← กลับไปหน้าบทความ
กรณีศึกษาตามธุรกิจ

เทรนเนอร์ส่วนตัวปิดแพ็กเกจ PT ใน LINE: คนทักมาเยอะช่วงปีใหม่ แต่ล้มเลิกก่อนเริ่มด้วยซ้ำ

02 ส.ค. 04:06 · อ่าน 1 นาที
เทรนเนอร์ส่วนตัวปิดแพ็กเกจ PT ใน LINE: คนทักมาเยอะช่วงปีใหม่ แต่ล้มเลิกก่อนเริ่มด้วยซ้ำ

สรุปสั้น ๆ

คนทักมาถามแพ็กเกจเทรนเนอร์ส่วนตัวมักไม่ได้ลังเลเรื่องเงินอย่างเดียว เขากลัวว่าตัวเองจะทำไม่ไหว อายหุ่น หรือเคยล้มเหลวมาก่อน เทรนเนอร์ที่ปิดได้คือคนที่ลดความกลัวเหล่านี้ก่อน แล้วชวนเริ่มด้วยก้าวเล็ก ๆ ที่ไม่น่ากลัว

ฟิตเนสเล็ก ๆ ที่เน้นเทรนเนอร์ส่วนตัวแห่งนี้ขายแพ็กเกจ PT เป็นคอร์ส สิบครั้งบ้าง ยี่สิบครั้งบ้าง ราคาต่อแพ็กเกจอยู่ราวเจ็ดพันถึงสองหมื่น ลูกค้าคือคนที่อยากลดน้ำหนักหรือสร้างกล้ามแต่ทำเองไม่สำเร็จ

หัวหน้าเทรนเนอร์เล่าว่า 'ช่วงปีใหม่คนทักมาเยอะมาก ตั้งใจจะเปลี่ยนตัวเอง แต่พอเราส่งราคาแพ็กเกจไป หลายคนเงียบ บางคนบอกขอไปคิดก่อน แล้วก็ไม่กลับมา ทั้งที่ตอนแรกดูตั้งใจมาก'

ผมนั่งอ่านแชทกับหัวหน้าเทรนเนอร์แล้วเห็นอะไรที่น่าสนใจ คนกลุ่มนี้ไม่ได้เงียบเพราะราคาอย่างเดียว หลายคนพิมพ์ทิ้งท้ายว่า 'กลัวทำไม่ไหวอ่ะค่ะ' หรือ 'ไม่เคยออกกำลังเลย อายเทรนเนอร์' ความไม่มั่นใจในตัวเองต่างหากที่ฉุดเขาไว้ ไม่ใช่แค่เงิน

สิ่งที่ฉุดคนไว้ไม่ใช่ราคา แต่คือความกลัวว่าตัวเองจะทำไม่ได้

คนที่อยากจ้างเทรนเนอร์มักมีประวัติล้มเหลวมาก่อน เคยสมัครฟิตเนสแล้วไม่ได้ไป เคยลดน้ำหนักแล้วโยโย่ พอจะจ่ายเงินก้อนอีกครั้ง เสียงในหัวเขาบอกว่า 'เดี๋ยวก็เหมือนเดิม เสียเงินเปล่า' ความกลัวนี้ทรงพลังกว่าราค่าแพ็กเกจเสียอีก

บางคนกลัวเรื่องที่ลึกกว่านั้น กลัวเข้าฟิตเนสแล้วคนอื่นมองว่าอ้วน กลัวทำท่าไม่เป็นแล้วเทรนเนอร์รำคาญ กลัวยกไม่ไหวแล้วอาย ความอายและความกลัวถูกตัดสินพวกนี้แหละที่ทำให้เขาถอย ทั้งที่ใจอยากเปลี่ยน

พอเข้าใจตรงนี้ เราก็รู้ว่าการตอบแค่ราคาแพ็กเกจไม่มีทางปิดได้ เพราะเราไม่ได้แตะสิ่งที่เขากลัวจริง เขาถามราคาเพราะไม่รู้จะเริ่มคุยยังไง แต่ในใจกำลังถามว่า 'คนแบบฉันจะทำได้ไหม' เราต้องตอบคำถามนั้นก่อน

ชวนเริ่มด้วยก้าวเล็กที่ไม่น่ากลัว แทนการขายแพ็กเกจใหญ่

แทนที่จะดันแพ็กเกจยี่สิบครั้งให้คนที่ยังไม่มั่นใจในตัวเอง เราเปลี่ยนเป็นชวนเขามาลองเทรนครั้งแรกในราคาทดลอง หรือมาคุยประเมินร่างกายกับเทรนเนอร์ก่อนโดยไม่ต้องซื้อแพ็กเกจ ก้าวเล็ก ๆ นี้ไม่น่ากลัวสำหรับคนที่กำลังลังเล

