← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

ทำไมยอด CAC ในรายงานถึงต่ำกว่าความจริงที่ธุรกิจต้องจ่ายเพื่อได้ลูกค้าจาก LINE

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:51อัปเดต 12 ส.ค. 04:51อ่าน 3 นาที
ทำไมยอด CAC ในรายงานถึงต่ำกว่าความจริงที่ธุรกิจต้องจ่ายเพื่อได้ลูกค้าจาก LINE
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

CAC (Customer Acquisition Cost) ของลูกค้าที่มาจาก LINE มักถูกคำนวณต่ำกว่าความจริง เพราะธุรกิจใช้แค่งบโฆษณาหารด้วยจำนวนลูกค้าใหม่ โดยลืมรวมต้นทุนแอดมิน ค่าคอมมิชชันปิดการขาย และเวลาที่ทีมตอบแชท การคำนวณ CAC ที่ถูกต้องต้องนับต้นทุนทุกจุดตั้งแต่คลิกโฆษณาจนถึงวันปิดการขาย ไม่ใช่แค่ค่าโฆษณาอย่างเดียว

เจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์รายหนึ่งเคยบอกผมด้วยความภูมิใจว่า CAC ของเขาอยู่ที่ 280 บาทต่อลูกค้า คำนวณจากงบโฆษณาเดือนนั้น 42,000 บาท หารด้วยลูกค้าใหม่ 150 คนที่ปิดการขายได้ ผมถามต่อว่าเดือนนั้นมีแอดมินกี่คนที่ตอบแชท เขาบอกว่า 3 คน ทำงานเต็มเวลา ผมถามอีกว่าค่าจ้างแอดมินทั้งสามคนรวมเดือนนั้นเท่าไหร่ เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบว่า 'ประมาณ 54,000 บาทครับ แต่อันนั้นเป็นค่าจ้างประจำ ไม่เกี่ยวกับ CAC'

ตรงนี้คือจุดที่ธุรกิจจำนวนมากเข้าใจผิด เพราะถ้าแอดมินสามคนนั้นทำงานหลักคือรับแชทจากโฆษณา LINE แล้วปิดการขาย ค่าจ้างของพวกเขาก็คือส่วนหนึ่งของต้นทุนที่ทำให้ได้ลูกค้ามาจริง ๆ ไม่ต่างจากค่าโฆษณาเลย เพียงแต่มันไม่ได้ขึ้นในหน้า Ads Manager ให้เห็นชัดเหมือนตัวเลขที่จ่ายให้แพลตฟอร์ม พอลืมรวมต้นทุนส่วนนี้ไป CAC ที่รายงานก็ต่ำกว่าความจริงไปมาก

บทความนี้จะพาไล่ทีละจุดว่า CAC ของลูกค้าที่มาจาก LINE ควรรวมต้นทุนอะไรบ้าง ตรงไหนที่ธุรกิจส่วนใหญ่มองข้าม และควรคำนวณอย่างไรให้ได้ตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจเรื่องงบได้จริง ไม่ใช่ตัวเลขสวย ๆ ที่เอาไว้อวดในที่ประชุม

ทำไม CAC ที่คำนวณแบบง่ายถึงต่ำกว่าความจริงเสมอ

สูตร CAC แบบพื้นฐานที่สุดคือ ต้นทุนรวมในการหาลูกค้าใหม่ หารด้วยจำนวนลูกค้าใหม่ที่ได้ในช่วงเวลานั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่สูตร แต่อยู่ที่คำว่า 'ต้นทุนรวม' ซึ่งธุรกิจส่วนใหญ่นับแค่เงินที่จ่ายให้แพลตฟอร์มโฆษณาเพียงอย่างเดียว ทั้งที่ในความเป็นจริงการได้ลูกค้าหนึ่งคนจาก LINE ต้องผ่านหลายขั้นตอนที่มีต้นทุนแฝงอยู่ทุกขั้น

ลองไล่ดูเส้นทางจริง ตั้งแต่จ่ายเงินให้แพลตฟอร์มโฆษณาเพื่อให้เกิดคลิก จากนั้นมีคนเพิ่มเพื่อนใน LINE OA แล้วทักเข้ามา ต้องมีแอดมินตอบคำถาม บางเคสต้องใช้เวลาหลายรอบกว่าจะปิดการขาย บางเคสมีการให้ส่วนลดหรือค่าคอมมิชชันเพิ่มเติมเพื่อปิดยอด ทุกขั้นตอนเหล่านี้ล้วนใช้ทรัพยากรของธุรกิจ แต่ส่วนใหญ่ไม่ถูกนำมาคิดรวมในสูตร CAC เพราะมันไม่ได้ออกมาเป็นใบแจ้งหนี้ก้อนเดียวเหมือนค่าโฆษณา

ผลที่ตามมาคือธุรกิจมักเข้าใจว่าตัวเองทำกำไรได้ดีกว่าความเป็นจริง เพราะเทียบ CAC ที่ต่ำกว่าจริงกับ LTV ของลูกค้า แล้วสรุปว่าอัตราส่วนดูดี ทั้งที่ถ้าคำนวณ CAC ให้ครบ อัตราส่วนนั้นอาจไม่ดีอย่างที่คิด และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ธุรกิจบางรายขยายงบโฆษณาไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าจริง ๆ แล้วกำไรต่อลูกค้ากำลังบางลงทุกเดือน เรื่องนี้เกี่ยวโยงโดยตรงกับการอ่าน อัตราส่วน LTV ต่อ CAC ซึ่งถ้าฐาน CAC ผิดตั้งแต่ต้น อัตราส่วนที่ได้ก็ผิดตามไปด้วย

ต้นทุนที่มักถูกลืมไม่รวมเข้า CAC ของลูกค้าจาก LINE

นอกจากค่าโฆษณาที่จ่ายให้แพลตฟอร์ม ยังมีต้นทุนอีกหลายก้อนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการได้ลูกค้ามาจาก LINE แต่มักถูกมองข้ามเพราะไม่ได้อยู่ในใบเสร็จเดียวกัน ลองเช็กว่าธุรกิจของคุณกำลังลืมข้อไหนอยู่บ้าง:

  • ค่าจ้างแอดมินหรือเวลาที่ใช้ตอบแชท — ถ้าแอดมินใช้เวลาส่วนใหญ่ในการตอบลูกค้าที่มาจากโฆษณา ค่าจ้างส่วนนั้นควรถูกจัดสรรเข้ามาเป็นต้นทุนหาลูกค้า ไม่ใช่แค่ต้นทุนดำเนินงานทั่วไป
  • ค่าคอมมิชชันปิดการขาย — ธุรกิจที่จ่ายค่าคอมมิชชันให้ทีมขายตามยอดปิด ต้นทุนก้อนนี้ผูกกับการได้ลูกค้าใหม่โดยตรง ควรนับรวมเข้า CAC
  • ส่วนลดหรือของแถมที่ให้เฉพาะลูกค้าใหม่ — ถ้าธุรกิจใช้ส่วนลดพิเศษเพื่อปิดยอดลูกค้าที่ทักมาจากโฆษณา มูลค่าส่วนลดนั้นคือต้นทุนที่ยอมสละไปเพื่อให้ได้ลูกค้า ไม่ใช่แค่ 'โปรโมชัน' ที่แยกออกจากการคำนวณ
  • ค่าเครื่องมือหรือระบบที่ใช้เฉพาะสำหรับดูแลแชท LINE — ถ้าธุรกิจเสียค่าบริการระบบจัดการแชทหรือระบบ CRM ที่ใช้เพื่อรองรับลูกค้าจากช่องทางนี้โดยเฉพาะ ควรจัดสรรสัดส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาด้วย

ต้องนับต้นทุนตั้งแต่จุดไหนถึงจุดไหน ถึงจะเรียกว่า CAC ที่สมบูรณ์

อีกจุดที่ทำให้ CAC คลาดเคลื่อนคือธุรกิจไม่ได้กำหนดขอบเขตของ Funnel ให้ชัดตั้งแต่ต้น บางทีมนับต้นทุนถึงแค่จุด 'เพิ่มเพื่อน' บางทีมนับถึงจุด 'ปิดการขาย' ซึ่งให้ตัวเลขที่ต่างกันมาก และเทียบกันข้ามทีมไม่ได้เลยถ้านิยามไม่ตรงกัน

ขอบเขตที่แนะนำให้ใช้เป็นมาตรฐานคือนับตั้งแต่ต้นทุนที่เกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีแรกที่มีคนเห็นโฆษณา ไปจนถึงวินาทีที่ลูกค้าคนนั้นกลายเป็นลูกค้าจริงที่จ่ายเงินครั้งแรก ไม่ใช่แค่ถึงจุด Lead หรือจุดเพิ่มเพื่อน เพราะ Lead ที่ยังไม่ปิดการขายยังไม่ใช่ 'ลูกค้า' ตามความหมายของคำว่า Customer Acquisition Cost

การกำหนดขอบเขตให้ชัดยังช่วยให้เทียบ CAC ข้ามช่วงเวลาได้อย่างยุติธรรม เพราะถ้าเดือนนี้นับถึงจุด Lead แต่เดือนหน้านับถึงจุดปิดการขาย ตัวเลขที่เห็นจะดูเหมือนเปลี่ยนแปลงมาก ทั้งที่จริง ๆ แล้วแค่นิยามของ Funnel เปลี่ยนไปเท่านั้นเอง

เทียบ CAC แบบคำนวณย่อกับแบบคำนวณครบให้เห็นภาพชัด

เพื่อให้เห็นว่าการรวมหรือไม่รวมต้นทุนแต่ละก้อนส่งผลต่อ CAC มากแค่ไหน ลองดูตารางเทียบสองแนวทางนี้:

รายการต้นทุนแบบคำนวณย่อ (นับแค่ค่าโฆษณา)แบบคำนวณครบ (นับทุกต้นทุนที่เกี่ยวข้อง)
ค่าโฆษณาแพลตฟอร์มนับรวมนับรวม
ค่าจ้างแอดมินตอบแชทไม่นับนับรวมตามสัดส่วนเวลา
ค่าคอมมิชชันปิดการขายไม่นับนับรวม
ส่วนลดลูกค้าใหม่ไม่นับนับรวม
ผลลัพธ์ต่อการตัดสินใจดูเหมือนกำไรต่อลูกค้าสูงเกินจริงสะท้อนต้นทุนที่ต้องจ่ายจริงเพื่อได้ลูกค้าหนึ่งคน

ขั้นตอนคำนวณ CAC ให้ครบและใช้ตัดสินใจได้จริง

ถ้ายังไม่เคยคำนวณ CAC แบบครบต้นทุนมาก่อน นี่คือลำดับที่แนะนำให้เริ่มทำในรอบบัญชีถัดไป:

  1. รวบรวมค่าโฆษณาทั้งหมดที่จ่ายให้แพลตฟอร์มในช่วงเวลาที่จะคำนวณ แยกตามแคมเปญถ้าทำได้
  2. คำนวณค่าจ้างแอดมินหรือทีมขายตามสัดส่วนเวลาที่ใช้ดูแลแชทจากโฆษณา LINE โดยเฉพาะ ไม่ใช่เวลาทั้งหมดที่แอดมินทำงาน
  3. รวมค่าคอมมิชชันและมูลค่าส่วนลดที่ให้เฉพาะลูกค้าใหม่กลุ่มนี้เข้าไปในต้นทุนรวม
  4. นับจำนวนลูกค้าใหม่ที่ปิดการขายจริงในช่วงเวลาเดียวกัน โดยใช้นิยาม 'ลูกค้า' ที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าต้องจ่ายเงินครั้งแรกแล้วเท่านั้น
  5. หารต้นทุนรวมทั้งหมดด้วยจำนวนลูกค้าใหม่ แล้วเก็บผลลัพธ์นี้ไว้เทียบกับเดือนก่อนหน้า เพื่อดูแนวโน้มไม่ใช่แค่ตัวเลขเดี่ยว ๆ ในเดือนเดียว

ตัวอย่างสมมติ คำนวณ CAC แบบย่อกับแบบครบต่างกันแค่ไหน

ลองดูตัวอย่างสมมติของร้านที่ยิงแอดเข้า LINE เดือนหนึ่ง มีแอดมิน 2 คนดูแลแชทเต็มเวลา และให้ค่าคอมมิชชันปิดการขาย ตัวเลขทั้งหมดเป็นข้อมูลสมมติเพื่อประกอบกรอบวิเคราะห์เท่านั้น:

รายการจำนวน (สมมติ)
ค่าโฆษณาเดือนนั้น35,000 บาท
ค่าจ้างแอดมิน 2 คน (คิดตามสัดส่วนเวลาที่ใช้กับแชทโฆษณา)28,000 บาท
ค่าคอมมิชชันปิดการขายรวม6,000 บาท
ลูกค้าใหม่ที่ปิดการขายได้70 คน
CAC แบบคำนวณย่อ (35,000 ÷ 70)500 บาทต่อคน
CAC แบบคำนวณครบ (69,000 ÷ 70)986 บาทต่อคน

อ่านตัวอย่างนี้แล้วต้องเปลี่ยนความคิดตรงไหน

จากตัวอย่างสมมติข้างต้น CAC แบบคำนวณครบสูงกว่าแบบคำนวณย่อเกือบสองเท่า นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กเลยถ้าธุรกิจใช้ CAC แบบย่อไปเทียบกับ LTV เพื่อตัดสินใจเพิ่มงบ เพราะอัตราส่วนที่ดูดีในสมการแบบย่ออาจกลายเป็นอัตราส่วนที่ตึงมากเมื่อใช้ตัวเลขแบบครบ

สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยนวิธีคำนวณครั้งเดียวแล้วจบ แต่ควรตั้งเป็นรอบประจำ เช่นทุกสิ้นเดือนให้ทีมการเงินหรือทีมการตลาดคำนวณ CAC แบบครบต้นทุนควบคู่กับแบบย่อ เพื่อให้เห็นทั้งสองมุม และรู้ว่าช่องว่างระหว่างสองตัวเลขนี้แคบลงหรือกว้างขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

ธุรกิจที่เริ่มดู CAC แบบครบต้นทุนแล้ว มักพบว่าแคมเปญที่เคยดูเหมือนคุ้มค่าที่สุดในมุม CAC แบบย่อ ไม่ได้คุ้มค่าที่สุดเสมอไปเมื่อคิดรวมภาระงานของทีมแอดมินเข้าไปด้วย เพราะบางแคมเปญอาจได้คลิกราคาถูกแต่ใช้เวลาแอดมินตอบมากผิดปกติกว่าจะปิดการขายได้แต่ละราย

จุดที่ทำแล้ว CAC พังบ่อยที่สุด

จากที่เห็นธุรกิจหลายแบบพยายามคำนวณ CAC ของลูกค้าจาก LINE มีรูปแบบความผิดพลาดที่เจอซ้ำ ๆ อยู่ไม่กี่แบบ:

  • นับต้นทุนแค่ก้อนที่มีใบเสร็จ — ทำแบบนี้แล้วพัง เพราะต้นทุนที่ไม่มีใบเสร็จอย่างเวลาแอดมินหรือส่วนลดที่ไม่ได้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายแยก มักมีมูลค่าสูงกว่าที่คิด แต่ไม่เคยถูกนับเข้า CAC เลย
  • นับ Lead เป็นลูกค้าแล้ว — ทำแบบนี้แล้วพัง เพราะตัวหารในสูตรใหญ่เกินจริง ทำให้ CAC ต่อคนดูต่ำกว่าความเป็นจริงไปมาก ทั้งที่หลาย Lead ยังไม่เคยจ่ายเงินสักบาท
  • ไม่แยก CAC ตามแคมเปญ — เอาต้นทุนรวมทุกแคมเปญมาหารด้วยลูกค้ารวมทั้งหมด ทำให้มองไม่เห็นว่าแคมเปญไหนมี CAC สูงหรือต่ำจริง ๆ และตัดสินใจตัดหรือเพิ่มงบผิดจุด
  • คำนวณครั้งเดียวแล้วใช้ตลอดปี — ต้นทุนค่าโฆษณาและพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนตามฤดูกาลและตามการแข่งขัน CAC ที่คำนวณไว้เมื่อหลายเดือนก่อนอาจไม่สะท้อนสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว

ใช้ CAC ที่คำนวณถูกไปตัดสินใจอะไรได้บ้าง

เมื่อมี CAC ที่คำนวณครบต้นทุนแล้ว สิ่งแรกที่ทำได้คือเทียบกับ LTV เฉลี่ยของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพื่อดูว่าธุรกิจยังมีกำไรเพียงพอต่อการขยายงบหรือไม่ ถ้า CAC เข้าใกล้หรือสูงกว่า LTV มากเกินไป การเพิ่มงบโฆษณาต่อในทิศทางเดิมอาจทำให้ธุรกิจขาดทุนต่อลูกค้าแทนที่จะได้กำไร

นอกจากนี้ CAC แบบครบต้นทุนยังช่วยให้เห็นว่าจุดที่ควรลงทุนเพิ่มไม่จำเป็นต้องเป็นงบโฆษณาเสมอไป บางครั้งการเพิ่มแอดมินหรือปรับกระบวนการตอบแชทให้เร็วขึ้นอาจลด CAC ได้มากกว่าการเพิ่มงบโฆษณา เพราะช่วยให้แอดมินที่มีอยู่ปิดการขายได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนต่อคลิก เรื่องความเร็วในการตอบแชทมีรายละเอียดเพิ่มเติมใน การตอบ Lead ให้เร็วเพื่อเพิ่มอัตราปิดการขาย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อ CAC เช่นกัน

สุดท้าย CAC ที่คำนวณถูกยังเป็นฐานสำคัญของการวางแผนคืนทุน ซึ่งเชื่อมโยงกับเรื่อง ระยะเวลาคืนทุนของลูกค้าที่ได้มา เพราะถ้า CAC สูงกว่าที่คิด ระยะเวลาคืนทุนก็จะยาวขึ้นตามไปด้วย และธุรกิจต้องมีกระแสเงินสดเพียงพอที่จะรอจนกว่าจะคืนทุนจริง

สรุป

CAC ที่คำนวณจากแค่ค่าโฆษณาอย่างเดียวมักให้ภาพที่ดีเกินจริง เพราะยังไม่รวมต้นทุนแอดมิน ค่าคอมมิชชัน และส่วนลดที่ใช้ปิดการขายจริง การคำนวณ CAC ให้ครบทุกต้นทุนที่เกี่ยวข้องคือก้าวแรกที่ทำให้ธุรกิจตัดสินใจเรื่องงบได้แม่นยำขึ้น

สิ่งที่ควรเริ่มทำตั้งแต่รอบบัญชีถัดไปคือกำหนดนิยาม 'ลูกค้า' และขอบเขตต้นทุนให้ชัดเจนร่วมกันทั้งทีมการตลาดและทีมขาย แล้วคำนวณ CAC แบบครบต้นทุนควบคู่กับแบบย่อไปสักระยะ เพื่อเห็นว่าช่องว่างระหว่างสองตัวเลขนี้มากน้อยแค่ไหนสำหรับธุรกิจของคุณเอง

  • CAC แบบคำนวณย่อที่นับแค่ค่าโฆษณามักต่ำกว่าความจริง เพราะไม่รวมค่าแอดมิน ค่าคอมมิชชัน และส่วนลด
  • ต้องกำหนดขอบเขต Funnel ให้ชัดว่านับถึงจุดปิดการขายจริง ไม่ใช่แค่ถึงจุด Lead หรือเพิ่มเพื่อน
  • เทียบ CAC แบบครบต้นทุนกับ LTV เสมอก่อนตัดสินใจเพิ่มงบ ไม่ใช่ดูแค่ CAC ตัวเดียวโดด ๆ

คำถามที่พบบ่อย

CAC กับ CPL (Cost per Lead) ต่างกันอย่างไร

CPL คือต้นทุนต่อ Lead ที่ยังไม่ได้ปิดการขาย ในขณะที่ CAC คือต้นทุนต่อลูกค้าที่จ่ายเงินจริงแล้ว ธุรกิจควรดูทั้งสองตัวคู่กัน เพราะ CPL ต่ำแต่ CAC สูงอาจแปลว่าได้ Lead ง่ายแต่ปิดการขายยาก

ควรคิดค่าจ้างแอดมินเข้า CAC เต็มจำนวนหรือแค่บางส่วน

ควรคิดตามสัดส่วนเวลาที่แอดมินใช้กับแชทที่มาจากโฆษณาจริง ถ้าแอดมินคนหนึ่งดูแลทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่จากโฆษณา ควรประเมินสัดส่วนเวลาที่ใช้กับแต่ละกลุ่มแล้วคิดตามสัดส่วนนั้น ไม่ใช่คิดเต็มจำนวนทั้งหมด

ธุรกิจขนาดเล็กที่มีแอดมินคนเดียวจำเป็นต้องคำนวณ CAC แบบครบไหม

จำเป็นในระดับที่เหมาะสม แม้จะไม่มีระบบซับซ้อน แค่ประมาณสัดส่วนเวลาที่แอดมินใช้กับแชทโฆษณาต่อวัน แล้วแปลงเป็นต้นทุนคร่าว ๆ ก็ช่วยให้เห็นภาพที่ใกล้ความจริงมากกว่าคิดแค่ค่าโฆษณาอย่างเดียวแล้ว

ทำไม CAC ของแต่ละแคมเปญถึงต่างกันมากทั้งที่ยิงในช่วงเวลาเดียวกัน

ส่วนใหญ่เกิดจากคุณภาพของกลุ่มเป้าหมายและข้อความโฆษณาที่ต่างกัน แคมเปญที่ดึงคนที่ตั้งใจซื้อจริงมักใช้เวลาแอดมินตอบน้อยกว่าและปิดการขายง่ายกว่า ทำให้ CAC ต่ำกว่าแคมเปญที่ดึงคนที่แค่สงสัยผ่าน ๆ แม้ค่าคลิกจะถูกกว่าก็ตาม

ควรคำนวณ CAC บ่อยแค่ไหน

แนะนำให้คำนวณเป็นรายเดือนอย่างสม่ำเสมอ และดูแนวโน้มย้อนหลังอย่างน้อยสามถึงหกเดือน เพราะ CAC เดือนเดียวอาจผันผวนจากปัจจัยชั่วคราว เช่นช่วงโปรโมชันพิเศษหรือช่วงที่แอดมินลาออกใหม่ ทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อนจากภาพรวมจริง

linli ช่วยคำนวณ CAC แบบครบต้นทุนได้ไหม

linli ช่วยเชื่อมข้อมูลตั้งแต่คลิกไปจนถึงสถานะปิดการขาย ทำให้รู้จำนวนลูกค้าใหม่และแคมเปญต้นทางได้ชัดเจนขึ้น แต่ส่วนของต้นทุนแอดมินและค่าคอมมิชชันยังต้องให้ธุรกิจกรอกหรือประเมินเองอยู่ดี เพราะเป็นข้อมูลภายในที่ระบบภายนอกไม่มีทางรู้ได้

ลองตรวจด้วยตัวเอง

LTV / CAC Calculator

ใส่ตัวเลขธุรกิจของคุณ แล้วดู CAC, LTV:CAC และระยะเวลาคืนทุนต่อลูกค้าหนึ่งราย

คำนวณ LTV:CAC

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ยิงแอดเข้า LINE แล้วรู้ได้อย่างไรว่าแคมเปญไหนทำให้ปิดการขายจริง

ยิงแอดเข้า LINE แล้วรู้ได้อย่างไรว่าแคมเปญไหนทำให้ปิดการขายจริง

CPL และ CPQL บอกได้แค่ว่าแคมเปญไหนสร้างคนสนใจได้เยอะแค่ไหน แต่ยังไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของธุรกิจ Cost per Sale คือตัวเลขที่บอกว่าจ่ายเงินไปเท่าไหร่กว่าจะได้ยอดขายจริงหนึ่งราย บทความนี้พาไล่วิธีคำนวณและอ่านค่านี้อย่างถูกต้อง
ROAS จาก LINE OA ที่วัดจาก Google Ads กับที่วัดจาก GA4 ทำไมตัวเลขไม่เท่ากัน

ROAS จาก LINE OA ที่วัดจาก Google Ads กับที่วัดจาก GA4 ทำไมตัวเลขไม่เท่ากัน

เปิดสองแดชบอร์ดพร้อมกันแล้วเจอ ROAS คนละตัวเลข ไม่ใช่เพราะระบบพัง แต่เพราะ Google Ads กับ GA4 นิยาม Conversion และ Attribution ต่างกัน บทความนี้อธิบายว่าต่างกันตรงไหน และควรอ่านตัวเลขไหนเป็นหลัก
ทราฟฟิกเข้าเยอะทุกวัน แต่ ROAS ในแดชบอร์ดยังติดลบ แก้ยังไง

ทราฟฟิกเข้าเยอะทุกวัน แต่ ROAS ในแดชบอร์ดยังติดลบ แก้ยังไง

ทราฟฟิกเยอะแต่ ROAS ในแดชบอร์ดยังติดลบ ไม่ได้แปลว่าแคมเปญขาดทุนเสมอไป บทความนี้เล่าวิธีตรวจข้อมูลก่อนเชื่อ ROAS เพราะปัญหาส่วนใหญ่มาจาก Lag และ Refund ที่ยังไม่ถูกหักออก ไม่ใช่ตัวแคมเปญเอง