← กลับไปหน้าบทความ
LINE Tracking

นับ Repeat Purchase จาก Order ที่สองกับจาก LINE User ID เดิม ไม่ใช่วิธีเดียวกัน

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:51อัปเดต 12 ส.ค. 04:51อ่าน 2 นาที
นับ Repeat Purchase จาก Order ที่สองกับจาก LINE User ID เดิม ไม่ใช่วิธีเดียวกัน
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

การนับ Repeat Purchase จาก LINE ทำได้สองแบบหลัก คือนับจาก Order ที่สองของแต่ละคน (วัดที่พฤติกรรมการซื้อ) กับนับจาก LINE User ID เดิมที่ทักเข้ามาอีกครั้ง (วัดที่ตัวตนของลูกค้า) สองวิธีนี้ให้ตัวเลขต่างกันเสมอเพราะคนหนึ่งคนอาจสั่งซื้อผ่านหลายช่องทางโดยไม่ผูก LINE User ID เดียวกัน ร้านที่อยากได้ภาพแม่นยำต้องใช้ทั้งสองแบบร่วมกัน ไม่ใช่เลือกใช้แค่อย่างเดียว

เจ้าของร้านขายอาหารเสริมออนไลน์รายหนึ่งอยากรู้ว่าลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำกี่เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน จึงให้ทีมสองคนไปนับแยกกัน คนแรกนับจากระบบหลังบ้านที่ดู Order ID ว่าลูกค้าคนเดียวกัน (อ้างอิงจากเบอร์โทร) สั่งซื้อครั้งที่สองหรือยัง ได้ตัวเลข 22% ส่วนอีกคนนับจาก LINE OA ว่า LINE User ID เดิมทักเข้ามาสั่งซื้ออีกครั้งกี่คน ได้ตัวเลขแค่ 14% ทั้งสองคนยืนยันว่าตัวเองนับถูก แต่ตัวเลขต่างกันเกือบครึ่งหนึ่ง

ความต่างนี้ไม่ใช่ความผิดพลาดของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเพราะสองวิธีวัดคนละมุมของพฤติกรรมลูกค้า วิธีแรกวัดที่ 'ตัวตนจริง' ของลูกค้าผ่านเบอร์โทรหรือข้อมูลติดต่อ ส่วนวิธีที่สองวัดที่ 'ช่องทางที่ใช้ทัก' ซึ่งลูกค้าคนเดียวกันอาจเปลี่ยนอุปกรณ์ บล็อกแล้วเพิ่มเพื่อนใหม่ หรือใช้ LINE คนละบัญชีในการซื้อแต่ละครั้งก็ได้

บทความนี้จะเปรียบเทียบสองวิธีนับ Repeat Purchase ว่าแต่ละแบบเหมาะกับสถานการณ์ไหน และร้านค้าออนไลน์ที่ปิดการขายผ่าน LINE ควรใช้ทั้งสองแบบร่วมกันอย่างไรถึงจะได้ภาพที่ใกล้เคียงความจริงที่สุด

Repeat Purchase ของร้านที่ขายผ่านแชทต่างจากร้านที่ขายผ่านเว็บยังไง

ร้านที่ขายผ่านเว็บไซต์ล้วนมักนับ Repeat Purchase ได้ง่ายกว่า เพราะทุกคนต้องล็อกอินหรือกรอกอีเมลเดิมเพื่อสั่งซื้อ ระบบจึงรู้ตัวตนของลูกค้าชัดเจนตั้งแต่ต้น แต่ร้านที่ขายผ่านแชท LINE ลูกค้าไม่จำเป็นต้องกรอกอะไรซ้ำเลย แค่พิมพ์คุยกับแอดมินก็ปิดการขายได้ ความสะดวกนี้ทำให้ปิดการขายเร็วขึ้น แต่ก็ทำให้การผูกตัวตนของลูกค้าระหว่างครั้งที่ซื้อยากขึ้นตามไปด้วย

ปัญหาที่ตามมาคือถ้าลูกค้าคนเดิมทักเข้ามาจากบัญชี LINE คนละบัญชี (เช่น เปลี่ยนเครื่อง หรือให้คนในครอบครัวช่วยสั่งให้) ระบบที่วัด Repeat Purchase จาก LINE User ID อย่างเดียวจะมองว่าเป็นลูกค้าใหม่ ทั้งที่ในทางธุรกิจควรนับเป็นลูกค้าเดิมที่กลับมาซื้อซ้ำ

วิธีที่หนึ่ง นับจาก Order ที่สองด้วยข้อมูลลูกค้า

วิธีนี้อ้างอิงจากข้อมูลที่ระบุตัวตนลูกค้าได้แน่นอนกว่า เช่นเบอร์โทรหรือที่อยู่จัดส่ง โดยดูว่าเบอร์โทรเดียวกันปรากฏในออเดอร์มากกว่าหนึ่งครั้งหรือไม่ ข้อดีคือจับลูกค้าเดิมได้แม่นยำแม้จะเปลี่ยนช่องทางการทัก แต่ข้อจำกัดคือต้องพึ่งความถูกต้องของข้อมูลที่แอดมินกรอก ถ้ากรอกเบอร์โทรผิดหรือใช้เบอร์คนละเบอร์ในแต่ละครั้ง วิธีนี้ก็จะพลาดเช่นกัน

วิธีที่สอง นับจาก LINE User ID เดิมที่ทักซ้ำ

วิธีนี้อ้างอิงจาก LINE User ID ที่ระบบ LINE ให้มาโดยอัตโนมัติ ข้อดีคือทำได้ง่ายกว่าเพราะไม่ต้องพึ่งการกรอกข้อมูลของแอดมิน ระบบรู้ได้ทันทีว่าบัญชี LINE เดิมทักเข้ามาอีกครั้งหรือไม่ แต่ข้อจำกัดคือถ้าลูกค้าเปลี่ยนอุปกรณ์หรือบัญชี วิธีนี้จะมองไม่เห็นความเชื่อมโยงเลย และจะนับเป็นลูกค้าใหม่ทุกครั้งที่มาจากบัญชีที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

เทียบสองวิธีให้เห็นชัดว่าต่างกันตรงไหน

ตารางนี้สรุปว่าแต่ละวิธีเหมาะกับสถานการณ์แบบไหน:

มิตินับจาก Order/เบอร์โทรนับจาก LINE User ID
ความแม่นยำเรื่องตัวตนลูกค้าสูงกว่า ถ้าข้อมูลกรอกครบและถูกต้องต่ำกว่า เพราะพลาดได้เมื่อเปลี่ยนบัญชี/อุปกรณ์
ความง่ายในการเก็บข้อมูลต้องพึ่งแอดมินกรอกข้อมูลให้ครบทุกครั้งระบบเก็บอัตโนมัติ ไม่ต้องพึ่งคนกรอก
ประโยชน์ต่อการทำ Retargetingบอกได้ว่าใครควรได้รับข้อเสนอผูกใจบอกได้ตรงว่าจะยิงข้อความหาบัญชีไหนใน LINE

ควรวัดระดับ Campaign, Ad หรือ Keyword แค่ไหน

การวัด Repeat Purchase ที่ระดับ Campaign บอกได้แค่ภาพรวมว่าแคมเปญไหนพาลูกค้าที่มีแนวโน้มกลับมาซื้อซ้ำมากกว่ากัน แต่ถ้าอยากรู้ลึกกว่านั้นว่าครีเอทีฟหรือข้อความแบบไหนดึงลูกค้าคุณภาพสูงจริง ต้องวัดถึงระดับ Ad หรือแม้แต่ Keyword ที่ใช้ในการค้นหาก่อนคลิกแอด

ร้านที่มีงบมากพอควรเริ่มวัดที่ระดับ Ad เพราะมักพบว่าแคมเปญเดียวกันมีบาง Ad ที่ดึงลูกค้าซื้อครั้งเดียวแล้วหายไป ในขณะที่บาง Ad ดึงลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำสม่ำเสมอ ทั้งที่ต้นทุนต่อคลิกไม่ต่างกันมาก ถ้าไม่วัดถึงระดับนี้จะไม่มีทางรู้ว่าควรเพิ่มงบให้ Ad ตัวไหนต่อ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลานับ Repeat Purchase

  • นับ Repeat Purchase รวมทุกช่องทางเป็นตัวเลขเดียว โดยไม่แยกว่าลูกค้าที่ซื้อซ้ำมาจากช่องทางเดิมหรือช่องทางใหม่ ทำให้ไม่รู้ว่าช่องทางไหนสร้างความภักดีได้จริง
  • ตั้งกรอบเวลานับ Repeat Purchase สั้นเกินไปสำหรับสินค้าที่ใช้เวลานาน เช่น นับแค่ 30 วันสำหรับสินค้าที่ปกติใช้ได้สามเดือนถึงจะหมด ทำให้ตัวเลขต่ำกว่าความเป็นจริงเสมอ
  • ไม่แยกลูกค้าที่ซื้อซ้ำเพราะพอใจสินค้า กับลูกค้าที่ซื้อซ้ำเพราะมีโปรโมชันลดราคาถี่เกินไป ทำให้ตัวเลขดูดีแต่จริง ๆ เป็นผลจากส่วนลดไม่ใช่ความภักดี

ตัวอย่างสมมติ ลองไล่ตัวเลขทั้งสองวิธี

สมมติร้านหนึ่งมีลูกค้าใหม่ 300 คนในเดือนแรก เมื่อนับ Repeat Purchase ในเดือนถัดมาด้วยวิธีเบอร์โทร พบว่ามี 66 คนกลับมาซื้อซ้ำ คิดเป็น 22% แต่เมื่อนับด้วย LINE User ID เดิม พบแค่ 42 คน คิดเป็น 14% ส่วนต่าง 24 คนที่หายไปคือกลุ่มที่ซื้อซ้ำจริงแต่เปลี่ยนบัญชี LINE หรือให้คนอื่นทักแทน

ตัวเลขชุดนี้เป็นตัวอย่างประกอบกรอบวิเคราะห์เท่านั้น แต่ชี้ให้เห็นว่าถ้าร้านใช้แค่วิธี LINE User ID อย่างเดียวในการประเมินความภักดีของลูกค้า อาจประเมินต่ำกว่าความจริงถึงหนึ่งในสาม ซึ่งกระทบต่อการตัดสินใจเรื่องงบRetarget ลูกค้าเก่าที่อาจถูกตัดออกทั้งที่ควรได้รับการดูแลต่อ

ตัวเลขนี้เอาไปใช้ตัดสินใจอะไรต่อได้บ้าง

เมื่อรู้ Repeat Purchase Rate ที่แม่นยำแล้ว ร้านสามารถเอาไปคำนวณต่อได้หลายเรื่อง เช่นอัตราส่วน LTV ต่อ CACที่ต้องอาศัยว่าลูกค้าซื้อซ้ำกี่ครั้งโดยเฉลี่ย หรือใช้เป็นเกณฑ์แบ่งกลุ่มลูกค้าสำหรับทำRFM Analysisเพื่อดูว่ากลุ่มไหนควรได้รับการดูแลพิเศษ

ที่สำคัญกว่านั้นคือการรู้ว่าตัวเลข Repeat Purchase ต่ำเพราะช่องว่างในการวัด (คนซื้อซ้ำจริงแต่วัดไม่เจอ) หรือต่ำเพราะลูกค้าไม่พอใจสินค้าจริง ๆ สองสาเหตุนี้ต้องแก้ต่างกันสิ้นเชิง สาเหตุแรกแก้ที่ระบบวัดผล ส่วนสาเหตุที่สองต้องแก้ที่คุณภาพสินค้าหรือประสบการณ์การซื้อ

แนวทางรวมตัวตนลูกค้าให้สองวิธีเข้าใกล้กันมากขึ้น

ในทางปฏิบัติ ร้านไม่จำเป็นต้องเลือกใช้วิธีใดวิธีหนึ่งแบบเด็ดขาด แต่สามารถออกแบบระบบให้เชื่อมสองตัวตนเข้าด้วยกันได้ เช่น เมื่อลูกค้าทักเข้ามาจาก LINE User ID ใหม่แต่ให้เบอร์โทรที่เคยซื้อมาก่อน ระบบควรมีการแจ้งเตือนแอดมินหรือบันทึกอัตโนมัติว่าเบอร์นี้เคยเป็นลูกค้าเก่า แม้จะมาจากบัญชี LINE คนละบัญชีก็ตาม วิธีนี้ช่วยให้ตัวเลข Repeat Purchase ที่วัดจาก LINE User ID ค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ตัวเลขที่วัดจากเบอร์โทรมากขึ้นเรื่อย ๆ

