← กลับไปหน้าบทความ
เอเจนซี่

แผน 4 เฟส เอา AI เข้าไปช่วยลูกค้าเอเจนซี่ โดยไม่ทำให้ระบบวัดผลที่วางมาทั้งปีพังกลางทาง

ทีมบรรณาธิการ linli10 ก.ค. 11:47อัปเดต 10 ก.ค. 11:47อ่าน 1 นาที
แผน 4 เฟส เอา AI เข้าไปช่วยลูกค้าเอเจนซี่ โดยไม่ทำให้ระบบวัดผลที่วางมาทั้งปีพังกลางทาง
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

การเปิดใช้ AI automation ทีเดียวทั้งระบบ เป็นวิธีที่เสี่ยงที่สุดสำหรับเอเจนซี่ที่ดูแลระบบ tracking ให้ลูกค้าอยู่แล้ว แผนที่ปลอดภัยกว่าคือทยอยเปิดทีละเฟส โดยเช็กความแม่นยำของ tracking หลังทุกเฟสก่อนเดินหน้าเฟสถัดไป

เอเจนซี่สมมติชื่อ 'ทีมโตไว' ดูแลระบบโฆษณาและ tracking ให้ลูกค้าหลายเจ้า วันหนึ่งลูกค้ารายหนึ่งขอให้ช่วยติดตั้ง AI ตอบแชทอัตโนมัติให้ทั้งระบบภายในสัปดาห์เดียว เพราะเห็นคู่แข่งใช้แล้วดูทันสมัย ทีมโตไวรับงานมาโดยไม่ทันตั้งคำถามว่าระบบ tracking ที่วางไว้ให้ลูกค้ารายนี้ทั้งปีจะกระทบอย่างไรบ้าง

ผลคือหลังติดตั้งเสร็จภายในสัปดาห์เดียวตามที่ลูกค้าขอ รายงาน conversion ที่เคยแม่นยำเริ่มมีความคลาดเคลื่อน บางส่วนมาจาก webhook ที่ถูกตั้งค่าทับ บางส่วนมาจากการที่ AI ตอบแทนคนในบทสนทนาที่ควรมีคนดูแล ทำให้อัตราปิดลดลงแบบที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ทีมโตไวต้องเสียเวลาอีกสองสัปดาห์ถัดมาไล่แก้ปัญหาที่เกิดจากความรีบ

เรื่องนี้ทำให้ทีมโตไวเปลี่ยนวิธีทำงานใหม่ทั้งหมด จากที่เคยรับงาน AI automation แบบเปิดทีเดียวทั้งระบบ มาเป็นแผนทยอยเปิดทีละเฟส ซึ่งช่วยป้องกันปัญหาแบบนี้ไม่ให้เกิดซ้ำกับลูกค้ารายอื่น ๆ

แผน 4 เฟสที่ทีมโตไวใช้กับลูกค้ารายถัดไป

เฟสสิ่งที่เปิดใช้งานสิ่งที่ต้องเช็กก่อนไปเฟสถัดไป
เฟส 1AI ตอบเฉพาะคำถามพื้นฐาน (เวลาเปิด ราคา วิธีสั่งซื้อ)เช็กว่า webhook เดิมที่ส่ง conversion event ยังทำงานปกติ
เฟส 2AI แท็กเจตนาบทสนทนา แต่ยังไม่ตัดสินใจส่งต่อเองเปรียบเทียบป้ายที่ AI แท็กกับที่คนแท็กจริง ดูความแม่นยำ
เฟส 3AI ตัดสินใจส่งต่อให้คนตามกฎที่ตั้งไว้ติดตามอัตราปิดการขายเทียบกับก่อนเปิดเฟสนี้ ว่าลดลงหรือไม่
เฟส 4เปิด AI follow-up สำหรับแชทเก่าที่เงียบหายตรวจสอบว่า attribution ของยอดจาก follow-up ผูกกับแอดต้นทางถูกต้อง

ทำไมต้องแยกเป็นเฟส แทนที่จะเปิดพร้อมกันหมด

ถ้าเปิดทุกอย่างพร้อมกัน แล้วเกิดปัญหาขึ้น จะแยกไม่ออกเลยว่าปัญหานั้นมาจากส่วนไหน เพราะมีตัวแปรเปลี่ยนไปพร้อมกันหลายจุด การแยกเป็นเฟสทำให้ถ้ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหลังเปิดเฟสใดเฟสหนึ่ง จะรู้ทันทีว่าต้องไปแก้ตรงจุดไหน

อีกเหตุผลคือการเปิดทีละเฟสให้เวลาทีมได้ตรวจสอบข้อมูลที่ผิดปกติก่อนที่ความเสียหายจะสะสมมากเกินไป ต่างจากการเปิดทีเดียวทั้งระบบที่กว่าจะรู้ตัวมักผ่านไปเป็นสัปดาห์แล้ว

จะอธิบายกับลูกค้าที่อยากได้ผลเร็วยังไง

  • อธิบายด้วยตัวเลขความเสี่ยงที่จับต้องได้ เช่น ถ้าเปิดทีเดียวแล้ว tracking พังไปหนึ่งสัปดาห์ จะมีข้อมูล conversion ที่กู้คืนไม่ได้เท่าไหร่ เทียบกับการทยอยเปิดที่ช้ากว่าแต่ปลอดภัยกว่า
  • เสนอไทม์ไลน์ที่ชัดเจนว่าแต่ละเฟสใช้เวลากี่สัปดาห์ พร้อมจุดตรวจสอบระหว่างทาง เพื่อให้ลูกค้าเห็นว่าไม่ได้ช้าโดยไม่มีเหตุผล แต่กำลังป้องกันความเสี่ยงที่มีมูลค่าจริง
  • ถ้าลูกค้ายืนยันจะเปิดทีเดียวทั้งหมดจริง ๆ ควรมีเอกสารระบุความเสี่ยงที่ตกลงร่วมกันไว้ชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในภายหลัง

สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนเริ่มแต่ละเฟส

  1. บันทึกตัวเลขฐาน (baseline) ของอัตราปิดการขายและความแม่นยำของ tracking ก่อนเริ่มเฟส 1 เสมอ เพื่อใช้เทียบกับทุกเฟสถัดไป
  2. กำหนดระยะเวลาสังเกตผลของแต่ละเฟสอย่างน้อยหนึ่งถึงสองสัปดาห์ ก่อนตัดสินใจเดินหน้าเฟสถัดไป
  3. แจ้งทีมแอดมินของลูกค้าให้รู้ล่วงหน้าทุกครั้งก่อนเปิดเฟสใหม่ เพราะพวกเขาคือคนที่จะสังเกตเห็นความผิดปกติในบทสนทนาได้เร็วที่สุด
  4. เตรียมแผนถอยกลับ (rollback) ไว้เสมอสำหรับทุกเฟส เผื่อพบปัญหาที่แก้ไม่ทันและต้องปิดฟีเจอร์นั้นชั่วคราว

สรุป

ความรีบเร่งเพื่อให้ลูกค้าเห็นผลเร็วที่สุด มักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ระบบ tracking ที่วางมาอย่างดีพังกลางทางโดยไม่มีใครตั้งใจ แผนทยอยเปิด 4 เฟสอาจดูช้ากว่าในสายตาลูกค้าตอนเริ่มต้น แต่ป้องกันความเสียหายที่กู้คืนไม่ได้ในระยะยาว

สำหรับเอเจนซี่ที่กำลังจะเสนอ AI automation ให้ลูกค้ารายใหม่ ลองใช้ตารางเฟสในบทความนี้เป็นจุดเริ่มต้น แล้วปรับรายละเอียดให้เข้ากับลักษณะธุรกิจและปริมาณแชทของลูกค้าแต่ละราย

  • เปิด AI automation ทีละเฟส แทนที่จะเปิดพร้อมกันทั้งระบบ เพื่อแยกปัญหาได้ง่ายถ้าเกิดความผิดปกติ
  • บันทึกตัวเลขฐานก่อนเริ่มเฟส 1 เสมอ เพื่อใช้เทียบกับทุกเฟสถัดไปว่าอะไรเปลี่ยนไปบ้าง
  • เตรียมแผนถอยกลับเฉพาะจุดสำหรับทุกเฟส ไม่ต้องถอยทั้งระบบเมื่อพบปัญหาเพียงจุดเดียว

คำถามที่พบบ่อย

แต่ละเฟสควรใช้เวลานานแค่ไหน

ขึ้นอยู่กับปริมาณแชทของลูกค้าแต่ละราย ถ้ามีแชทเยอะพอจะเห็นแพทเทิร์นได้เร็ว อาจใช้แค่หนึ่งสัปดาห์ต่อเฟส แต่ถ้าแชทน้อยอาจต้องยืดเป็นสองถึงสามสัปดาห์เพื่อให้ข้อมูลเพียงพอต่อการตัดสินใจ

ถ้าลูกค้าเร่งให้ข้ามเฟสไปเฟสถัดไปเลย ควรทำตามไหม

ควรอธิบายความเสี่ยงให้ชัดก่อน ถ้าลูกค้ายังยืนยัน ให้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรว่าเป็นการตัดสินใจของลูกค้าเอง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดหากเกิดปัญหาภายหลัง

เฟสไหนที่มักเจอปัญหามากที่สุด

จากประสบการณ์ที่เจอบ่อย เฟส 3 ที่ AI เริ่มตัดสินใจส่งต่อเองมักเป็นจุดที่เจอปัญหามากที่สุด เพราะเป็นจุดที่กระทบอัตราปิดการขายโดยตรงมากกว่าเฟสอื่น

จำเป็นต้องทำครบ 4 เฟสเสมอไปไหม

ไม่จำเป็นสำหรับทุกธุรกิจ บางรายอาจไม่ต้องการเฟส 4 เรื่อง follow-up เลยก็ได้ แผนนี้เป็นกรอบตั้งต้นที่ปรับลดหรือเพิ่มเฟสย่อยได้ตามความเหมาะสมของลูกค้าแต่ละราย

ถ้าพบปัญหาระหว่างเฟส ควรถอยกลับไปเฟสก่อนหน้าเลยไหม

ควรถอยกลับเฉพาะฟีเจอร์ที่มีปัญหา ไม่จำเป็นต้องถอยทั้งเฟส เช่นถ้าปัญหาคือ webhook ชนกัน ก็แก้เฉพาะจุดนั้นโดยไม่ต้องปิดฟีเจอร์แท็กเจตนาที่ทำงานปกติดีอยู่แล้ว

เอเจนซี่ที่ใช้ linli ดูแลลูกค้าหลายรายพร้อมกัน จะบริหารแผนนี้ยังไง

ควรมีแดชบอร์ดกลางที่เห็นสถานะเฟสของลูกค้าแต่ละรายพร้อมตัวเลข baseline ที่บันทึกไว้ เพื่อให้ทีมไม่ต้องจำเองว่าลูกค้ารายไหนอยู่เฟสไหนแล้ว

พิสูจน์ผลงานแอดเข้า LINE ให้ลูกค้าเห็นถึงยอดขาย

ดูแลลูกค้าหลายราย แต่ละรายมี LINE OA ของตัวเอง — linli แยกโปรเจกต์ แยก Tracking และส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มของแต่ละลูกค้า เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่ลูกค้าถามซ้ำ ๆ ในแชททุกวัน คือบทโฆษณาที่ดีที่สุดที่คุณยังไม่ได้เขียน

คำถามที่ลูกค้าถามซ้ำ ๆ ในแชททุกวัน คือบทโฆษณาที่ดีที่สุดที่คุณยังไม่ได้เขียน

แอดมินตอบคำถามเดิม ๆ ซ้ำทุกวันโดยไม่มีใครเอาไปใช้ต่อ ทั้งที่คำถามของลูกค้าคือข้อมูลดิบชั้นดีสำหรับทำครีเอทีฟและเลือกกลุ่มเป้าหมายให้ตรงขึ้น บทความนี้เล่าวิธีแปลงแชทเป็นไอเดียโฆษณา
บรีฟแคมเปญใหม่ครั้งหน้า อย่าเริ่มจากเดาว่าลูกค้าเป็นใคร เริ่มจากสิ่งที่รู้แล้วจริง ๆ ในแชท

บรีฟแคมเปญใหม่ครั้งหน้า อย่าเริ่มจากเดาว่าลูกค้าเป็นใคร เริ่มจากสิ่งที่รู้แล้วจริง ๆ ในแชท

การบรีฟแคมเปญแบบเดิมมักเริ่มจากสมมติฐานกว้าง ๆ เกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่เคยพิสูจน์ บทความนี้เล่าว่าถ้ามีข้อมูลลูกค้าจริงจากแชทอยู่แล้ว ควรเอามาใช้บรีฟแคมเปญต่างจากการเดาแบบเดิมยังไง
จ้างแอดมินคนที่สองแล้วยอดปิดกลับแย่ลง เทรนทีมแชทยังไงไม่ให้ทำลายอัตราปิดการขาย

จ้างแอดมินคนที่สองแล้วยอดปิดกลับแย่ลง เทรนทีมแชทยังไงไม่ให้ทำลายอัตราปิดการขาย

หลายร้านจ้างแอดมินเพิ่มเพื่อรับออเดอร์ที่มากขึ้น แต่อัตราปิดการขายกลับตกแทนที่จะดีขึ้น บทความนี้ชวนดูว่าทำไม และวางระบบเทรนแบบไหนที่รักษาคุณภาพการปิดการขายไว้ได้