← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

คำนวณ Payback Period ของลูกค้าจาก LINE ก่อนตัดสินใจเพิ่มงบโฆษณา

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 06:56อัปเดต 12 ส.ค. 06:56อ่าน 2 นาที
คำนวณ Payback Period ของลูกค้าจาก LINE ก่อนตัดสินใจเพิ่มงบโฆษณา
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Payback Period คือระยะเวลาที่ธุรกิจใช้เพื่อได้ต้นทุนการหาลูกค้าคืนกลับมาจากกำไรขั้นต้นของลูกค้ารายนั้น คำนวณจาก CAC หารด้วยกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อเดือนของลูกค้า ยิ่งคืนทุนเร็ว ยิ่งมีความเสี่ยงต่ำในการขยายงบโฆษณาต่อ

เจ้าของธุรกิจรายหนึ่งตัดสินใจเพิ่มงบโฆษณาเข้า LINE เป็นสองเท่าเพราะเห็นว่ายอดขายรวมของเดือนนั้นเพิ่มขึ้น แต่พอผ่านไปสามเดือน กระแสเงินสดกลับตึงกว่าเดิม ทั้งที่ยอดขายยังดูดีอยู่ในรายงาน ปัญหาที่แท้จริงคือเขาไม่เคยคำนวณว่าต้นทุนที่จ่ายไปเพื่อได้ลูกค้าแต่ละรายมา จะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะได้เงินก้อนนั้นคืนมาจากกำไรของลูกค้ารายนั้นเอง

นี่คือสิ่งที่ Payback Period ช่วยตอบ มันไม่ใช่ตัวเลขที่บอกว่าธุรกิจกำไรหรือขาดทุนในภาพรวม แต่บอกว่าเงินที่จ่ายไปล่วงหน้าเพื่อหาลูกค้าหนึ่งราย จะกลับมาเป็นเงินสดในมือใช้เวลากี่เดือน ยิ่งใช้เวลานาน ธุรกิจยิ่งต้องมีเงินทุนสำรองมากขึ้นเพื่อรองรับช่วงที่ยังไม่คืนทุน

บทความนี้จะพาไปดูวิธีคำนวณ Payback Period ของลูกค้าที่มาจาก LINE ต้องใช้ข้อมูลอะไรบ้าง และทำไมตัวเลขนี้ถึงสำคัญกว่ายอดขายรวมเวลาตัดสินใจเพิ่มงบโฆษณา

Payback Period คืออะไร ต่างจากกำไรรวมอย่างไร

Payback Period คำนวณจากต้นทุนการหาลูกค้าหนึ่งราย หรือ CAC หารด้วยกำไรขั้นต้นเฉลี่ยที่ลูกค้ารายนั้นสร้างให้ธุรกิจต่อเดือน ผลลัพธ์ที่ได้คือจำนวนเดือนที่ต้องรอกว่าเงินที่จ่ายไปล่วงหน้าจะกลับมาเป็นเงินสดในมือครบตามจำนวนที่จ่ายไป เช่น ถ้า CAC อยู่ที่ 1,200 บาทต่อราย และลูกค้าสร้างกำไรขั้นต้นเฉลี่ย 400 บาทต่อเดือน Payback Period ก็จะอยู่ที่ประมาณ 3 เดือน

ความต่างสำคัญระหว่าง Payback Period กับกำไรรวมคือ กำไรรวมมองภาพทั้งธุรกิจในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ Payback Period มองที่ 'จังหวะเวลา' ของเงินสด ธุรกิจอาจมีกำไรรวมเป็นบวกในรายงาน แต่ถ้า Payback Period ยาวเกินไป ก็อาจเจอปัญหาเงินสดขาดมือระหว่างทาง เพราะต้องจ่ายค่าโฆษณาล่วงหน้าไปก่อนที่จะได้เงินคืนจากลูกค้าครบ

ข้อมูลที่ต้องมีก่อนคำนวณ Payback Period ให้แม่นยำ

การคำนวณ Payback Period ให้น่าเชื่อถือต้องมีข้อมูลอย่างน้อยตามตารางนี้:

ข้อมูลใช้ทำอะไรในการคำนวณ
ต้นทุนการหาลูกค้าต่อราย (CAC)เป็นตัวตั้งที่ต้องหาว่าจะคืนทุนเมื่อไหร่
ราคาขายและต้นทุนสินค้าต่อออเดอร์ใช้คำนวณกำไรขั้นต้นต่อออเดอร์
ความถี่ในการซื้อซ้ำต่อเดือนใช้แปลงกำไรขั้นต้นต่อออเดอร์เป็นกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อเดือน
ค่าใช้จ่ายดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องป้องกันการคำนวณกำไรขั้นต้นสูงเกินจริง

คำนวณ CAC ของลูกค้าที่มาจาก LINE อย่างครบถ้วน

CAC ที่ใช้ในการคำนวณ Payback Period ต้องรวมต้นทุนทุกส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้ลูกค้ามาจริง ไม่ใช่แค่งบโฆษณาอย่างเดียว ควรรวมค่าแอดมินที่ใช้เวลาตอบแชทจนปิดการขาย ค่าคอมมิชชันถ้ามี และค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการขายผ่าน LINE โดยตรง ถ้าคำนวณ CAC ต่ำเกินจริงเพราะลืมรวมต้นทุนบางส่วน Payback Period ที่ได้ก็จะดูดีเกินความเป็นจริงตามไปด้วย

อีกจุดที่ควรระวังคือการเฉลี่ย CAC รวมทุกแคมเปญเป็นตัวเลขเดียว ทั้งที่แต่ละแคมเปญอาจมี CAC ต่างกันมาก ถ้าธุรกิจมีทั้งแคมเปญรีทาร์เก็ตที่ CAC ต่ำ และแคมเปญกว้างที่ CAC สูง การเฉลี่ยรวมกันจะทำให้เห็นภาพ Payback Period ที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงของแต่ละกลุ่มลูกค้า ควรแยกคำนวณตามแคมเปญเพื่อเห็นภาพที่ชัดเจนกว่า

ใช้กำไรขั้นต้น ไม่ใช่ยอดขายรวม ในการคำนวณระยะเวลาคืนทุน

ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือเอายอดขายรวมมาคำนวณ Payback Period แทนที่จะใช้กำไรขั้นต้น ทำให้ตัวเลขที่ได้ดูดีเกินจริงมาก เพราะยอดขายรวมยังไม่ได้หักต้นทุนสินค้าหรือค่าใช้จ่ายอื่นออกเลย ธุรกิจที่มีมาร์จิ้นบางจะเห็นภาพผิดเพี้ยนมากเป็นพิเศษถ้าใช้ยอดขายรวมแทนกำไรขั้นต้น เพราะจริง ๆ แล้วเงินที่เหลือกลับมาใช้คืนต้นทุนโฆษณาได้จริงมีน้อยกว่ายอดขายที่เห็นมาก

การใช้กำไรขั้นต้นแทนยอดขายรวมทำให้เห็นภาพที่ตรงกับความจริงมากขึ้นว่า เงินที่หมุนกลับมาใช้คืนต้นทุนการโฆษณาได้จริงมีเท่าไหร่ในแต่ละเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง Contribution Margin ที่ใช้ในการประเมินความคุ้มค่าของแคมเปญโฆษณาโดยรวมด้วยเช่นกัน ทีมบัญชีและทีมการตลาดจึงควรใช้ตัวเลขกำไรขั้นต้นชุดเดียวกันในการคำนวณ ไม่ใช่ต่างฝ่ายต่างประมาณการคนละตัวเลขกัน

ทำไม Payback Period ถึงสำคัญกว่ายอดขายรวมเวลาตัดสินใจเพิ่มงบ

ยอดขายรวมที่เพิ่มขึ้นอาจไม่ได้แปลว่าธุรกิจพร้อมเพิ่มงบโฆษณาเสมอไป เพราะถ้า Payback Period ยาวเกินกว่ากระแสเงินสดที่ธุรกิจมีสำรองไว้ การเพิ่มงบโฆษณาอาจทำให้ธุรกิจขาดสภาพคล่องระหว่างทาง แม้สุดท้ายแล้วลูกค้าแต่ละรายจะทำกำไรคืนให้ธุรกิจได้ในระยะยาวก็ตาม เจ้าของธุรกิจในตัวอย่างต้นบทความคือกรณีทั่วไปที่เกิดขึ้นได้เมื่อไม่เคยดูตัวเลขนี้มาก่อนตัดสินใจ

ธุรกิจที่มีเงินทุนสำรองจำกัด ควรให้ความสำคัญกับ Payback Period ที่สั้นมากกว่าธุรกิจที่มีเงินทุนสำรองมาก เพราะยิ่ง Payback Period สั้น ความเสี่ยงด้านกระแสเงินสดจากการขยายงบโฆษณาก็ยิ่งต่ำลง ควรตั้งเกณฑ์ Payback Period ที่ยอมรับได้ของธุรกิจตัวเองไว้ล่วงหน้า แทนการตัดสินใจเพิ่มงบเพราะเห็นแค่ยอดขายรวมที่ดูดีในเดือนนั้น เกณฑ์นี้ควรทบทวนใหม่เมื่อสถานะเงินทุนสำรองของธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน

ติดตาม Payback Period ต่อเนื่อง ไม่ใช่คำนวณครั้งเดียวแล้วจบ

Payback Period ไม่ใช่ตัวเลขที่คงที่ตลอดไป มันเปลี่ยนแปลงได้ตามต้นทุนโฆษณาที่ผันผวน พฤติกรรมการซื้อซ้ำของลูกค้าที่เปลี่ยนไป หรือการปรับราคาสินค้า ธุรกิจควรคำนวณตัวเลขนี้เป็นรอบสม่ำเสมอ เช่นทุกไตรมาส แทนการคำนวณครั้งเดียวแล้วใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจไปตลอด

ถ้า Payback Period เริ่มยาวขึ้นเรื่อย ๆ ในหลายไตรมาสติดต่อกัน เป็นสัญญาณว่าควรกลับไปทบทวนว่าเกิดจาก CAC ที่สูงขึ้น กำไรขั้นต้นต่อลูกค้าที่ลดลง หรือความถี่ในการซื้อซ้ำที่น้อยลง เพื่อแก้ที่ต้นเหตุ ไม่ใช่แค่ลดงบโฆษณาลงทั้งหมดโดยไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง

ตัวอย่างสมมติ เปรียบเทียบสองแคมเปญที่มี Payback Period ต่างกัน

ลองพิจารณาตัวอย่างสมมติของสองแคมเปญที่ยิงแอดเข้า LINE พร้อมกัน แคมเปญแรกมี CAC อยู่ที่ 900 บาทต่อราย และลูกค้าสร้างกำไรขั้นต้นเฉลี่ย 450 บาทต่อเดือน ทำให้ Payback Period อยู่ที่ประมาณ 2 เดือน ส่วนแคมเปญที่สองมี CAC ต่ำกว่าที่ 600 บาทต่อราย แต่ลูกค้าสร้างกำไรขั้นต้นเฉลี่ยเพียง 150 บาทต่อเดือน ทำให้ Payback Period ยาวถึง 4 เดือน ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบกรอบวิเคราะห์เท่านั้น ไม่ใช่ค่าที่รับประกันว่าธุรกิจใดจะได้ผลลัพธ์เดียวกัน

แม้แคมเปญที่สองจะดูน่าสนใจกว่าเพราะ CAC ต่ำกว่า แต่ถ้าธุรกิจมีเงินทุนสำรองจำกัด การเลือกขยายงบให้แคมเปญแรกที่คืนทุนเร็วกว่าอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าในระยะสั้น แม้ต้นทุนต่อรายจะสูงกว่าก็ตาม ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า CAC ที่ต่ำกว่าไม่ได้แปลว่าคุ้มค่ากว่าเสมอไป ถ้าไม่ดูควบคู่กับ Payback Period ด้วย ธุรกิจที่มีเงินทุนสำรองมากพอ อาจเลือกกระจายงบไปทั้งสองแคมเปญแล้วติดตามผลต่อเนื่องอีกสองสามเดือน แทนการเทงบไปทางใดทางหนึ่งทั้งหมดตั้งแต่ครั้งแรก

