← กลับไปหน้าบทความ
เทรนด์ & ข้อควรระวัง

วัด Attribution ต่างกันแค่ไหน ระหว่างของที่ซื้อเพราะอยากได้ตอนนั้นกับของที่ต้องคิดนานเป็นเดือน

02 ส.ค. 04:17 · อ่าน 1 นาที
วัด Attribution ต่างกันแค่ไหน ระหว่างของที่ซื้อเพราะอยากได้ตอนนั้นกับของที่ต้องคิดนานเป็นเดือน

สรุปสั้น ๆ

สินค้าที่ซื้อเพราะอยากได้ตอนนั้น เช่นเสื้อผ้าหรือของแต่งบ้าน มักมีจุดสัมผัสน้อยและปิดไว จึงเหมาะกับโมเดลที่เน้นจุดกระตุ้นสุดท้าย ส่วนสินค้าที่ต้องพิจารณานาน เช่นคอร์สเรียนหรืออสังหาริมทรัพย์ มีจุดสัมผัสเยอะกว่าและใช้เวลานานกว่า จึงต้องใช้โมเดลที่กระจายเครดิตออกไปตลอดเส้นทาง ใช้โมเดลเดียวกันกับสองแบบนี้จะทำให้ตัวเลขบิดเบือนทั้งคู่

ลองเทียบสองธุรกิจสมมติ ‘ร้านเสื้อผ้าออกกำลังกาย FitWear’ กับ ‘สถาบันติวสอบ IELTS PrepPoint’ ทั้งคู่ยิงแอด Facebook เหมือนกัน ทั้งคู่ปิดการขายผ่านแชทไลน์เหมือนกัน แต่ธรรมชาติของลูกค้าต่างกันคนละขั้ว

ลูกค้า FitWear ส่วนใหญ่เห็นโฆษณาเสื้อออกกำลังกายลายสวย ๆ แล้วทักถามไซซ์ภายในไม่กี่นาที ตัดสินใจโอนเงินภายในวันเดียวกันเกือบทั้งหมด ในขณะที่ลูกค้า PrepPoint มักเห็นโฆษณาคอร์สแล้วเก็บไว้ก่อน ไปหาข้อมูลเปรียบเทียบกับสถาบันอื่น ถามเพื่อนที่เคยเรียน อ่านรีวิวหลายรอบ กว่าจะทักถามราคาจริงจังก็ผ่านไปสองสามสัปดาห์ และกว่าจะโอนเงินอาจอีกหนึ่งเดือนถัดมา

ถ้าทั้งสองธุรกิจใช้โมเดล attribution แบบเดียวกันเป๊ะ ๆ ผลลัพธ์ที่ได้จะไม่สะท้อนความจริงของฝั่งใดฝั่งหนึ่งเลย บทความนี้จะพาดูว่าทำไมธรรมชาติสินค้าถึงต้องเป็นตัวกำหนดโมเดล ไม่ใช่เลือกโมเดลตามความนิยมหรือความง่าย

ทำไมสินค้าสองแบบนี้ถึงต้องวัดต่างกัน

สินค้าอิมพัลส์มีเส้นทางลูกค้าสั้นและมักมีจุดสัมผัสเดียวหรือสองจุดก่อนซื้อ ทำให้ Last-Click หรือ Last-Touch แทบไม่บิดเบือนอะไรมาก เพราะจุดสุดท้ายกับจุดที่สร้างการตัดสินใจมักเป็นจุดเดียวกันหรือใกล้กันมาก

สินค้าที่ต้องพิจารณานานมีเส้นทางลูกค้ายาวและซับซ้อนกว่ามาก มีทั้งช่วงหาข้อมูล ช่วงเปรียบเทียบ ช่วงขอความเห็นคนอื่น กว่าจะถึงช่วงตัดสินใจจริง ถ้าใช้ Last-Click กับสินค้าแบบนี้ จะเห็นแค่ช่องทางที่บังเอิญอยู่ใกล้วันปิดดีล ทั้งที่จุดสัมผัสตอนต้นทางอาจเป็นตัวสร้างความสนใจที่แท้จริง

ตารางเทียบธรรมชาติการตัดสินใจของสินค้าสองแบบ

ลักษณะสินค้าอิมพัลส์ (เช่น FitWear)สินค้าพิจารณานาน (เช่น PrepPoint)
จำนวนจุดสัมผัสเฉลี่ยก่อนซื้อ1-2 จุด4-8 จุดขึ้นไป
ระยะเวลาตัดสินใจนาทีถึงชั่วโมงสัปดาห์ถึงเดือน
โมเดลที่เหมาะสมLast-Touch หรือ Time-Decay ที่ half-life สั้นU-Shaped หรือ Time-Decay ที่ half-life ยาว
ความเสี่ยงถ้าใช้โมเดลผิดต่ำ (จุดสัมผัสน้อยอยู่แล้ว)สูง (มองข้ามช่องทางสร้างความสนใจตอนต้น)

ตัวอย่างเพิ่มเติม: การศึกษาและอสังหาริมทรัพย์ยิ่งซับซ้อนกว่านั้นอีก

ถ้า PrepPoint ซับซ้อนแล้ว ลองนึกถึง ‘The Grove’ (ชื่อสมมติ) โครงการบ้านจัดสรรที่ลูกค้าต้องปรึกษาคู่สมรส เช็กสินเชื่อกับธนาคาร ไปดูโครงการจริงหลายรอบ กว่าจะตัดสินใจโอนเงินจองอาจใช้เวลาหลายเดือนและมีจุดสัมผัสนับสิบจุด ทั้งแอดออนไลน์ ป้ายบิลบอร์ด อีเวนต์เปิดตัวโครงการ และการพูดคุยในไลน์หลายรอบ

สำหรับธุรกิจระดับนี้ การพึ่งโมเดลเดียวแบบตายตัวอาจไม่พอ ควรผสมทั้งแนวคิด Time-Decay สำหรับให้น้ำหนักตามความใกล้วันปิดและการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากทีมขายว่าลูกค้าให้ความสำคัญกับจุดสัมผัสไหนเป็นพิเศษ เพราะตัวเลขอย่างเดียวอาจไม่เล่าเรื่องได้ครบสำหรับดีลที่ซับซ้อนขนาดนี้

ถ้าธุรกิจคุณอยู่ตรงกลาง ไม่อิมพัลส์สุดและไม่พิจารณานานสุด ควรทำยังไง

  • ดูระยะเวลาเฉลี่ยจากจุดสัมผัสแรกถึงวันปิดดีลของธุรกิจตัวเองจริง ๆ ก่อน อย่าเดาจากความรู้สึกหรือก็อปปี้จากธุรกิจอื่นในหมวดเดียวกัน
  • ถ้าระยะเวลาเฉลี่ยน้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์ ให้เอนไปทาง Last-Touch หรือ U-Shaped ที่เน้นจุดปิดมากกว่า
  • ถ้าระยะเวลาเฉลี่ยมากกว่าสองสัปดาห์ ให้เอนไปทาง Time-Decay หรือ Linear ที่กระจายเครดิตออกไปตลอดเส้นทางมากขึ้น
  • ทบทวนใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ เช่นเปิดสินค้าราคาสูงขึ้นที่ทำให้คนต้องคิดนานขึ้นกว่าเดิม โมเดลที่เคยเหมาะอาจไม่เหมาะอีกต่อไป

สรุป

ไม่มีโมเดล attribution เดียวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ เพราะธรรมชาติการตัดสินใจของลูกค้าต่างกันไปตามประเภทสินค้า สิ่งที่ธุรกิจควรทำไม่ใช่หาโมเดลที่ ‘ดีที่สุด’ แต่คือหาโมเดลที่ ‘เข้ากับพฤติกรรมลูกค้าจริง’ ของตัวเอง

