้าสัดส่วนนี้สูงเกินสมควร ควรถามให้ชัดว่าเข้าเงื่อนไขในสัญญาแฟรนไชส์หรือไม่
  • งบกองทุนถูกใช้ทำแคมเปญโปรโมตผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ยังไม่วางขายในสาขาของคุณเลย ทำให้จ่ายเงินไปแต่ไม่มีทางได้ผลตอบแทนกลับมาในช่วงเวลานั้น
  • ค่าคอมมิชชันหรือค่าธรรมเนียมตัวกลาง (agency fee) ที่หักจากกองทุนสูงผิดปกติเมื่อเทียบกับมาตรฐานอุตสาหกรรม โดยไม่มีคำอธิบายว่าทำไมถึงสูงกว่าปกติ
  • รายจ่ายบางรายการถูกจัดอยู่ในหมวด ‘การตลาด’ แบบกว้าง ๆ โดยไม่มีรายละเอียดย่อยเลย เช่น งานเลี้ยงหรือกิจกรรมภายในที่ไม่เกี่ยวกับการโฆษณาถึงลูกค้าโดยตรง

สัญญาณที่บอกว่าควรเริ่มตั้งคำถามกับบริษัทแม่

ไม่ใช่ทุกความไม่โปร่งใสหมายถึงมีปัญหาร้ายแรง บางทีเป็นแค่ระบบยังไม่พร้อมจริง ๆ แต่มีสัญญาณบางอย่างที่ควรจับตาให้ดี

ถ้าขอรายงานที่แยกผลรายสาขาแล้วได้รับคำตอบว่า ‘ทำไม่ได้เพราะระบบไม่รองรับ’ ติดต่อกันหลายไตรมาสโดยไม่มีแผนจะแก้ นั่นเป็นสัญญาณที่ควรเริ่มกังวล เพราะเทคโนโลยีปัจจุบันทำเรื่องนี้ได้ไม่ยาก ถ้าไม่มีความคืบหน้าเลยอาจแปลว่าไม่มีใครให้ความสำคัญกับความโปร่งใสเรื่องนี้จริง ๆ

อีกสัญญาณคือถ้าสัดส่วนงบที่จัดสรรมาให้สาขาในโซนของคุณต่ำกว่าสัดส่วนที่คุณจ่ายเข้ากองทุนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผล เช่น โซนนั้นเป็นตลาดใหม่ที่ต้องลงทุนเพิ่มเป็นพิเศษ ก็ควรหยิบยกขึ้นมาคุยอย่างเป็นทางการ

อีกสัญญาณที่มักถูกมองข้ามคือถ้าทุกครั้งที่คุณถามคำถามเชิงตัวเลข คำตอบที่ได้กลับมาเป็นคำอธิบายเชิงคุณภาพล้วน ๆ เช่น ‘แคมเปญนี้สร้างการรับรู้แบรนด์ได้ดีมาก’ โดยไม่มีตัวเลขรองรับเลยแม้แต่ตัวเดียว คำอธิบายแบบนี้ฟังดูดีแต่ตรวจสอบไม่ได้ และมักเป็นสัญญาณว่าฝ่ายที่ตอบก็ไม่มีข้อมูลตัวเลขจริงในมือเหมือนกัน

ฝั่งบริษัทแม่ควรทำอะไรเพื่อรักษาความไว้ใจ

  1. ลงทุนวางระบบแยกแอตทริบิวชันรายสาขาให้ได้จริงตั้งแต่เนิ่น ๆ แทนที่จะรอให้แฟรนไชซีเริ่มตั้งคำถามก่อนถึงค่อยแก้
  2. ส่งรายงานกระทบยอดแบบที่แฟรนไชซีเข้าใจง่ายเป็นประจำทุกไตรมาส ไม่ต้องรอให้มีคนทวงถาม
  3. เปิดช่องทางให้แฟรนไชซีสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้โดยไม่รู้สึกว่ากำลังถูกมองว่าไม่ไว้ใจบริษัท
  4. ถ้าพบว่าบางสาขาได้รับส่วนแบ่งงบน้อยกว่าที่ควรจริง ให้ปรับสัดส่วนอย่างตรงไปตรงมา พร้อมอธิบายเหตุผลของการปรับให้ชัดเจน ดีกว่าปล่อยให้เป็นปมค้างคาที่บั่นทอนความสัมพันธ์ระยะยาว

สรุป

กองทุนโฆษณาร่วมเป็นโมเดลที่ดีถ้าทำด้วยความโปร่งใส แต่จะกลายเป็นแหล่งความไม่ไว้ใจทันทีถ้าแฟรนไชซีไม่มีทางรู้ว่าเงินที่จ่ายไปสร้างผลอะไรกลับมาให้สาขาตัวเองบ้าง ทั้งสองฝ่ายควรเปลี่ยนบทสนทนาจากการเชื่อใจกันเฉย ๆ มาเป็นการมีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ร่วมกัน