ตัวอย่างสมมตินี้ยังชี้ให้เห็นด้วยว่าการตัดสินใจเรื่องงบโฆษณาไม่ควรอิงจากตัวเลขเดียวเพียงตัวเดียว ไม่ว่าจะเป็น CAC ที่ต่ำ หรือ Payback Period ที่สั้น แต่ควรพิจารณาทั้งสองตัวเลขประกอบกัน พร้อมกับดูสภาพคล่องปัจจุบันของธุรกิจว่าจะรองรับความเสี่ยงระดับไหนได้บ้างก่อนตัดสินใจเทงบเพิ่มให้แคมเปญใดแคมเปญหนึ่ง

linli ช่วยตรงไหน และธุรกิจยังต้องคำนวณเองส่วนไหน

ระบบอย่าง linli ช่วยเก็บข้อมูลว่าลูกค้าแต่ละรายมาจากแคมเปญไหน มีประวัติการสั่งซื้อซ้ำอย่างไร ทำให้การรวบรวมข้อมูลไปคำนวณ CAC และความถี่การซื้อซ้ำทำได้ง่ายขึ้นกว่าการไล่เปิดดูทีละราย แต่ตัวเลขกำไรขั้นต้นและต้นทุนสินค้ายังต้องดึงมาจากระบบบัญชีหรือระบบขายของธุรกิจเองอยู่ดี ระบบติดตาม Lead ไม่สามารถคำนวณ Payback Period ให้ครบถ้วนได้โดยลำพัง

สิ่งที่ธุรกิจควรทำต่อคือกำหนดเกณฑ์ Payback Period ที่ยอมรับได้ของตัวเองไว้ล่วงหน้า แล้วใช้เป็นเงื่อนไขก่อนตัดสินใจเพิ่มงบโฆษณาทุกครั้ง แทนการดูแค่ยอดขายรวมที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว

สรุป

Payback Period บอกว่าเงินที่จ่ายไปเพื่อหาลูกค้าหนึ่งรายจะกลับมาเป็นเงินสดในมือใช้เวลากี่เดือน คำนวณจาก CAC หารด้วยกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อเดือนของลูกค้า ไม่ใช่ตัวเลขที่ดูจากยอดขายรวมเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้คือรวบรวมข้อมูล CAC กำไรขั้นต้น และความถี่การซื้อซ้ำให้ครบ แล้วกำหนดเกณฑ์ Payback Period ที่ยอมรับได้ของธุรกิจตัวเองไว้ล่วงหน้า ก่อนตัดสินใจเพิ่มงบโฆษณาครั้งต่อไป โดยเฉพาะเมื่อต้องเลือกระหว่างหลายแคมเปญที่มี CAC และกำไรขั้นต้นต่างกัน

  • Payback Period คำนวณจาก CAC หารด้วยกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อเดือนของลูกค้า ไม่ใช่ยอดขายรวม
  • ต้องรวมต้นทุนแอดมินและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องเข้าไปใน CAC ไม่ใช่แค่งบโฆษณาอย่างเดียว
  • ธุรกิจที่มีเงินทุนสำรองน้อยควรให้ความสำคัญกับ Payback Period สั้นมากกว่าธุรกิจที่มีเงินทุนสำรองมาก
  • ติดตาม Payback Period เป็นรอบสม่ำเสมอ เพื่อจับสัญญาณตั้งแต่เนิ่น ๆ ถ้าตัวเลขเริ่มยาวขึ้นเรื่อย ๆ

คำถามที่พบบ่อย

Payback Period กี่เดือนถึงถือว่าดี

ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการรองรับกระแสเงินสดของแต่ละธุรกิจ ธุรกิจที่มีเงินทุนสำรองน้อยควรตั้งเกณฑ์ที่สั้นกว่าธุรกิจที่มีเงินทุนสำรองมาก ควรกำหนดเกณฑ์ของตัวเองแทนการยึดตัวเลขจากธุรกิจอื่น

ต้องรวมเงินเดือนแอดมินเข้าไปใน CAC ด้วยไหม

ควรรวมในสัดส่วนที่เกี่ยวข้องกับการหาลูกค้าจริง เช่นเวลาที่แอดมินใช้ตอบแชทจนปิดการขาย ถ้าไม่รวมต้นทุนส่วนนี้เลย CAC ที่คำนวณได้จะต่ำเกินจริงและทำให้ Payback Period ดูดีกว่าความเป็นจริง

ลูกค้าที่ยังไม่ซื้อซ้ำเลย คำนวณ Payback Period ได้ไหม

คำนวณได้จากกำไรขั้นต้นของออเดอร์แรกเพียงอย่างเดียวก่อน แล้วปรับปรุงตัวเลขใหม่เมื่อมีข้อมูลการซื้อซ้ำมากขึ้น ไม่ควรสมมติอัตราการซื้อซ้ำล่วงหน้าโดยไม่มีข้อมูลรองรับ

Payback Period ต่างจาก ROAS อย่างไร

ROAS วัดอัตราส่วนรายได้ต่อค่าโฆษณาในภาพรวม ส่วน Payback Period วัดระยะเวลาที่ใช้กว่าจะได้ต้นทุนคืนจากกำไรขั้นต้นของลูกค้ารายนั้น ทั้งสองตัวเลขเสริมกันได้ แต่ตอบคำถามคนละมุม

ควรคำนวณ Payback Period แยกตามแคมเปญไหม

ควรแยกถ้าแต่ละแคมเปญมี CAC หรือคุณภาพลูกค้าต่างกันมาก การคำนวณรวมทุกแคมเปญเป็นตัวเลขเดียวอาจทำให้มองไม่เห็นว่าแคมเปญไหนที่คืนทุนเร็วและควรได้รับงบเพิ่ม

linli คำนวณ Payback Period ให้อัตโนมัติเลยไหม

linli ช่วยรวบรวมข้อมูลแหล่งที่มาของลูกค้าและประวัติการสั่งซื้อซ้ำให้อยู่ในที่เดียวกัน แต่การคำนวณกำไรขั้นต้นและสรุปเป็น Payback Period ยังต้องอาศัยข้อมูลต้นทุนจากระบบบัญชีของธุรกิจประกอบด้วย เพราะระบบติดตาม Lead โดยทั่วไปไม่มีข้อมูลต้นทุนสินค้าหรือค่าใช้จ่ายดำเนินการอื่นที่จำเป็นต่อการคำนวณกำไรขั้นต้นให้ครบถ้วน ตัวเลขตัวอย่างในบทความนี้เป็นข้อมูลสมมติเพื่อประกอบกรอบวิเคราะห์เท่านั้น ควรคำนวณ CAC และกำไรขั้นต้นจากข้อมูลจริงของธุรกิจตัวเองเสมอ แล้วตั้งเกณฑ์ Payback Period ที่เหมาะสมกับสภาพคล่องของธุรกิจโดยเฉพาะ

ลองตรวจด้วยตัวเอง

LTV / CAC Calculator

ใส่ตัวเลขธุรกิจของคุณ แล้วดู CAC, LTV:CAC และระยะเวลาคืนทุนต่อลูกค้าหนึ่งราย

คำนวณ LTV:CAC

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

วัด LTV แบบนับเฉพาะออเดอร์แรก กับนับทุกออเดอร์ซ้ำ ต่างกันตรงไหน

วัด LTV แบบนับเฉพาะออเดอร์แรก กับนับทุกออเดอร์ซ้ำ ต่างกันตรงไหน

ธุรกิจหลายรายคำนวณ LTV ของลูกค้าที่มาจาก LINE โดยดูแค่ออเดอร์แรก ทำให้ประเมินมูลค่าลูกค้าต่ำกว่าความเป็นจริง หรือบางรายรวมทุกออเดอร์แบบไม่มีกรอบเวลาจนตัวเลขสูงเกินจริง
ธุรกิจสมาชิกรายเดือนที่รายได้หลักมาจากการต่ออายุ ข้อมูลแชท LINE บอกสัญญาณเลิกเป็นสมาชิกได้ก่อนใคร

ธุรกิจสมาชิกรายเดือนที่รายได้หลักมาจากการต่ออายุ ข้อมูลแชท LINE บอกสัญญาณเลิกเป็นสมาชิกได้ก่อนใคร

ธุรกิจแบบสมาชิกรายเดือนอยู่รอดได้เพราะอัตราการต่ออายุ แต่ส่วนใหญ่รู้ว่าสมาชิกจะเลิกก็ต่อเมื่อเขากดยกเลิกไปแล้ว บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าประวัติแชทใน LINE มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าซ่อนอยู่ ถ้ารู้จักอ่านให้ออกก่อนสาย
Marginal ROAS: จุดที่เพิ่มงบแล้วยอดขายเริ่มโตช้าลง และควรหยุดตรงไหน

Marginal ROAS: จุดที่เพิ่มงบแล้วยอดขายเริ่มโตช้าลง และควรหยุดตรงไหน

เพิ่มงบโฆษณาแล้ว ROAS เฉลี่ยยังดูดีอยู่ แต่ยอดขายที่ได้เพิ่มมาจริงกลับน้อยลงเรื่อย ๆ บทความนี้อธิบาย marginal ROAS และวิธีหาจุดจัดงบที่คุ้มที่สุด