สคริปต์ที่ได้ผลดีคือแบบนี้ ลูกค้าถาม 'แพ็กเกจ PT ราคาเท่าไหร่คะ' เทรนเนอร์ตอบว่า 'มีหลายแพ็กเกจเลยค่ะ แต่ก่อนอื่นอยากชวนพี่มาลองเทรนครั้งแรกดูก่อนไหมคะ จะได้รู้ว่าสไตล์การเทรนของเราเข้ากับพี่ไหม แล้วเทรนเนอร์จะช่วยประเมินให้ว่าเป้าหมายพี่ควรเริ่มยังไง ไม่ต้องซื้อแพ็กเกจก่อนก็ได้ค่ะ' คำว่า 'ไม่ต้องซื้อก่อนก็ได้' ลดกำแพงลงเยอะ เป็นการคลายข้อกังวลในใจก่อนที่มันจะกลายเป็นเหตุผลให้เขาถอย

สำคัญคือเราย้ำเสมอว่าโปรแกรมปรับตามระดับของแต่ละคน 'พี่ไม่เคยออกกำลังเลยก็ไม่เป็นไรค่ะ เราเริ่มจากเบา ๆ ค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีใครมองหรอกค่ะ ที่นี่มีแต่คนตั้งใจเหมือนกัน' การลบความอายและความกลัวถูกตัดสินออกไป ทำให้คนที่ลังเลกล้าก้าวเข้ามา

  • เสนอเทรนครั้งแรกราคาทดลอง แทนดันแพ็กเกจใหญ่ทันที
  • ให้ประเมินร่างกายกับเทรนเนอร์ก่อนโดยไม่ต้องซื้อ
  • ย้ำว่าโปรแกรมปรับตามระดับ เริ่มจากศูนย์ได้
  • ลบความอาย บอกว่าที่นี่มีแต่คนตั้งใจเหมือนกัน

ครั้งแรกคือด่านตัดสิน ปิดแพ็กเกจตอนไหนถึงไม่ดูยัดเยียด

พอคนมาลองเทรนครั้งแรก นั่นคือด่านสำคัญที่สุด ถ้าเขารู้สึกว่าเทรนเนอร์ใส่ใจ ไม่ตัดสิน และเห็นว่าตัวเองทำได้จริง โอกาสปิดแพ็กเกจจะสูงมาก แต่จังหวะเสนอแพ็กเกจต้องพอดี ไม่ใช่พอเทรนเสร็จก็รีบยัดขายทันทีจนเขารู้สึกว่าถูกหลอกมา

เราให้เทรนเนอร์คุยกับลูกค้าหลังเทรนครั้งแรกแบบให้คำแนะนำจริง 'วันนี้พี่ทำได้ดีกว่าที่คิดนะคะ จุดที่พี่ต้องโฟกัสคือแกนกลางลำตัวกับท่าสควอต ถ้าเทรนต่อเนื่องสักสิบครั้งน่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงชัด พี่สนใจให้วางโปรแกรมต่อเนื่องไหมคะ' การเสนอแพ็กเกจในฐานะขั้นต่อไปของแผน ต่างจากการขายของโดยสิ้นเชิง

เราวางจังหวะตามคนที่มาลองแล้วยังไม่ตัดสินใจด้วย ไม่ใช่ทวงว่าซื้อยัง แต่ส่งคลิปท่าที่เขาทำวันนั้นให้ทบทวน หรือทักถามว่ากล้ามเนื้อตรงไหนตึงบ้าง เป็นการดูแลต่อเนื่องแบบที่ผมเขียนไว้เรื่องการวางลำดับการตามลูกค้า ให้แต่ละครั้งมีคุณค่า ไม่ใช่แค่ตื๊อ

ผลที่ได้ และเหตุผลที่ต้องแยกคนทักตามความตั้งใจ

หลังปรับวิธีคุย จากคนทัก 100 คน ยอดคนที่มาลองเทรนครั้งแรกเพิ่มจากราว 20 เป็นราว 40 และในกลุ่มที่มาลองแล้ว ปิดแพ็กเกจต่อได้ราวครึ่งหนึ่ง เท่ากับจากคนทัก 100 ปิดแพ็กเกจได้ราว 20 คน จากเดิมที่ปิดได้ราว 9 คน เพราะเราลดกำแพงให้คนกล้าเริ่มก่อน

สิ่งที่หัวหน้าเทรนเนอร์เพิ่งเห็นชัดคือ คนที่มาจากแอดที่พูดเรื่อง 'เริ่มออกกำลังครั้งแรก ไม่ต้องมีพื้นฐาน' ปิดได้ดีกว่าคนที่มาจากแอดที่โชว์หุ่นซิกซ์แพ็กเป๊ะ ๆ เพราะแอดแบบหลังไปดึงคนที่ฟิตอยู่แล้ว ส่วนแอดแบบแรกตรงกับกลุ่มที่กลัว ๆ อยากเริ่ม ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่กว่า

อีกจุดที่ช่วยได้จริงคือการวัดว่าคนที่ปิดแพ็กเกจมาจากแอดตัวไหน เพราะช่วงปีใหม่มีทั้งแอดโปรลดราคาและแอดแบบเล่าเรื่องคนเปลี่ยนตัวเองสำเร็จ พอผูกยอดปิดกลับไปที่แอดต้นทาง ก็รู้ว่าแอดแบบเล่าเรื่องได้คนที่ตั้งใจจริงมากกว่าแอดลดราคาที่ได้คนล่าโปร

สรุป

คนทักมาถามแพ็กเกจเทรนเนอร์ส่วนตัวมักไม่ได้ลังเลเรื่องเงินอย่างเดียว เขากลัวว่าตัวเองจะทำไม่ไหว อายหุ่น หรือเคยล้มเหลวมาก่อน เทรนเนอร์ที่ปิดได้จึงต้องลดความกลัวเหล่านี้ก่อน แล้วชวนเริ่มด้วยก้าวเล็กที่ไม่น่ากลัว

เมื่อเปลี่ยนจากดันแพ็กเกจใหญ่เป็นชวนลองเทรนครั้งแรกและประเมินร่างกายก่อน คนก็กล้าเริ่มมากขึ้นและปิดแพ็กเกจต่อได้ในสัดส่วนสูง การผูกยอดกลับไปที่แอดต้นทางยังเผยว่าแอดแบบเล่าเรื่องได้คนที่ตั้งใจจริงมากกว่าแอดลดราคา

  • อุปสรรคจริงคือความไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่ใช่แค่ราคา
  • เริ่มด้วยก้าวเล็กที่ไม่น่ากลัว แล้วค่อยเสนอแพ็กเกจ
  • แอดเล่าเรื่องได้คนตั้งใจจริงมากกว่าแอดลดราคา

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมคนทักมาถามแพ็กเกจเทรนเนอร์แล้วเงียบหายเยอะช่วงปีใหม่

เพราะหลายคนไม่ได้ลังเลเรื่องเงินอย่างเดียว แต่กลัวว่าตัวเองจะทำไม่ไหว อายหุ่น หรือเคยล้มเหลวมาก่อน ถ้าตอบแค่ราคาแพ็กเกจโดยไม่แตะความกลัวเหล่านี้ เขาก็ขอไปคิดก่อนแล้วหายไป เพราะเสียงในหัวยังบอกว่าเดี๋ยวก็เหมือนเดิม

ควรดันแพ็กเกจใหญ่เลยไหม เพราะกำไรดีกว่า

สำหรับคนที่ยังไม่มั่นใจในตัวเอง การดันแพ็กเกจใหญ่มักทำให้เขาถอย ลองชวนเริ่มด้วยก้าวเล็กก่อน เช่น เทรนครั้งแรกราคาทดลองหรือประเมินร่างกายฟรี เมื่อเขาได้ลองและรู้สึกว่าทำได้ การเสนอแพ็กเกจต่อเนื่องจะเป็นธรรมชาติและปิดง่ายกว่า

ลูกค้าบอกว่ากลัวทำไม่ไหวหรืออายที่ไม่เคยออกกำลัง ควรตอบยังไง

ยอมรับความรู้สึกเขาก่อน แล้วย้ำว่าโปรแกรมปรับตามระดับ เริ่มจากศูนย์ได้ และที่นี่มีแต่คนตั้งใจเหมือนกัน ไม่มีใครมาตัดสิน การลบความอายและความกลัวถูกมองออกไป มักช่วยให้คนที่ลังเลกล้าก้าวเข้ามามากกว่าการพูดเรื่องผลลัพธ์

จะเสนอแพ็กเกจตอนไหนถึงไม่ดูเหมือนยัดขาย

เสนอหลังลูกค้าได้ลองเทรนครั้งแรกและรู้สึกว่าตัวเองทำได้ ในฐานะขั้นต่อไปของแผน ไม่ใช่พอเทรนเสร็จก็รีบขายทันที การพูดถึงจุดที่เขาควรพัฒนาและชวนวางโปรแกรมต่อเนื่อง ต่างจากการยัดขายและทำให้ลูกค้ารู้สึกดีกว่ามาก

แอดแบบไหนดึงคนที่พร้อมจ่ายเข้ามาได้ตรงกว่ากัน

ขึ้นกับกลุ่มที่อยากได้ แอดที่โชว์หุ่นเป๊ะ ๆ มักดึงคนที่ฟิตอยู่แล้ว ส่วนแอดที่พูดเรื่องเริ่มจากศูนย์หรือเล่าเรื่องคนที่เปลี่ยนตัวเองได้ มักตรงกับกลุ่มคนที่กลัว ๆ อยากเริ่ม ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าและตั้งใจจริงเมื่อได้แรงบันดาลใจที่ตรงใจ

จะรู้ได้ยังไงว่าแพ็กเกจที่ปิดได้มาจากแอดตัวไหน

ต้องผูกยอดที่ปิดในแชทกลับไปยังแอดหรือแคมเปญที่พาลูกค้าเข้ามา ไม่ใช่ดูแค่จำนวนคนทักรวม เมื่อเห็นว่าแอดแบบเล่าเรื่องได้คนที่ตั้งใจจริงมากกว่าแอดลดราคาที่ได้คนล่าโปร ก็จัดสรรงบไปที่แอดที่ได้ลูกค้าคุณภาพได้ตรงขึ้น

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง