ROAS ภาพรวมของร้านดูดีมาก แต่บาง SKU ขาดทุนแบบไม่มีใครรู้ วิธีตรวจ ROAS ระดับสินค้าก่อนเพิ่มงบ

สรุปสั้น ๆ
ROAS รวมของร้านที่ดูดีอาจเป็นค่าเฉลี่ยที่ซ่อนสินค้าบางตัวขาดทุนหนักไว้ข้างใต้ตัวสินค้าขายดีตัวอื่นที่ทำกำไรสูง ก่อนเพิ่มงบทั้งร้าน ต้องแยกคำนวณ ROAS เป็นรายสินค้าหรือรายหมวดหมู่ก่อน เพื่อรู้ว่าเงินที่เพิ่มไปจะไปเลี้ยงสินค้าที่คุ้มค่าจริงหรือไปเพิ่มยอดขายสินค้าที่ขาดทุนให้มากขึ้น
ร้านขายเครื่องสำอางออนไลน์ที่มีสินค้าในสต๊อกกว่า 40 SKU รายงาน ROAS รวมของบัญชีแอดอยู่ที่ 4.2 เท่า ซึ่งดูเป็นตัวเลขที่น่าพอใจมากสำหรับเจ้าของร้าน จนตัดสินใจเพิ่มงบโฆษณาทั้งบัญชีขึ้นอีก 50% โดยไม่ได้แยกดูรายละเอียดว่า ROAS ตัวนี้มาจากสินค้าตัวไหนบ้าง
หลังเพิ่มงบไปหนึ่งเดือน ROAS รวมกลับลดลงเหลือ 2.8 เท่า ทั้งที่ยังใช้ครีเอทีฟและกลุ่มเป้าหมายเดิม พอลองแกะข้อมูลแยกรายสินค้าย้อนหลัง ถึงได้พบว่าจริง ๆ แล้วมีเซรั่มตัวหนึ่งที่ ROAS สูงถึง 9 เท่า ในขณะที่ครีมกันแดดอีกตัวมี ROAS แค่ 1.1 เท่าซึ่งแทบไม่คุ้มทุนค่าโฆษณาเลย ตัวเลขรวมที่ดูดีจึงเป็นแค่ค่าเฉลี่ยที่บังตาไว้
พอเพิ่มงบทั้งบัญชีแบบไม่แยก สัดส่วนงบที่ไปตกกับครีมกันแดดตัวที่ขาดทุนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ ROAS รวมทรุดลงทันที บทความนี้จะพาดูวิธีแยก ROAS ระดับ SKU เพื่อไม่ให้ตกหลุมพรางแบบนี้ซ้ำ
ทำไม ROAS เฉลี่ยรวมถึงบังตาปัญหาของสินค้าบางตัว
ROAS ที่รายงานในระดับบัญชีหรือแคมเปญ เป็นผลรวมของยอดขายทั้งหมดหารด้วยงบโฆษณาทั้งหมด ถ้าร้านขายสินค้าหลายตัวพร้อมกันในแคมเปญเดียว ตัวเลขนี้จะเป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามงบที่แต่ละสินค้าได้รับ สินค้าที่ทำกำไรสูงมากตัวเดียวสามารถดึงค่าเฉลี่ยรวมให้ดูดีได้ แม้สินค้าตัวอื่นจะขาดทุนอยู่ก็ตาม
ปัญหาคือเมื่อเพิ่มงบทั้งบัญชี ระบบโฆษณาไม่ได้รู้ว่าเราอยากให้เพิ่มงบเฉพาะสินค้าที่ทำกำไร มันแค่กระจายงบตามอัลกอริทึมของตัวเอง ซึ่งอาจกระจายเพิ่มไปให้สินค้าที่ขาดทุนมากขึ้นถ้าสินค้านั้นมีอัตราคลิกหรือมีคนสนใจเยอะกว่า ทั้งที่ไม่ได้แปลว่าคุ้มค่าทางธุรกิจ ตัวเลขROAS แบบผสมรวมทุกช่องทางยิ่งทำให้มองไม่เห็นปัญหานี้ชัดขึ้นไปอีก
วิธีแยกคำนวณ ROAS เป็นรายสินค้าเมื่อยิงแอดรวมหลาย SKU ในแคมเปญเดียว
- ดึงยอดขายจริงแยกตาม SKU จากระบบหลังบ้านร้านหรือระบบขายของ
- แยกงบโฆษณาตามสัดส่วนที่แต่ละสินค้าปรากฏในโฆษณา หรือถ้ายิงแยกแอดเซ็ตต่อสินค้าอยู่แล้วให้ใช้งบจริงของแต่ละแอดเซ็ต
- คำนวณ ROAS แยกเป็นตารางรายสินค้า ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขรวม
- จัดอันดับสินค้าจาก ROAS สูงไปต่ำ เพื่อดูว่าตัวไหนควรได้งบเพิ่ม ตัวไหนควรลดหรือหยุดโปรโมท
ตัวอย่างตารางเปรียบเทียบ ROAS รายสินค้าที่ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น
จากตารางนี้จะเห็นว่าถ้าเพิ่มงบรวมทั้งบัญชี 50% แบบไม่แยก สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจะกระจายไปตามน้ำหนักงบเดิม ซึ่งครีมกันแดดที่ ROAS แค่ 1.1 เท่าจะได้งบเพิ่มมากที่สุดเพราะมีสัดส่วนงบเดิมสูงสุด นี่คือสาเหตุที่ ROAS รวมทรุดลงหลังเพิ่มงบ
| สินค้า | งบโฆษณาโดยประมาณ | ROAS | ควรทำอย่างไร |
|---|---|---|---|
| เซรั่มบำรุงผิว | 30% ของงบรวม | 9.0 เท่า | เพิ่มงบเฉพาะตัวนี้ก่อนตัวอื่น |
| ครีมกันแดด | 40% ของงบรวม | 1.1 เท่า | ลดงบหรือปรับข้อความโฆษณาใหม่ทั้งหมด |
| โลชั่นบำรุงผิวกาย | 30% ของงบรวม | 3.5 เท่า | คงงบเดิม ติดตามผลต่อเนื่อง |
ควรแยกแคมเปญตามสินค้าเลยไหม หรือใช้วิธีอื่น
ถ้าสินค้าที่ ROAS ต่างกันมากอยู่ในแคมเปญเดียวกันมาตลอด การแยกเป็นแคมเปญหรือแอดเซ็ตเฉพาะสินค้าที่ทำกำไรดีจะช่วยให้ควบคุมงบได้ตรงจุดกว่า แม้จะต้องดูแลจัดการหลายแคมเปญมากขึ้น แต่แลกกับความสามารถในการตัดสินใจที่แม่นยำกว่าคุ้มค่ากว่ามากในระยะยาว
สำหรับร้านที่มี SKU จำนวนมากจนแยกทุกตัวไม่ไหว อย่างน้อยควรจัดกลุ่มสินค้าเป็นหมวดหมู่กว้าง ๆ ตามมาร์จิ้นกำไร เช่น กลุ่มมาร์จิ้นสูง กลุ่มมาร์จิ้นกลาง กลุ่มมาร์จิ้นต่ำ แล้วแยกแคมเปญตามกลุ่มนี้แทนการแยกทีละ SKU
อย่าดูแค่ ROAS อย่างเดียว มาร์จิ้นกำไรของแต่ละสินค้าก็สำคัญไม่แพ้กัน
สินค้าที่ ROAS สูงไม่ได้แปลว่าทำกำไรสุทธิสูงเสมอไป เพราะสินค้าบางตัวมีมาร์จิ้นกำไรต่ำมากตั้งแต่ต้น แม้ ROAS จะดูดี แต่กำไรที่เหลือจริงหลังหักต้นทุนสินค้าอาจน้อยกว่าสินค้าที่ ROAS ต่ำกว่าแต่มาร์จิ้นสูงกว่า การตัดสินใจเพิ่มงบควรดูควบคู่กันทั้งสองตัวเลข ไม่ใช่ดูแค่ ROAS อย่างเดียว
วิธีที่แม่นยำกว่าคือคำนวณเป็น 'กำไรสุทธิต่อบาทที่ใช้ยิงแอด' แทน ROAS เฉย ๆ เพราะตัวเลขนี้สะท้อนความคุ้มค่าทางธุรกิจจริงมากกว่า และมักเปลี่ยนอันดับความสำคัญของสินค้าไปจากที่ ROAS อย่างเดียวบอกไว้ การดูตัวเลขกำไรส่วนเกินหลังหักต้นทุนโฆษณาควบคู่กันช่วยให้ตัดสินใจได้ครบมิติกว่า
ควรทำการแยกวิเคราะห์ ROAS ระดับ SKU บ่อยแค่ไหน
สำหรับร้านที่มีสินค้าหมุนเวียนบ่อยหรือมีโปรโมชั่นเปลี่ยนราคาบ่อย ควรทำการแยกวิเคราะห์นี้อย่างน้อยเดือนละครั้ง เพราะ ROAS ของแต่ละสินค้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้เร็วตามฤดูกาลหรือสต๊อกที่มี ส่วนร้านที่สินค้านิ่งไม่ค่อยเปลี่ยน อาจทำเป็นรายไตรมาสก็เพียงพอ แต่ไม่ควรปล่อยผ่านไปเกินสามเดือนโดยไม่ตรวจเลย เพราะจะพลาดจังหวะปรับงบตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด การมีแดชบอร์ดกำไรรายสินค้าที่อัปเดตอัตโนมัติช่วยลดเวลาที่ต้องเสียไปกับการรวบรวมข้อมูลด้วยมือทุกรอบ
สินค้า ROAS ต่ำบางตัวอาจมีบทบาทดึงคนเข้าร้านที่ตัวเลขไม่แสดงให้เห็น
ก่อนตัดงบสินค้าที่ ROAS ต่ำทันที ควรพิจารณาด้วยว่าสินค้านั้นมีบทบาท 'halo effect' หรือไม่ เช่น ครีมกันแดดในเคสของร้านเครื่องสำอางอาจเป็นสินค้าที่ดึงลูกค้าใหม่เข้ามารู้จักร้านเป็นครั้งแรกเพราะราคาย่อมเยาและเป็นที่นิยม แม้ ROAS ของตัวมันเองจะต่ำ แต่ลูกค้าที่ซื้อครีมกันแดดหลายคนอาจกลับมาซื้อเซรั่มราคาสูงในภายหลัง
วิธีตรวจสอบบทบาทนี้คือดูว่าลูกค้าที่ซื้อสินค้า ROAS ต่ำเป็นสินค้าชิ้นแรก มีอัตราการกลับมาซื้อสินค้าอื่นเพิ่มในอีก 1-2 เดือนถัดไปสูงกว่าลูกค้าทั่วไปหรือไม่ ถ้าใช่ การตัดงบสินค้านั้นทันทีอาจตัดโอกาสในการหาลูกค้าใหม่ทิ้งไปด้วยโดยไม่รู้ตัว
ROAS รายสินค้าที่เปลี่ยนตามฤดูกาล ต้องอ่านแยกจากปัญหาแคมเปญ
ร้านที่ขายสินค้าตามฤดูกาล เช่น เสื้อกันหนาวหรือของเล่นชายหาด มักเห็น ROAS รายสินค้าพุ่งขึ้นและตกลงตามฤดูโดยไม่เกี่ยวกับคุณภาพแคมเปญเลย เคสหนึ่งที่พบคือร้านขายอุปกรณ์ปิกนิกที่ ROAS ของเต็นท์พับตกลงจาก 6 เท่าเหลือ 1.8 เท่าในเดือนที่ฝนตกชุก ทีมการตลาดเกือบตัดงบสินค้านี้ทั้งหมดโดยคิดว่าแคมเปญเสื่อมประสิทธิภาพ แต่เมื่อเทียบกับข้อมูลปีก่อนหน้าในช่วงเดียวกันพบว่า ROAS ตกลงในลักษณะเดียวกันทุกปี
วิธีป้องกันการตัดสินใจผิดพลาดคือเก็บข้อมูล ROAS รายสินค้าแยกตามเดือนย้อนหลังอย่างน้อย 1 ปี แล้วเทียบเดือนต่อเดือนกับปีก่อนแทนการเทียบกับเดือนก่อนหน้าเพียงอย่างเดียว วิธีนี้ช่วยแยกได้ชัดว่า ROAS ที่ตกลงมาจากฤดูกาลตามปกติ หรือมาจากปัญหาจริงของแคมเปญที่ควรแก้ไข
อีกกรณีที่พบบ่อยคือสินค้าที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ ROAS มักต่ำในช่วงแรกเพราะยังไม่มีรีวิวหรือความน่าเชื่อถือสะสม แต่จะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อมีลูกค้าซื้อไปใช้จริงและพูดถึงในแชท การรีบตัดงบสินค้าใหม่ตั้งแต่เดือนแรกโดยเทียบกับสินค้าขายดีที่อยู่ในตลาดมานานจึงเป็นการเทียบที่ไม่ยุติธรรม ควรให้เวลาสินค้าใหม่อย่างน้อย 2-3 เดือนก่อนตัดสินใจ
การตั้งเกณฑ์ระยะเวลาผ่อนผันแบบนี้ควรเขียนเป็นกติกาไว้ล่วงหน้าให้ทั้งทีมรับรู้ตรงกัน เพื่อไม่ให้การตัดสินใจตัดงบสินค้าใหม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของคนที่ดูแลบัญชีโฆษณาในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งอาจใจร้อนไม่เท่ากัน
สรุป
ROAS รวมที่ดูดีในระดับบัญชีหรือแคมเปญ อาจเป็นแค่ค่าเฉลี่ยที่บังตาปัญหาของสินค้าบางตัวที่ขาดทุนอยู่ข้างใต้ ถ้าไม่แยกดูเป็นรายสินค้าก่อนตัดสินใจเพิ่มงบ ความเสี่ยงคือเงินที่เพิ่มไปอาจไปเลี้ยงสินค้าที่ขาดทุนมากขึ้นแทนที่จะไปเลี้ยงสินค้าที่ทำกำไรจริง
การแยกวิเคราะห์ ROAS ระดับ SKU ไม่ใช่งานที่ซับซ้อนเกินไปสำหรับร้านส่วนใหญ่ แค่ต้องมีวินัยในการดึงข้อมูลยอดขายแยกตามสินค้ามาเทียบกับงบโฆษณาเป็นประจำ ซึ่งคุ้มค่ากับเวลาที่ใช้เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่จะเพิ่มงบผิดทิศทาง
- แยกคำนวณ ROAS เป็นรายสินค้าหรือรายกลุ่มมาร์จิ้น ก่อนตัดสินใจเพิ่มงบทั้งบัญชี
- ดูกำไรสุทธิต่อบาทโฆษณาควบคู่กับ ROAS เพราะสองตัวเลขนี้อาจบอกอันดับความสำคัญของสินค้าต่างกัน
- ทำการแยกวิเคราะห์นี้เป็นประจำอย่างน้อยเดือนละครั้งสำหรับร้านที่สินค้าหมุนเวียนเร็ว
คำถามที่พบบ่อย
ถ้ายิงแอดรวมหลายสินค้าในแคมเปญเดียว จะแยก ROAS รายสินค้าได้แม่นแค่ไหน
ความแม่นยำขึ้นอยู่กับว่าแยกงบโฆษณาตามสัดส่วนการแสดงผลของแต่ละสินค้าได้ดีแค่ไหน ถ้าแพลตฟอร์มให้ข้อมูลระดับสินค้าในโฆษณาแบบไดนามิก จะแม่นยำกว่าการประมาณเอาเอง
ควรหยุดโปรโมทสินค้าที่ ROAS ต่ำทันทีไหม
ไม่จำเป็นต้องหยุดทันที ควรดูก่อนว่าสินค้านั้นมีบทบาทอื่นในธุรกิจไหม เช่น เป็นสินค้าดึงลูกค้าใหม่หรือสินค้าที่ช่วยขายพ่วงสินค้าอื่น ก่อนตัดสินใจลดหรือหยุดงบ
กำไรสุทธิต่อบาทโฆษณา ต่างจาก ROAS อย่างไร
ROAS คำนวณจากยอดขายหารงบโฆษณา ในขณะที่กำไรสุทธิต่อบาทโฆษณาคำนวณจากกำไรหลังหักต้นทุนสินค้าแล้วหารงบโฆษณา ตัวหลังสะท้อนความคุ้มค่าทางธุรกิจจริงกว่า
ร้านที่มี SKU เยอะมากเป็นร้อยตัว จำเป็นต้องแยกวิเคราะห์ทุกตัวไหม
ไม่จำเป็น ควรเริ่มจากการจัดกลุ่มสินค้าตามมาร์จิ้นกำไรหรือหมวดหมู่ก่อน แล้วแยกวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มที่มีงบโฆษณาสูงสุดก่อนเป็นอันดับแรก
ควรใช้ตัวเลขช่วงเวลาไหนในการคำนวณ ROAS รายสินค้าให้แม่นยำ
ควรใช้ช่วงเวลาที่ยาวพอจะเห็นแนวโน้มจริง เช่นอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพราะช่วงสั้นเกินไปอาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนรายวันที่ไม่ได้สะท้อนภาพจริง
ลองตรวจด้วยตัวเอง
เครื่องคำนวณ ROI โฆษณาเข้า LINE
ใส่งบโฆษณากับตัวเลข Funnel ของคุณ แล้วดู ROAS, ROI และต้นทุนต่อลูกค้าจริง
คำนวณ ROI ฟรี →ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก
อ่านต่อแบบเจาะลึก
ทดลองวัดผลโฆษณาเข้า LINE ฟรี 14 วัน
สมัครแล้วสร้างโปรเจกต์ เชื่อม LINE ติดตั้ง Tracking แล้วเริ่มเห็น Funnel จาก Click ถึง Purchase ได้ทันที ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
เริ่มทดลองใช้ฟรี 14 วันบทความที่เกี่ยวข้อง

แคมเปญร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ ยอดทักไลน์เพิ่มขึ้นจริงหรือแค่กระแสช่วงนั้น วิธีตรวจก่อนตัดสินใจร่วมงานซ้ำ

ฟรีแลนซ์/ธุรกิจคนเดียวใช้ LINE ส่วนตัวรับลูกค้าจากแอด วัด Conversion ได้ไหมทั้งที่ไม่มี API