อีกแนวทางที่ทำได้คือให้แอดมินถามชื่อหรือเบอร์โทรทุกครั้งที่มีการสั่งซื้อ ไม่ว่าจะเป็นบัญชี LINE ที่คุ้นเคยหรือบัญชีใหม่ แล้วบันทึกลงระบบเดียวกันเสมอ แม้จะดูเป็นขั้นตอนเล็กน้อยที่เพิ่มภาระงานแอดมิน แต่ในระยะยาวข้อมูลชุดนี้คือสิ่งที่ทำให้การวัด Repeat Purchase แม่นยำขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งระบบเทคนิคที่ซับซ้อน

เมื่อตัวเลขสองชุดไม่ตรงกัน ควรเชื่อชุดไหนในแต่ละสถานการณ์

ถ้าต้องรายงานผู้บริหารเพื่อประเมินภาพรวมความภักดีของลูกค้าทั้งฐาน ควรใช้ตัวเลขจากเบอร์โทรหรือข้อมูลลูกค้าเป็นหลัก เพราะสะท้อนพฤติกรรมจริงได้ใกล้เคียงที่สุด แต่ถ้าต้องการนำไปใช้ยิงข้อความหาลูกค้าเดิมโดยตรงผ่าน LINE Official Account ต้องใช้ LINE User ID เป็นหลักอยู่ดี เพราะเป็นช่องทางเดียวที่ระบบยิงข้อความหาได้จริง

จุดที่ควรระวังคือการเอาตัวเลขจากสองวิธีมาปนกันโดยไม่บอกที่มา เช่น รายงานว่า Repeat Purchase อยู่ที่ 22% ในสไลด์เดียวกับแผนยิงข้อความหาลูกค้าเดิมผ่าน LINE ทั้งที่ฐานที่ยิงได้จริงมีแค่ 14% ตามที่ LINE User ID จับได้ ความคลาดเคลื่อนแบบนี้ทำให้ทีมวางแผนงบผิดพลาดได้ง่าย เพราะคาดหวังผลตอบแทนจากฐานลูกค้าที่ใหญ่กว่าที่ยิงถึงได้จริง

สรุป

การนับ Repeat Purchase จาก LINE ไม่มีวิธีไหนถูกหรือผิดเพียงวิธีเดียว แต่ละวิธีวัดคนละมุมของพฤติกรรมลูกค้า การนับจาก Order หรือเบอร์โทรจับตัวตนได้แม่นยำกว่า ส่วนการนับจาก LINE User ID ทำได้ง่ายและอัตโนมัติกว่า

ร้านที่อยากได้ภาพที่ใกล้เคียงความจริงที่สุดควรใช้ทั้งสองวิธีคู่กัน แล้วดูว่าช่องว่างระหว่างสองตัวเลขบอกอะไรเกี่ยวกับพฤติกรรมลูกค้าที่ระบบ LINE User ID เพียงอย่างเดียวมองไม่เห็น

  • นับจาก Order/เบอร์โทรแม่นยำกว่าแต่ต้องพึ่งข้อมูลที่แอดมินกรอกครบ
  • นับจาก LINE User ID ง่ายกว่าแต่พลาดเมื่อลูกค้าเปลี่ยนบัญชี/อุปกรณ์
  • ใช้ทั้งสองวิธีคู่กันเพื่อเห็นช่องว่างที่วิธีใดวิธีหนึ่งมองไม่เห็น

คำถามที่พบบ่อย

ควรใช้วิธีไหนเป็นตัวเลขหลักในการรายงานผู้บริหาร

ควรใช้ตัวเลขจากเบอร์โทรหรือข้อมูลลูกค้าเป็นหลักเพราะแม่นยำกว่า แต่ควรรายงานคู่กับตัวเลขจาก LINE User ID เพื่อให้เห็นว่าช่องว่างระหว่างสองวิธีมีมากน้อยแค่ไหน จะได้รู้ว่าควรลงทุนปรับปรุงการเก็บข้อมูลตรงไหนเพิ่ม

ทำไมนับจาก LINE User ID ถึงได้ตัวเลขต่ำกว่านับจากเบอร์โทรเสมอ

เพราะ LINE User ID ผูกกับบัญชีเฉพาะ ถ้าลูกค้าเปลี่ยนอุปกรณ์ บล็อกแล้วเพิ่มเพื่อนใหม่ หรือให้คนอื่นทักแทน ระบบจะมองว่าเป็นคนละคนกับที่เคยซื้อ ทำให้ตัวเลขที่นับได้ต่ำกว่าพฤติกรรมการซื้อซ้ำที่เกิดขึ้นจริง

ควรตั้งกรอบเวลานับ Repeat Purchase เท่าไหร่ดี

ขึ้นอยู่กับรอบการใช้สินค้า สินค้าที่ใช้หมดเร็วอย่างของใช้ในบ้านอาจตั้งกรอบ 30-45 วัน ส่วนสินค้าที่ใช้ได้นานอย่างเครื่องสำอางหรืออาหารเสริมอาจต้องตั้งกรอบ 60-90 วันถึงจะเห็นพฤติกรรมซื้อซ้ำจริง

ธุรกิจเล็กที่ไม่มีระบบ CRM ควรเริ่มเก็บข้อมูลตรงไหนก่อน

เริ่มจากให้แอดมินกรอกเบอร์โทรลูกค้าให้ครบทุกออเดอร์ในสเปรดชีตเดียวกัน แล้วใช้ฟังก์ชันนับความถี่ของเบอร์โทรซ้ำ ยังไม่ต้องรอระบบซับซ้อน ข้อมูลง่าย ๆ นี้ก็เพียงพอเริ่มวัด Repeat Purchase ได้แล้ว

ลูกค้าที่ซื้อซ้ำเพราะโปรโมชันควรนับรวมกับลูกค้าที่ซื้อซ้ำเพราะพอใจสินค้าไหม

ควรนับรวมในตัวเลขหลัก แต่ถ้าต้องการวิเคราะห์ลึกควรแยกดูว่าคำสั่งซื้อครั้งที่สองเกิดขึ้นช่วงมีโปรโมชันหรือไม่ เพื่อแยกความภักดีที่แท้จริงออกจากความภักดีที่ขึ้นอยู่กับส่วนลด

การวัด Repeat Purchase ช่วยลดต้นทุนโฆษณาได้อย่างไร

เมื่อรู้ว่าแคมเปญหรือ Ad ตัวไหนพาลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำมากกว่า สามารถโยกงบไปที่จุดนั้นมากขึ้นแทนที่จะกระจายเท่ากันทุกแคมเปญ ซึ่งช่วยลดต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ในระยะยาวเพราะลูกค้าเดิมสร้างรายได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องเสียค่าแอดซ้ำ

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ออกแบบ Funnel วัด ROAS ร้านค้าออนไลน์ตั้งแต่คลิกแรกจนถึงโอนเงิน

ออกแบบ Funnel วัด ROAS ร้านค้าออนไลน์ตั้งแต่คลิกแรกจนถึงโอนเงิน

ROAS ที่เห็นใน Ads Manager กับ ROAS ที่คำนวณจากเงินที่โอนเข้าบัญชีจริงมักไม่ตรงกัน เพราะช่องว่างระหว่างคลิก แชท และปิดการขายยังไม่ถูกวางเป็น Funnel ที่วัดได้ทุกจุด บทความนี้ไล่ทีละขั้นว่าจะวางยังไงให้ตัวเลขตรงกัน
ทำไม AOV ลูกค้าที่มาจาก LINE ในรายงาน Ads ถึงไม่ตรงกับยอดโอนจริง

ทำไม AOV ลูกค้าที่มาจาก LINE ในรายงาน Ads ถึงไม่ตรงกับยอดโอนจริง

AOV ที่คำนวณจากมูลค่าที่ส่งกลับไปให้แพลตฟอร์มโฆษณา กับ AOV ที่คำนวณจากยอดโอนจริงในบัญชี มักไม่เท่ากัน บทความนี้ไล่ดูว่าความต่างมาจากไหน และควรส่ง Conversion Value อะไรกลับไปถึงจะสะท้อนความจริง
วัด New Customer จาก LINE Ads เมื่อ Lead ใหม่ไม่ได้แปลว่าลูกค้าใหม่เสมอไป

วัด New Customer จาก LINE Ads เมื่อ Lead ใหม่ไม่ได้แปลว่าลูกค้าใหม่เสมอไป

ทีมการตลาดหลายร้านนับ Lead ใหม่ทุกคนที่ทักเข้ามาว่าเป็นลูกค้าใหม่ ทั้งที่บางคนคือลูกค้าเก่าที่เปลี่ยนบัญชี LINE บทความนี้อธิบายวิธีตรวจว่า Lead ใหม่จาก LINE Ads เป็นลูกค้าใหม่จริงกี่คน และควรผูกกับข้อมูล CRM แบบไหน