← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

ขอเพิ่มงบมาร์เก็ตติ้งจากบอร์ด ด้วยข้อมูลปิดการขายในแชท แทนคำว่า ‘สร้างการรับรู้แบรนด์’

ทีมบรรณาธิการ linli10 ก.ค. 12:14อัปเดต 10 ก.ค. 12:14อ่าน 1 นาที
ขอเพิ่มงบมาร์เก็ตติ้งจากบอร์ด ด้วยข้อมูลปิดการขายในแชท แทนคำว่า ‘สร้างการรับรู้แบรนด์’
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

คำขอเพิ่มงบที่อ้างแค่ ‘เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์’ เป็นคำขอที่วัดผลไม่ได้ในสายตาบอร์ด และมักถูกเลื่อนไปก่อนเสมอ วิธีที่ได้ผลกว่าคือผูกคำขอเข้ากับข้อมูลว่าทุกกี่บาทที่ลงไปในแชท กลับมาเป็นยอดขายเท่าไหร่ แล้วขอเพิ่มในสัดส่วนเดิมที่พิสูจน์แล้วว่าคุ้ม

บริษัท กรีนลีฟ ออร์แกนิก จำกัด ขายผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจากธรรมชาติผ่าน LINE OA เป็นหลัก ปีที่แล้วฝ่ายการตลาดขอเพิ่มงบ 2 ล้านบาท โดยให้เหตุผลว่า ‘เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มลูกค้าใหม่’ บอร์ดฟังจบแล้วบอกว่า ‘ขอดูงบไตรมาสนี้ก่อน แล้วค่อยว่ากันใหม่’ คำขอถูกเลื่อนออกไปโดยไม่มีใครปฏิเสธตรง ๆ แต่ก็ไม่มีใครอนุมัติเช่นกัน

ปีถัดมา ทีมเดียวกันขอเพิ่มงบในจำนวนใกล้เคียงกัน แต่เปลี่ยนวิธีตั้งคำขอทั้งหมด แทนที่จะพูดเรื่องการรับรู้แบรนด์ พวกเขาเอาข้อมูลขึ้นมาว่า ‘ทุก 1 บาทที่ลงในแคมเปญ LINE ไตรมาสที่ผ่านมา กลับมาเป็นยอดขายที่ปิดจริงในแชท 4.8 บาท และช่องทางนี้ยังมีงบเหลือให้ขยายได้อีกโดยต้นทุนต่อการทักยังไม่ขึ้น’ ครั้งนี้บอร์ดอนุมัติภายในการประชุมเดียว

ความต่างไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินที่ขอ แต่อยู่ที่ธรรมชาติของคำขอ คำขอแรกวัดผลไม่ได้ คำขอที่สองมีตัวเลขรองรับตั้งแต่ต้นจนจบ บทความนี้จะแกะว่าคำขอแบบที่สองสร้างขึ้นมายังไง

ทำไมคำว่า ‘สร้างการรับรู้แบรนด์’ ถึงเป็นคำขอที่อ่อนแอที่สุด

ปัญหาของคำว่าสร้างการรับรู้แบรนด์ไม่ใช่ว่ามันไม่จริงหรือไม่สำคัญ มันสำคัญมาก แต่ปัญหาคือมันวัดผลเป็นเงินไม่ได้ในทันที บอร์ดที่ต้องอนุมัติเงินก้อนหนึ่งจากงบบริษัท ต้องตอบคำถามของตัวเองก่อนว่า ถ้าเงินก้อนนี้ไม่ได้ผลตามคาด จะรู้ได้ยังไงและจะแก้ยังไง คำขอที่วัดผลไม่ได้ทำให้ตอบคำถามนี้ไม่ได้เลย

เมื่อบอร์ดตอบคำถามนี้ไม่ได้ ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับพวกเขาคือเลื่อนการตัดสินใจออกไป ไม่ใช่เพราะไม่เชื่อทีมการตลาด แต่เพราะการอนุมัติเงินโดยไม่มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน คือความเสี่ยงที่กรรมการแต่ละคนต้องรับผิดชอบร่วมกันถ้าผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคาด หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับการเปิดสไลด์แบบเล่าเรื่องด้วยภาษารายได้ตั้งแต่ต้น

โครงสร้างคำขอที่ผูกกับข้อมูลปิดการขายจริง

  1. เริ่มจากตัวเลขปัจจุบัน: ทุก 1 บาทที่ลงในโฆษณา แปลงมาเป็นยอดขายที่ปิดจริงในแชทกี่บาท โดยใช้ข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 2-3 เดือน
  2. ระบุว่าช่องทางนี้ยัง ‘ไม่อิ่มตัว’ ตรงไหน เช่น ต้นทุนต่อการทักยังไม่ขึ้นแม้เพิ่มงบในเดือนก่อน แปลว่ายังมีคนที่สนใจสินค้าเหลืออยู่ในตลาดที่ยังเข้าไม่ถึง
  3. เสนอจำนวนเงินที่ขอเพิ่ม พร้อมประมาณการยอดขายที่คาดว่าจะได้กลับมา โดยอิงจากอัตราส่วนเดิมที่พิสูจน์แล้ว เทียบเคียงกับกรอบระยะเวลาคืนทุนที่บอร์ดคุ้นเคย ไม่ใช่ตัวเลขในฝัน
  4. กำหนดจุดเช็กกลางทาง เช่น รายงานผลหลังผ่านไปครึ่งงบ เพื่อให้บอร์ดเห็นว่ามีจุดตรวจสอบ ไม่ใช่ปล่อยเงินไปแล้วรอผลตอนจบไตรมาสเดียว

เทียบคำขอสองแบบ

องค์ประกอบคำขอแบบเดิมคำขอแบบผูกกับยอดปิดจริง
เหตุผลหลักสร้างการรับรู้แบรนด์ในกลุ่มลูกค้าใหม่ทุก 1 บาทที่ลง กลับมาเป็นยอดขาย 4.8 บาท และยังไม่อิ่มตัว
ตัวชี้วัดความสำเร็จไม่ระบุชัดเจนยอดขายที่ปิดจริงในแชท เทียบกับงบที่เพิ่ม
จุดเช็กกลางทางไม่มี รอสรุปปลายไตรมาสรายงานผลเมื่อใช้งบไปครึ่งหนึ่ง
ผลการอนุมัติเลื่อนพิจารณาอนุมัติภายในการประชุมเดียว

ไม่ได้แปลว่าการสร้างแบรนด์ไม่สำคัญ

บางคนอ่านมาถึงตรงนี้อาจกังวลว่าบทความนี้กำลังบอกให้ทิ้งงบสร้างแบรนด์ไปเลย ไม่ใช่แบบนั้น การสร้างการรับรู้แบรนด์ยังจำเป็นสำหรับการเติบโตระยะยาว เพียงแต่เวลาของบอร์ดควรถูกใช้กับการตัดสินใจที่มีข้อมูลรองรับก่อน ส่วนงบสร้างแบรนด์ระยะยาวสามารถขอเป็นสัดส่วนเล็กภายในงบก้อนใหญ่ที่อนุมัติแล้ว โดยไม่ต้องเป็นประเด็นหลักของการขอเพิ่มงบครั้งนี้

พูดอีกแบบคือ ให้ข้อมูลปิดการขายจริงที่ผูกกับอัตราส่วนต้นทุนต่อมูลค่าลูกค้าเป็นตัวเปิดประตูความไว้ใจก่อน แล้วค่อยขอพื้นที่เล็ก ๆ สำหรับการลงทุนระยะยาวที่วัดผลตรงไม่ได้ในทันที

สรุป

คำขอเพิ่มงบที่ผ่านบอร์ดได้เร็วที่สุด ไม่ใช่คำขอที่ฟังดูมีวิสัยทัศน์ที่สุด แต่เป็นคำขอที่ตอบคำถามได้ว่า ‘ถ้าอนุมัติแล้ว จะวัดความสำเร็จยังไง’ ได้ชัดเจนที่สุด

ข้อมูลปิดการขายในแชทที่ผูกกับแคมเปญต้นทาง คือสิ่งที่เปลี่ยนคำขอจากการเล่าวิสัยทัศน์ ให้กลายเป็นข้อเสนอทางธุรกิจที่มีตัวเลขรองรับ ซึ่งเป็นภาษาที่บอร์ดตัดสินใจได้เร็วที่สุด

  • คำขอที่วัดผลไม่ได้มักถูกเลื่อน ไม่ใช่เพราะไม่ดี แต่เพราะบอร์ดตอบคำถามความเสี่ยงไม่ได้
  • ผูกคำขอเข้ากับอัตราส่วนเงินลงทุนต่อยอดขายที่ปิดจริง พร้อมจุดเช็กกลางทาง
  • งบสร้างแบรนด์ระยะยาวยังจำเป็น แต่ควรเป็นสัดส่วนเล็กหลังได้ความไว้ใจจากตัวเลขก่อน

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าธุรกิจยังไม่มีข้อมูลผูกยอดขายกับแคมเปญ ควรทำยังไงก่อนขอเพิ่มงบ

ควรวางระบบเชื่อมข้อมูลยอดขายในแชทกลับไปยังแคมเปญต้นทางก่อนอย่างน้อย 1-2 เดือน เพื่อให้มีตัวเลขจริงมารองรับคำขอ การขอเพิ่มงบโดยไม่มีข้อมูลนี้มักถูกเลื่อนเหมือนกรณีแรกของกรีนลีฟ

มีเครื่องมือที่ช่วยผูกยอดขายในแชทกับแคมเปญโฆษณาให้เห็นตัวเลขแบบนี้ไหม

มี ระบบอย่าง linli ถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมบทสนทนาที่ปิดการขายใน LINE กลับไปยังแคมเปญต้นทางบน Google/Meta/TikTok โดยตรง ทำให้ได้ตัวเลขอัตราส่วนแบบในบทความนี้มาใช้ประกอบคำขอเพิ่มงบได้โดยไม่ต้องสรุปมือทุกไตรมาส

อัตราส่วน 4.8 บาทต่อ 1 บาทถือว่าดีหรือยังต้องเทียบอะไร

ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายหลักการเท่านั้น อัตราส่วนที่ ‘ดี’ ต่างกันตามอุตสาหกรรมและต้นทุนสินค้า ควรเทียบกับต้นทุนขายรวมของธุรกิจตัวเองว่าหลังหักต้นทุนทั้งหมดแล้วยังมีกำไรเหลือคุ้มค่าหรือไม่

ถ้าอัตราส่วนเริ่มลดลงหลังเพิ่มงบ ควรทำยังไง

เป็นเรื่องปกติที่อัตราส่วนจะค่อย ๆ ลดลงเมื่อเพิ่มงบ เพราะกลุ่มลูกค้าที่ง่ายที่สุดมักถูกเข้าถึงไปแล้ว จุดสำคัญคือกำหนดเพดานว่าลดลงถึงระดับไหนถึงจะหยุดเพิ่มงบ แล้วรายงานเพดานนี้ให้บอร์ดรู้ล่วงหน้าตั้งแต่ตอนขอ

ควรขอเพิ่มงบทีเดียวก้อนใหญ่ หรือขอทีละน้อยหลายครั้งดีกว่า

ถ้าเป็นครั้งแรกที่เสนอโครงสร้างคำขอแบบผูกข้อมูล แนะนำขอก้อนที่พิสูจน์ได้ในไตรมาสเดียวก่อน เพื่อสร้างประวัติความน่าเชื่อถือ แล้วค่อยขอก้อนใหญ่ขึ้นในรอบถัดไปเมื่อมีผลลัพธ์จริงรองรับ

ทำไมจุดเช็กกลางทางถึงสำคัญกับการอนุมัติ

เพราะมันลดความเสี่ยงในสายตาบอร์ด หากผลลัพธ์กลางทางไม่เป็นไปตามคาด ยังมีโอกาสปรับแผนก่อนใช้งบหมด ต่างจากการรอสรุปผลตอนปลายไตรมาสที่แก้อะไรไม่ทันแล้ว

ลองตรวจด้วยตัวเอง

Ads Budget Calculator

เริ่มจากเป้ารายได้ แล้วคำนวณย้อนกลับว่าต้องมีกี่ Lead กี่คลิก และงบเท่าไร

คำนวณงบฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ไตรมาสที่ตัวเลขแย่ที่สุดในรอบสองปี ซีเอ็มโอควรพูดกับบอร์ดยังไงโดยไม่ใช่การขายฝัน

ไตรมาสที่ตัวเลขแย่ที่สุดในรอบสองปี ซีเอ็มโอควรพูดกับบอร์ดยังไงโดยไม่ใช่การขายฝัน

เมื่อตัวเลขแย่จริง การพยายามพูดให้ฟังดูดีคือสิ่งที่ทำลายความเชื่อใจเร็วที่สุด บทความนี้เล่าว่าการจัดกรอบข้อมูลที่ซื่อสัตย์ ต่างจากการปั่นตัวเลขยังไง
ธุรกิจที่ช่องทางขายยังกระจัดกระจาย คำนวณ CAC ผิดตั้งแต่ต้นได้ง่าย ๆ

ธุรกิจที่ช่องทางขายยังกระจัดกระจาย คำนวณ CAC ผิดตั้งแต่ต้นได้ง่าย ๆ

เมื่อข้อมูลลูกค้ากระจัดกระจายอยู่หลายแพลตฟอร์มโดยไม่เชื่อมกัน ตัวเลข CAC ที่คำนวณออกมามักผิดโดยไม่รู้ตัว บทความนี้ชวนดูว่าความกระจัดกระจายทำให้ตัวเลขบิดเบือนยังไง และแก้ไขเบื้องต้นได้ยังไง
จ่ายคอมมิชชั่นตามที่แอดมินรายงานเอง แล้วเจอตัวเลขไม่ตรงบัญชี ผูกค่าคอมกับข้อมูลที่ตรวจสอบได้แทนดีกว่า

จ่ายคอมมิชชั่นตามที่แอดมินรายงานเอง แล้วเจอตัวเลขไม่ตรงบัญชี ผูกค่าคอมกับข้อมูลที่ตรวจสอบได้แทนดีกว่า

ระบบคอมมิชชั่นที่จ่ายตามยอดที่แอดมินรายงานเองเปิดช่องให้ตัวเลขเพี้ยนได้ง่าย บทความนี้เล่าวิธีออกแบบค่าคอมที่ผูกกับข้อมูลตรวจสอบได้ โดยไม่ทำให้ทีมรู้สึกถูกจับผิด