ก่อนเลือกใช้โมเดลไหน ลองย้อนดูข้อมูลจริงว่าลูกค้าคุณใช้เวลาตัดสินใจนานแค่ไหนและมีจุดสัมผัสกี่จุดโดยเฉลี่ย คำตอบนั้นจะบอกทางเลือกที่เหมาะสมได้ชัดกว่าการเดาจากราคาสินค้าอย่างเดียว

  • สินค้าอิมพัลส์มีจุดสัมผัสน้อยและปิดไว เหมาะกับโมเดลที่เน้นจุดกระตุ้นสุดท้าย
  • สินค้าพิจารณานานมีจุดสัมผัสเยอะและใช้เวลานาน ต้องกระจายเครดิตตลอดเส้นทาง
  • ธุรกิจที่ขายหลายประเภทสินค้าควรแยกวัด attribution เป็นกลุ่ม ไม่รวมกันทั้งร้าน

คำถามที่พบบ่อย

ธุรกิจที่ขายทั้งสินค้าอิมพัลส์และสินค้าราคาสูงในร้านเดียวกัน ควรใช้โมเดลไหน

ควรแยกวัดเป็นสองกลุ่มสินค้า ไม่ใช่ใช้โมเดลเดียวรวมกันทั้งร้าน เพราะถ้ารวมกัน ตัวเลขของกลุ่มที่มีจำนวนออเดอร์เยอะกว่าจะกลบภาพของอีกกลุ่มไปเลย ทำให้มองไม่เห็นพฤติกรรมที่แท้จริงของลูกค้ากลุ่มสินค้าราคาสูง

จะรู้ได้ยังไงว่าสินค้าของตัวเองเป็นแบบอิมพัลส์หรือพิจารณานาน

ดูจากระยะเวลาเฉลี่ยระหว่างจุดสัมผัสแรกกับวันปิดดีลของลูกค้าจริงสักยี่สิบเคส ถ้าส่วนใหญ่ปิดภายในวันเดียวก็เข้าข่ายอิมพัลส์ ถ้าส่วนใหญ่ใช้เวลาเป็นสัปดาห์หรือเดือนก็เข้าข่ายพิจารณานาน ไม่ต้องเดาจากราคาสินค้าอย่างเดียวเพราะบางครั้งของราคาไม่แพงก็พิจารณานานได้เหมือนกัน

สินค้าพิจารณานานควรลงทุนกับโฆษณาสร้างการรับรู้มากกว่าจริงไหม

โดยทั่วไปใช่ เพราะเส้นทางลูกค้ายาว การมีคนรู้จักแบรนด์ตั้งแต่ต้นและอยู่ในใจตลอดช่วงที่เขาเปรียบเทียบข้อมูล มีผลต่อการตัดสินใจสุดท้ายมากกว่าที่คิด แต่ก็ยังต้องมีตัวกระตุ้นชัดเจนตอนใกล้ปิดดีลเหมือนกัน ไม่ใช่ทิ้งฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

สินค้าอิมพัลส์ยังต้องสนใจเรื่อง multi-touch attribution อยู่ไหม

ยังต้องสนใจอยู่บ้าง แม้จุดสัมผัสจะน้อยกว่า แต่ก็ยังมีกรณีที่ลูกค้าเห็นโฆษณาหลายครั้งก่อนตัดสินใจ การมองข้ามไปเลยอาจทำให้พลาดโอกาสเห็นว่าการยิงแอดซ้ำ (retargeting) มีผลแค่ไหนต่อการปิดยอดจริง

มีวิธีดูภาพรวมพฤติกรรมลูกค้าทั้งสองกลุ่มพร้อมกันไหมโดยไม่ต้องแยกระบบ

ระบบอย่าง linli ช่วยเก็บประวัติจุดสัมผัสและเวลาปิดดีลของลูกค้าแต่ละคนไว้ในที่เดียว ทำให้สามารถกรองดูแยกตามกลุ่มสินค้าหรือระยะเวลาตัดสินใจได้ โดยไม่ต้องแยกใช้เครื่องมือคนละตัวสำหรับสินค้าแต่ละประเภท

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง