← กลับไปหน้าบทความ
แพลตฟอร์มโฆษณา

จำนวน Lead เพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่ยอดปิดการขายยังเท่าเดิม

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:51อัปเดต 12 ส.ค. 04:51อ่าน 2 นาที
จำนวน Lead เพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่ยอดปิดการขายยังเท่าเดิม
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

วัด lead จาก LINE Ads ให้ได้ผลจริงต้องเลือกระดับสัญญาณให้เหมาะกับช่วงของธุรกิจ คือ Lead, Qualified Lead หรือ Purchase ไม่ใช่ยึดระดับเดียวตลอดไป เพราะถ้าวัดแค่ Lead ต้นทางโดยไม่ขยับตาม ระบบจะยังหาคนที่แค่ทักเข้ามาเฉย ๆ ไม่ใช่คนที่ตั้งใจซื้อ

เจ้าของร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้ารายหนึ่งเคยบ่นให้ผมฟังว่า ทีมการตลาดรายงานทุกเดือนว่า Lead เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เดือนนี้ 80 คน เดือนหน้า 95 คน ดูเหมือนทุกอย่างกำลังไปได้สวย แต่พอถามฝ่ายขายว่ายอดปิดเป็นยังไง คำตอบที่ได้คือ 'เท่าเดิม' ตัวเลขที่ดูดีขึ้นในรายงานแอด กับความรู้สึกของคนที่ต้องคุยกับลูกค้าจริงกลับไม่ไปทางเดียวกันเลย

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากแคมเปญห่วย แต่เกิดจากคำว่า 'Lead' ในรายงานกับ 'ลูกค้าที่พร้อมซื้อ' ในความหมายของฝ่ายขาย เป็นคนละอย่างกัน ถ้าธุรกิจยังไม่เคยตอบคำถามให้ชัดว่าจะวัดผลที่ระดับไหนของเส้นทางลูกค้า ตัวเลขที่เห็นในรายงานก็จะสวยขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่สะท้อนความเป็นจริงของธุรกิจเลย

บทความนี้จะพาไล่ดูสามระดับของสัญญาณที่วัดได้จากเส้นทางนี้ คือ Lead, Qualified Lead และ Purchase ว่าแต่ละระดับเหมาะกับช่วงไหนของธุรกิจ และควรขยับจากระดับหนึ่งไปอีกระดับตอนไหนถึงจะเห็นผลจริง

อะไรที่ควรนับว่าเป็น Lead จาก LINE Ads กันแน่

คำว่า Lead ฟังดูเหมือนเป็นคำที่เข้าใจตรงกันอยู่แล้ว แต่พอลงลึกจริงกลับพบว่าแต่ละธุรกิจนิยามต่างกันมาก บางร้านนับทุกคนที่กดเพิ่มเพื่อน LINE OA ว่าเป็น Lead ทันที บางร้านนับเฉพาะคนที่พิมพ์ข้อความเข้ามาอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ในขณะที่บางร้านนับเฉพาะคนที่ถามราคาสินค้าจริงเท่านั้น ความต่างตรงนี้ทำให้ตัวเลขที่ธุรกิจสองแห่งเทียบกันไม่ได้เลย แม้จะขายสินค้าคล้ายกัน

จุดที่ควรทำก่อนอื่นใดคือกำหนดนิยามของคำว่า Lead ให้ชัดสำหรับธุรกิจตัวเอง แล้วยึดนิยามนั้นให้เหมือนกันทุกแคมเปญ ไม่ใช่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามความสะดวกของแต่ละเดือน เพราะถ้าเดือนนี้นับกว้าง เดือนหน้านับแคบ ตัวเลขที่เห็นจะดูเหมือนแกว่งขึ้นลงทั้งที่ธุรกิจอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย

สามระดับของสัญญาณที่วัดได้จากเส้นทางนี้

เมื่อนิยาม Lead ชัดแล้ว ขั้นต่อไปคือเข้าใจว่ามีสัญญาณสามระดับที่วัดได้จากเส้นทางเดียวกัน แต่ละระดับให้ข้อมูลไม่เท่ากันและเหมาะกับช่วงของธุรกิจไม่เหมือนกัน:

ระดับหมายถึงอะไรเหมาะกับช่วงไหน
Leadคนที่ทักเข้ามาหรือเพิ่มเพื่อน ยังไม่ผ่านการคัดกรองแคมเปญเพิ่งเริ่ม ข้อมูลยังน้อย ต้องการปริมาณให้ระบบเรียนรู้
Qualified Leadคนที่ผ่านเกณฑ์ที่ทีมขายกำหนดว่ามีแนวโน้มซื้อจริงเริ่มมี Lead สม่ำเสมอ ต้องการกรองคุณภาพ
Purchaseคนที่จ่ายเงินหรือยืนยันออเดอร์แล้วจริงมีข้อมูลออเดอร์มากพอ ต้องการให้ระบบหาคนที่ซื้อจริงโดยตรง

วัดแค่ Lead เหมาะกับสถานการณ์ไหนบ้าง

ถ้าแคมเปญเพิ่งเริ่มยิงและยังไม่มีข้อมูลสะสมมากพอ การวัดที่ระดับ Lead เป็นจุดเริ่มต้นที่สมเหตุสมผล เพราะระบบ Bidding อัตโนมัติต้องอาศัยปริมาณ Event ระดับหนึ่งก่อนถึงจะเริ่มเรียนรู้รูปแบบของคนที่มีแนวโน้มมาทักได้ ถ้ารีบใช้ Event ระดับ Purchase ตั้งแต่วันแรกที่ข้อมูลยังน้อยมาก ระบบอาจไม่มีสัญญาณพอให้เรียนรู้เลย และมักทำให้ต้นทุนต่อผลลัพธ์พุ่งสูงผิดปกติ

แต่การวัดที่ระดับ Lead อย่างเดียวก็มีข้อจำกัดชัดเจน คือระบบจะไม่รู้ว่าในกลุ่มคนที่ทักเข้ามา ใครคือคนที่ตั้งใจซื้อจริง ถ้าปล่อยไว้นานเกินไปโดยไม่ขยับไปวัดระดับที่ลึกขึ้น มักเจอปัญหาแบบเดียวกับที่พูดถึงใน การแยก Lead ที่มีแนวโน้มซื้อจริงออกจาก Lead ทั่วไป คือได้จำนวนเยอะขึ้นแต่คุณภาพลดลงเรื่อย ๆ

ขยับไปวัด Qualified Lead ตอนไหนถึงจะคุ้ม

สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาขยับจากการวัดแค่ Lead ไปเป็น Qualified Lead มักมาจากฝั่งทีมขาย เมื่อแอดมินเริ่มบ่นว่าต้องตอบแชทเยอะขึ้นแต่มีคนที่คุยจริงจังน้อยลงตามสัดส่วน หรือเมื่อทีมการตลาดสังเกตว่าจำนวน Lead เพิ่มขึ้นทุกเดือนแต่อัตราปิดการขายลดลงเรื่อย ๆ นั่นคือสัญญาณชัดว่าระบบกำลังไปหาคนที่ทักง่ายแต่ตัดสินใจซื้อยากมากขึ้น

ก่อนขยับไปวัด Qualified Lead ต้องตกลงกันในทีมก่อนว่าเกณฑ์อะไรที่ทำให้ Lead หนึ่งรายถือว่าผ่าน เช่นถามราคาแล้วและมีการนัดคุยต่อ หรือให้ข้อมูลติดต่อกลับครบถ้วน เกณฑ์นี้ต้องเขียนไว้ชัดเจนและใช้เหมือนกันทั้งทีม ไม่ใช่ให้แอดมินแต่ละคนตัดสินเองตามความรู้สึก เพราะจะทำให้สัญญาณที่ส่งกลับไม่สม่ำเสมอ

วัดถึง Purchase จริงต้องเตรียมอะไรก่อน

  1. ตรวจว่าธุรกิจมีข้อมูลออเดอร์ที่ปิดจริงสะสมมากพอในช่วงหนึ่งถึงสองเดือนที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่มีไม่กี่เคสต่อสัปดาห์
  2. กำหนดจุดที่จะถือว่าออเดอร์นั้นสำเร็จแล้ว เช่นลูกค้าโอนเงินแล้ว หรือแอดมินยืนยันสถานะปิดการขายในระบบ ไม่ใช่แค่ตกลงปากเปล่า
  3. ทำ Identifier ที่เชื่อม Lead รายนั้นกับออเดอร์ที่เกิดขึ้นให้พร้อมก่อน เพราะถ้าจับคู่ไม่ได้ สัญญาณระดับ Purchase จะส่งกลับไปไม่ครบ
  4. ทดสอบส่งสัญญาณระดับ Purchase คู่ขนานกับระดับ Qualified Lead ไปก่อนสักสองสัปดาห์ ก่อนจะตัดสัญญาณระดับต้นทางออกทั้งหมด เพื่อไม่ให้ปริมาณข้อมูลลดฮวบจนระบบเรียนรู้ไม่ทัน

กลไกจริงที่ใช้นับ Lead จากแชท LINE

  • ต้องมีจุดที่บันทึกว่า Lead รายนี้มาจากลิงก์หรือแคมเปญไหน ตั้งแต่ตอนแรกที่เขาทักเข้ามา ไม่ใช่บันทึกย้อนหลังทีหลัง
  • แอดมินต้องอัปเดตสถานะของแต่ละ Lead ในระบบให้ตรงกับความเป็นจริง ไม่ใช่ปล่อยค้างไว้เฉย ๆ จนไม่รู้ว่าสถานะล่าสุดคืออะไร
  • ถ้ามี Lead ซ้ำจากคนเดิมที่ทักเข้ามาหลายรอบ ต้องมีวิธีตัดสินใจว่าจะนับซ้ำหรือไม่นับซ้ำ เพื่อไม่ให้ตัวเลขบวมเกินจริง
  • ควรมีรายงานสรุปรายสัปดาห์ที่เทียบจำนวน Lead กับจำนวนที่ผ่านเกณฑ์คุยจริง ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขรวมปลายเดือน

ข้อผิดพลาดที่ทำให้ตัวเลข Lead เพี้ยนโดยไม่รู้ตัว

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือทีมเปลี่ยนนิยามของ Lead กลางทางโดยไม่แจ้งใคร เช่นเดือนนี้เริ่มนับคนที่กดเพิ่มเพื่อนแต่ยังไม่ทักด้วย ทั้งที่เดือนก่อนนับเฉพาะคนที่ทักแล้วเท่านั้น พอเทียบตัวเลขข้ามเดือนจึงดูเหมือนธุรกิจกำลังโตเร็วขึ้นทั้งที่จริงแค่เปลี่ยนวิธีนับ

อีกจุดที่พบบ่อยคือแอดมินหลายคนตีความคำว่า 'คุยจริงจัง' ไม่เหมือนกัน คนหนึ่งอาจมองว่าถามราคาแล้วก็ถือว่าผ่านเกณฑ์ อีกคนอาจรอจนลูกค้าขอเลขบัญชีถึงจะนับ ความไม่ตรงกันนี้ทำให้สัญญาณที่ส่งกลับไปยังระบบโฆษณาไม่สม่ำเสมอ และทำให้ผลลัพธ์ที่ได้ผันผวนโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน

ตัวอย่างตัวเลขที่เห็นได้บ่อยเมื่อเปลี่ยนระดับการวัด

ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เล่าไว้ตอนต้น หลังจากตกลงเกณฑ์ Qualified Lead กันในทีมและเริ่มส่งสัญญาณระดับนี้แทนการวัดแค่ Lead เดือนแรกจำนวน Lead รวมลดลงจาก 95 คนเหลือ 68 คน ซึ่งฟังดูแย่ลงถ้าดูตัวเลขเดียว แต่พอเทียบอัตราปิดการขาย กลับขยับจากราว 12 เปอร์เซ็นต์ขึ้นมาเป็นราว 19 เปอร์เซ็นต์ในเดือนถัดมา ตัวเลขชุดนี้เป็นตัวอย่างประกอบกรอบวิเคราะห์เท่านั้น ไม่ได้แปลว่าทุกธุรกิจจะได้ผลแบบเดียวกัน เพราะขึ้นกับปัจจัยเรื่องสินค้าและราคาของแต่ละร้าน

สิ่งที่น่าสนใจคือทีมขายของร้านนี้รู้สึกว่าภาระงานลดลงชัดเจน เพราะไม่ต้องตอบแชทกับคนที่ทักมาเล่น ๆ เยอะเท่าเดิม แม้จำนวน Lead รวมจะน้อยลง แต่เวลาที่ใช้ต่อ Lead หนึ่งรายกลับมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นผลด้านที่ตัวเลขในรายงานแอดอย่างเดียวไม่ได้สะท้อนให้เห็น

ใครในทีมควรเป็นเจ้าของตัวเลขนี้

หลายธุรกิจมีปัญหาว่าไม่มีใครรับผิดชอบตัวเลข Lead อย่างชัดเจน ทีมการตลาดมองว่าหน้าที่ของตัวเองจบตรงที่ยิงแอดแล้วได้ Lead มา ส่วนทีมขายมองว่าหน้าที่ของตัวเองเริ่มตรงที่รับ Lead มาปิดการขาย ทำให้ไม่มีใครดูแลจุดเชื่อมตรงกลางว่านิยามและเกณฑ์ต่าง ๆ ยังถูกต้องอยู่หรือไม่

วิธีที่ได้ผลคือให้มีคนหนึ่งคนที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าของตัวเลขนี้โดยเฉพาะ ไม่จำเป็นต้องเป็นตำแหน่งใหญ่ แต่ต้องเป็นคนที่เข้าใจทั้งฝั่งแอดและฝั่งขาย คอยตรวจสอบว่าเกณฑ์ที่ตกลงกันไว้ยังถูกใช้เหมือนเดิมทุกเดือน และเป็นคนกลางเวลาที่ตัวเลขเริ่มดูผิดปกติไปจากที่ควรจะเป็น

ผลต่อการตัดสินใจเรื่องงบเมื่อเปลี่ยนระดับการวัด

การเปลี่ยนระดับการวัดจาก Lead ไปเป็น Qualified Lead หรือ Purchase ไม่ได้ส่งผลแค่กับตัวเลขที่เห็นในรายงาน แต่ยังส่งผลต่อวิธีที่ทีมตัดสินใจเรื่องงบด้วย เพราะต้นทุนต่อ Lead กับต้นทุนต่อ Qualified Lead เป็นตัวเลขคนละชุดที่เทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ ถ้าทีมยังใช้เกณฑ์เดิมมาเปรียบเทียบ อาจเข้าใจผิดว่าแคมเปญที่เพิ่งเปลี่ยนระดับการวัดมีต้นทุนสูงขึ้นทั้งที่จริงแค่วัดคนละอย่างกัน

ก่อนขยับระดับงบเพิ่มหรือลด ควรรอให้ตัวเลขในระดับใหม่นิ่งพอสมควรก่อน อย่างน้อยสองถึงสามรอบรายงาน เพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนแปลงที่เห็นมาจากคุณภาพ Lead จริง ไม่ใช่แค่ความผันผวนของช่วงที่ระบบกำลังปรับตัวเข้ากับสัญญาณใหม่ เรื่องนี้เกี่ยวโยงกับการมองภาพรวมของ มูลค่าลูกค้าเทียบกับต้นทุนที่จ่ายไป เพราะถ้าตัดสินใจเร็วเกินไปจากตัวเลขที่ยังไม่นิ่ง อาจทำให้ประเมินความคุ้มค่าของแคมเปญผิดพลาดได้

สรุป

จำนวน Lead ที่เพิ่มขึ้นทุกเดือนไม่ใช่ตัวชี้วัดที่บอกความสำเร็จได้เพียงลำพัง เพราะขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจกำลังวัดผลที่ระดับไหนของเส้นทางลูกค้า ถ้ายังวัดแค่ Lead ต้นทางโดยไม่ขยับตามความพร้อมของข้อมูล ตัวเลขก็จะสวยขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่สะท้อนยอดขายจริง

การเลือกระดับสัญญาณที่เหมาะกับช่วงของธุรกิจ พร้อมเกณฑ์ที่ทีมขายและทีมการตลาดเข้าใจตรงกัน คือจุดที่ทำให้ตัวเลข Lead กลับมามีความหมายอีกครั้ง ไม่ใช่แค่ตัวเลขที่ดูดีในรายงานแต่ตอบคำถามธุรกิจไม่ได้

  • นิยาม Lead ให้ชัดและใช้เหมือนกันทุกแคมเปญ อย่าเปลี่ยนกลางทางโดยไม่แจ้งทีม
  • เลือกวัดที่ระดับ Lead, Qualified Lead หรือ Purchase ให้เหมาะกับปริมาณข้อมูลที่มี
  • ตกลงเกณฑ์ Qualified Lead เป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันระหว่างทีมขายและทีมแอด
  • มีคนรับผิดชอบตรวจสอบความสม่ำเสมอของตัวเลขนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างคนต่างทำ

คำถามที่พบบ่อย

ควรเริ่มวัดที่ระดับไหนถ้าเพิ่งเริ่มยิง LINE Ads เป็นครั้งแรก

ควรเริ่มจากระดับ Lead ก่อน เพราะระบบยังต้องการปริมาณ Event ให้เรียนรู้รูปแบบ แล้วค่อยขยับไปวัด Qualified Lead เมื่อเริ่มมีข้อมูลสม่ำเสมอในหนึ่งถึงสองเดือน

ทำไมพอวัด Qualified Lead แล้วจำนวน Lead รวมถึงลดลง

เพราะระบบเริ่มเรียนรู้ที่จะหาคนที่มีแนวโน้มผ่านเกณฑ์มากขึ้น แทนที่จะหาคนที่แค่ทักง่าย ทำให้จำนวนรวมลดลงแต่คุณภาพต่อรายมักดีขึ้น

ถ้าทีมขายกับทีมการตลาดตีความคำว่า Lead ไม่ตรงกัน ควรแก้ยังไง

ควรนั่งคุยกันเป็นตารางว่าตั้งแต่คนทักเข้ามาจนถึงปิดการขาย มีกี่ขั้นตอน แต่ละขั้นเรียกว่าอะไร แล้วยึดนิยามเดียวกันนี้ทั้งสองทีมโดยไม่เปลี่ยนกลางทาง

วัดถึง Purchase จริงต้องรอมีข้อมูลนานแค่ไหนก่อน

ขึ้นกับปริมาณ Lead และรอบปิดการขายของธุรกิจ โดยทั่วไปควรมีข้อมูลออเดอร์สะสมอย่างน้อยหนึ่งถึงสองเดือนก่อนขยับไปวัดที่ระดับนี้เต็มรูปแบบ

นับ Lead ซ้ำจากคนเดิมที่ทักเข้ามาหลายรอบยังไงดี

ควรมีกฎที่ชัดว่าจะนับซ้ำหรือไม่ เช่นถ้าทักซ้ำภายในเวลาไม่กี่วันให้ถือเป็น Lead เดิม แต่ถ้าห่างกันเป็นเดือนอาจนับเป็นรอบใหม่ ขึ้นกับลักษณะสินค้าของแต่ละธุรกิจ

จำเป็นต้องมีคนดูแลตัวเลขนี้โดยเฉพาะไหม ถ้าทีมเล็ก

ถ้าทีมเล็ก อาจไม่ต้องมีตำแหน่งแยก แต่ต้องมีใครสักคนที่รับผิดชอบตรวจสอบเกณฑ์นี้เป็นประจำ ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างคนต่างทำโดยไม่มีใครเช็กภาพรวม

ลองตรวจด้วยตัวเอง

Required Leads Calculator

ใส่เป้ารายได้กับอัตราปิดการขาย แล้วดูว่าต้องมี Lead และคลิกเท่าไรถึงถือว่าพอ

คำนวณ Lead ที่ต้องมี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

จ่ายค่าแอดวันละสามพัน แต่ไม่รู้ว่ากี่คนเดินทางจากเว็บไซต์ไปจนถึง LINE จริง

จ่ายค่าแอดวันละสามพัน แต่ไม่รู้ว่ากี่คนเดินทางจากเว็บไซต์ไปจนถึง LINE จริง

ธุรกิจที่ใช้เว็บไซต์เป็นจุดคั่นก่อนเข้า LINE มักเห็นแค่ยอด Conversion บนเว็บ แต่ไม่เห็นว่ามีกี่คนที่เดินทางต่อจนถึงแชทและปิดการขายจริง ต้องเชื่อมข้อมูลสองฝั่งเข้าด้วยกัน
อ่าน Attribution ให้ถูก เมื่อ Conversion มาช้ากว่าที่คลิกเกิดขึ้นจริง

อ่าน Attribution ให้ถูก เมื่อ Conversion มาช้ากว่าที่คลิกเกิดขึ้นจริง

Conversion Code ที่ติดไว้ถูกต้องยังไม่พอ ถ้าไม่เข้าใจว่าระบบ Attribution นับเวลาย้อนหลังยังไง อาจอ่านรายงานผิดทั้งที่ข้อมูลจริงถูกต้องอยู่แล้ว
แชทเข้ามาเต็มกล่องทุกวัน แต่ไม่รู้เลยว่าใครมาจากแอดตัวไหน

แชทเข้ามาเต็มกล่องทุกวัน แต่ไม่รู้เลยว่าใครมาจากแอดตัวไหน

แชทที่เข้ามาเยอะไม่ได้แปลว่าวัดผลได้ดี ถ้าไม่มีจุดจับคู่ระหว่างแชทกับแคมเปญต้นทาง ทีมก็จะได้แต่ปริมาณโดยไม่รู้ว่าแคมเปญไหนคุ้มค่าจริง