ถ้าคุณเป็นแฟรนไชซีที่ไม่เคยเห็นรายงานแบบนี้เลย ลองเริ่มจากขอดูตัวเลขแชทและเคสที่ปิดที่มาจากแคมเปญกลางในไตรมาสล่าสุด แล้วเทียบกับเงินที่จ่ายเข้ากองทุนดูเอง คำถามง่าย ๆ แบบนี้มักเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

  • ใบเสร็จค่าแอดไม่พอ ต้องขอดูข้อมูลที่เชื่อมงบกับผลลัพธ์รายสาขาจริง
  • ทำตารางกระทบยอดทุกไตรมาส เทียบเงินที่จ่ายกับแชทและเคสที่ปิดที่ได้กลับมา
  • ความไม่เท่ากันของงบไม่ใช่ปัญหาเสมอไป แต่ต้องอธิบายได้ ถ้าอธิบายไม่ได้คือสัญญาณที่ควรตั้งคำถาม

คำถามที่พบบ่อย

กองทุนโฆษณากลางควรเก็บกี่เปอร์เซ็นต์ของยอดขายถึงจะเหมาะสม

ไม่มีตัวเลขตายตัว ส่วนใหญ่ที่พบเห็นอยู่ในช่วง 1-5% ของยอดขาย ขึ้นกับประเภทธุรกิจและขนาดเครือ สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขเปอร์เซ็นต์คือความโปร่งใสของการรายงานผลที่ได้กลับมา

ถ้าแฟรนไชซีขอดูรายงานแยกสาขาแล้วบริษัทแม่ปฏิเสธ ควรทำยังไง

ควรถามเหตุผลที่ชัดเจนก่อนว่าติดขัดตรงไหน ถ้าเป็นเรื่องระบบยังไม่พร้อม อาจเสนอให้ร่วมลงทุนพัฒนาระบบ แต่ถ้าปฏิเสธโดยไม่มีเหตุผลที่สมเหตุสมผล ควรหยิบยกเป็นประเด็นในที่ประชุมแฟรนไชซีอย่างเป็นทางการ

แฟรนไชซีหลายสาขารวมตัวกันเรียกร้องความโปร่งใสพร้อมกัน ดีกว่าคนเดียวถามไหม

ส่วนใหญ่ได้ผลดีกว่า เพราะเป็นเสียงที่หนักแน่นกว่าและบริษัทแม่มักให้ความสำคัญกับข้อเรียกร้องร่วมมากกว่าคำถามจากสาขาเดียว แต่ควรระวังไม่ให้กลายเป็นการกล่าวหาแบบไม่มีข้อมูลรองรับ

งบกองทุนกลางที่จัดสรรไม่เท่ากันทุกสาขา ถือว่าไม่แฟร์เสมอไปไหม

ไม่เสมอไป บางสาขาในตลาดใหม่หรือโซนที่แข่งขันสูงอาจต้องได้รับงบมากกว่าเพื่อสร้างฐานลูกค้า ความไม่เท่ากันไม่ใช่ปัญหาถ้ามีเหตุผลรองรับชัดเจนและอธิบายได้ ปัญหาคือเมื่อไม่มีใครอธิบายได้เลยว่าทำไมถึงจัดสรรแบบนั้น

ระบบตรวจสอบแบบนี้ต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทางไหม หรือทำด้วย Excel ได้

ช่วงเริ่มต้นใช้ Excel เทียบตัวเลขที่ได้จากทั้งสองฝ่ายก็พอเริ่มได้ แต่พอเครือขยายใหญ่ขึ้น ระบบที่เชื่อมข้อมูล conversion รายสาขาเข้ากับงบกองทุนโดยตรง เช่นระบบอย่าง linli จะประหยัดเวลากระทบยอดกว่ามาก และลดโอกาสตัวเลขคลาดเคลื่อนจากการกรอกมือ

ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่ากองทุนถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์จริง มีสิทธิ์เรียกเงินคืนไหม

ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขในสัญญาแฟรนไชส์ของแต่ละเครือว่าระบุเรื่องนี้ไว้อย่างไร บางสัญญาให้สิทธิ์เรียกร้องผ่านกระบวนการตรวจสอบร่วมหรือคณะกรรมการแฟรนไชซี แต่ถ้าสัญญาไม่ได้ระบุไว้เลย ทางที่ปลอดภัยที่สุดคือปรึกษาทนายก่อนดำเนินการใด ๆ เพื่อไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ทางธุรกิจโดยไม่จำเป็น

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง