← กลับไปหน้าบทความ
คู่มือ

ROAS ภาพรวมของร้านดูดีมาก แต่บาง SKU ขาดทุนแบบไม่มีใครรู้ วิธีตรวจ ROAS ระดับสินค้าก่อนเพิ่มงบ

ทีมบรรณาธิการ linli07 ก.ย. 07:43อัปเดต 07 ก.ย. 07:43อ่าน 2 นาที
ROAS ภาพรวมของร้านดูดีมาก แต่บาง SKU ขาดทุนแบบไม่มีใครรู้ วิธีตรวจ ROAS ระดับสินค้าก่อนเพิ่มงบ
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

ROAS รวมของร้านที่ดูดีอาจเป็นค่าเฉลี่ยที่ซ่อนสินค้าบางตัวขาดทุนหนักไว้ข้างใต้ตัวสินค้าขายดีตัวอื่นที่ทำกำไรสูง ก่อนเพิ่มงบทั้งร้าน ต้องแยกคำนวณ ROAS เป็นรายสินค้าหรือรายหมวดหมู่ก่อน เพื่อรู้ว่าเงินที่เพิ่มไปจะไปเลี้ยงสินค้าที่คุ้มค่าจริงหรือไปเพิ่มยอดขายสินค้าที่ขาดทุนให้มากขึ้น

ร้านขายเครื่องสำอางออนไลน์ที่มีสินค้าในสต๊อกกว่า 40 SKU รายงาน ROAS รวมของบัญชีแอดอยู่ที่ 4.2 เท่า ซึ่งดูเป็นตัวเลขที่น่าพอใจมากสำหรับเจ้าของร้าน จนตัดสินใจเพิ่มงบโฆษณาทั้งบัญชีขึ้นอีก 50% โดยไม่ได้แยกดูรายละเอียดว่า ROAS ตัวนี้มาจากสินค้าตัวไหนบ้าง

หลังเพิ่มงบไปหนึ่งเดือน ROAS รวมกลับลดลงเหลือ 2.8 เท่า ทั้งที่ยังใช้ครีเอทีฟและกลุ่มเป้าหมายเดิม พอลองแกะข้อมูลแยกรายสินค้าย้อนหลัง ถึงได้พบว่าจริง ๆ แล้วมีเซรั่มตัวหนึ่งที่ ROAS สูงถึง 9 เท่า ในขณะที่ครีมกันแดดอีกตัวมี ROAS แค่ 1.1 เท่าซึ่งแทบไม่คุ้มทุนค่าโฆษณาเลย ตัวเลขรวมที่ดูดีจึงเป็นแค่ค่าเฉลี่ยที่บังตาไว้

พอเพิ่มงบทั้งบัญชีแบบไม่แยก สัดส่วนงบที่ไปตกกับครีมกันแดดตัวที่ขาดทุนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ ROAS รวมทรุดลงทันที บทความนี้จะพาดูวิธีแยก ROAS ระดับ SKU เพื่อไม่ให้ตกหลุมพรางแบบนี้ซ้ำ

ทำไม ROAS เฉลี่ยรวมถึงบังตาปัญหาของสินค้าบางตัว

ROAS ที่รายงานในระดับบัญชีหรือแคมเปญ เป็นผลรวมของยอดขายทั้งหมดหารด้วยงบโฆษณาทั้งหมด ถ้าร้านขายสินค้าหลายตัวพร้อมกันในแคมเปญเดียว ตัวเลขนี้จะเป็นค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามงบที่แต่ละสินค้าได้รับ สินค้าที่ทำกำไรสูงมากตัวเดียวสามารถดึงค่าเฉลี่ยรวมให้ดูดีได้ แม้สินค้าตัวอื่นจะขาดทุนอยู่ก็ตาม

ปัญหาคือเมื่อเพิ่มงบทั้งบัญชี ระบบโฆษณาไม่ได้รู้ว่าเราอยากให้เพิ่มงบเฉพาะสินค้าที่ทำกำไร มันแค่กระจายงบตามอัลกอริทึมของตัวเอง ซึ่งอาจกระจายเพิ่มไปให้สินค้าที่ขาดทุนมากขึ้นถ้าสินค้านั้นมีอัตราคลิกหรือมีคนสนใจเยอะกว่า ทั้งที่ไม่ได้แปลว่าคุ้มค่าทางธุรกิจ ตัวเลขROAS แบบผสมรวมทุกช่องทางยิ่งทำให้มองไม่เห็นปัญหานี้ชัดขึ้นไปอีก

วิธีแยกคำนวณ ROAS เป็นรายสินค้าเมื่อยิงแอดรวมหลาย SKU ในแคมเปญเดียว

  1. ดึงยอดขายจริงแยกตาม SKU จากระบบหลังบ้านร้านหรือระบบขายของ
  2. แยกงบโฆษณาตามสัดส่วนที่แต่ละสินค้าปรากฏในโฆษณา หรือถ้ายิงแยกแอดเซ็ตต่อสินค้าอยู่แล้วให้ใช้งบจริงของแต่ละแอดเซ็ต
  3. คำนวณ ROAS แยกเป็นตารางรายสินค้า ไม่ใช่ดูแค่ตัวเลขรวม
  4. จัดอันดับสินค้าจาก ROAS สูงไปต่ำ เพื่อดูว่าตัวไหนควรได้งบเพิ่ม ตัวไหนควรลดหรือหยุดโปรโมท

ตัวอย่างตารางเปรียบเทียบ ROAS รายสินค้าที่ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้น

จากตารางนี้จะเห็นว่าถ้าเพิ่มงบรวมทั้งบัญชี 50% แบบไม่แยก สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจะกระจายไปตามน้ำหนักงบเดิม ซึ่งครีมกันแดดที่ ROAS แค่ 1.1 เท่าจะได้งบเพิ่มมากที่สุดเพราะมีสัดส่วนงบเดิมสูงสุด นี่คือสาเหตุที่ ROAS รวมทรุดลงหลังเพิ่มงบ

สินค้างบโฆษณาโดยประมาณROASควรทำอย่างไร
เซรั่มบำรุงผิว30% ของงบรวม9.0 เท่าเพิ่มงบเฉพาะตัวนี้ก่อนตัวอื่น
ครีมกันแดด40% ของงบรวม1.1 เท่าลดงบหรือปรับข้อความโฆษณาใหม่ทั้งหมด
โลชั่นบำรุงผิวกาย30% ของงบรวม3.5 เท่าคงงบเดิม ติดตามผลต่อเนื่อง

ควรแยกแคมเปญตามสินค้าเลยไหม หรือใช้วิธีอื่น

ถ้าสินค้าที่ ROAS ต่างกันมากอยู่ในแคมเปญเดียวกันมาตลอด การแยกเป็นแคมเปญหรือแอดเซ็ตเฉพาะสินค้าที่ทำกำไรดีจะช่วยให้ควบคุมงบได้ตรงจุดกว่า แม้จะต้องดูแลจัดการหลายแคมเปญมากขึ้น แต่แลกกับความสามารถในการตัดสินใจที่แม่นยำกว่าคุ้มค่ากว่ามากในระยะยาว

สำหรับร้านที่มี SKU จำนวนมากจนแยกทุกตัวไม่ไหว อย่างน้อยควรจัดกลุ่มสินค้าเป็นหมวดหมู่กว้าง ๆ ตามมาร์จิ้นกำไร เช่น กลุ่มมาร์จิ้นสูง กลุ่มมาร์จิ้นกลาง กลุ่มมาร์จิ้นต่ำ แล้วแยกแคมเปญตามกลุ่มนี้แทนการแยกทีละ SKU

อย่าดูแค่ ROAS อย่างเดียว มาร์จิ้นกำไรของแต่ละสินค้าก็สำคัญไม่แพ้กัน

สินค้าที่ ROAS สูงไม่ได้แปลว่าทำกำไรสุทธิสูงเสมอไป เพราะสินค้าบางตัวมีมาร์จิ้นกำไรต่ำมากตั้งแต่ต้น แม้ ROAS จะดูดี แต่กำไรที่เหลือจริงหลังหักต้นทุนสินค้าอาจน้อยกว่าสินค้าที่ ROAS ต่ำกว่าแต่มาร์จิ้นสูงกว่า การตัดสินใจเพิ่มงบควรดูควบคู่กันทั้งสองตัวเลข ไม่ใช่ดูแค่ ROAS อย่างเดียว

วิธีที่แม่นยำกว่าคือคำนวณเป็น 'กำไรสุทธิต่อบาทที่ใช้ยิงแอด' แทน ROAS เฉย ๆ เพราะตัวเลขนี้สะท้อนความคุ้มค่าทางธุรกิจจริงมากกว่า และมักเปลี่ยนอันดับความสำคัญของสินค้าไปจากที่ ROAS อย่างเดียวบอกไว้ การดูตัวเลขกำไรส่วนเกินหลังหักต้นทุนโฆษณาควบคู่กันช่วยให้ตัดสินใจได้ครบมิติกว่า

ควรทำการแยกวิเคราะห์ ROAS ระดับ SKU บ่อยแค่ไหน

สำหรับร้านที่มีสินค้าหมุนเวียนบ่อยหรือมีโปรโมชั่นเปลี่ยนราคาบ่อย ควรทำการแยกวิเคราะห์นี้อย่างน้อยเดือนละครั้ง เพราะ ROAS ของแต่ละสินค้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้เร็วตามฤดูกาลหรือสต๊อกที่มี ส่วนร้านที่สินค้านิ่งไม่ค่อยเปลี่ยน อาจทำเป็นรายไตรมาสก็เพียงพอ แต่ไม่ควรปล่อยผ่านไปเกินสามเดือนโดยไม่ตรวจเลย เพราะจะพลาดจังหวะปรับงบตามการเปลี่ยนแปลงของตลาด การมีแดชบอร์ดกำไรรายสินค้าที่อัปเดตอัตโนมัติช่วยลดเวลาที่ต้องเสียไปกับการรวบรวมข้อมูลด้วยมือทุกรอบ

สินค้า ROAS ต่ำบางตัวอาจมีบทบาทดึงคนเข้าร้านที่ตัวเลขไม่แสดงให้เห็น

ก่อนตัดงบสินค้าที่ ROAS ต่ำทันที ควรพิจารณาด้วยว่าสินค้านั้นมีบทบาท 'halo effect' หรือไม่ เช่น ครีมกันแดดในเคสของร้านเครื่องสำอางอาจเป็นสินค้าที่ดึงลูกค้าใหม่เข้ามารู้จักร้านเป็นครั้งแรกเพราะราคาย่อมเยาและเป็นที่นิยม แม้ ROAS ของตัวมันเองจะต่ำ แต่ลูกค้าที่ซื้อครีมกันแดดหลายคนอาจกลับมาซื้อเซรั่มราคาสูงในภายหลัง

วิธีตรวจสอบบทบาทนี้คือดูว่าลูกค้าที่ซื้อสินค้า ROAS ต่ำเป็นสินค้าชิ้นแรก มีอัตราการกลับมาซื้อสินค้าอื่นเพิ่มในอีก 1-2 เดือนถัดไปสูงกว่าลูกค้าทั่วไปหรือไม่ ถ้าใช่ การตัดงบสินค้านั้นทันทีอาจตัดโอกาสในการหาลูกค้าใหม่ทิ้งไปด้วยโดยไม่รู้ตัว

ROAS รายสินค้าที่เปลี่ยนตามฤดูกาล ต้องอ่านแยกจากปัญหาแคมเปญ

ร้านที่ขายสินค้าตามฤดูกาล เช่น เสื้อกันหนาวหรือของเล่นชายหาด มักเห็น ROAS รายสินค้าพุ่งขึ้นและตกลงตามฤดูโดยไม่เกี่ยวกับคุณภาพแคมเปญเลย เคสหนึ่งที่พบคือร้านขายอุปกรณ์ปิกนิกที่ ROAS ของเต็นท์พับตกลงจาก 6 เท่าเหลือ 1.8 เท่าในเดือนที่ฝนตกชุก ทีมการตลาดเกือบตัดงบสินค้านี้ทั้งหมดโดยคิดว่าแคมเปญเสื่อมประสิทธิภาพ แต่เมื่อเทียบกับข้อมูลปีก่อนหน้าในช่วงเดียวกันพบว่า ROAS ตกลงในลักษณะเดียวกันทุกปี

วิธีป้องกันการตัดสินใจผิดพลาดคือเก็บข้อมูล ROAS รายสินค้าแยกตามเดือนย้อนหลังอย่างน้อย 1 ปี แล้วเทียบเดือนต่อเดือนกับปีก่อนแทนการเทียบกับเดือนก่อนหน้าเพียงอย่างเดียว วิธีนี้ช่วยแยกได้ชัดว่า ROAS ที่ตกลงมาจากฤดูกาลตามปกติ หรือมาจากปัญหาจริงของแคมเปญที่ควรแก้ไข

อีกกรณีที่พบบ่อยคือสินค้าที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ ROAS มักต่ำในช่วงแรกเพราะยังไม่มีรีวิวหรือความน่าเชื่อถือสะสม แต่จะค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อมีลูกค้าซื้อไปใช้จริงและพูดถึงในแชท การรีบตัดงบสินค้าใหม่ตั้งแต่เดือนแรกโดยเทียบกับสินค้าขายดีที่อยู่ในตลาดมานานจึงเป็นการเทียบที่ไม่ยุติธรรม ควรให้เวลาสินค้าใหม่อย่างน้อย 2-3 เดือนก่อนตัดสินใจ

การตั้งเกณฑ์ระยะเวลาผ่อนผันแบบนี้ควรเขียนเป็นกติกาไว้ล่วงหน้าให้ทั้งทีมรับรู้ตรงกัน เพื่อไม่ให้การตัดสินใจตัดงบสินค้าใหม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของคนที่ดูแลบัญชีโฆษณาในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งอาจใจร้อนไม่เท่ากัน

สรุป

ROAS รวมที่ดูดีในระดับบัญชีหรือแคมเปญ อาจเป็นแค่ค่าเฉลี่ยที่บังตาปัญหาของสินค้าบางตัวที่ขาดทุนอยู่ข้างใต้ ถ้าไม่แยกดูเป็นรายสินค้าก่อนตัดสินใจเพิ่มงบ ความเสี่ยงคือเงินที่เพิ่มไปอาจไปเลี้ยงสินค้าที่ขาดทุนมากขึ้นแทนที่จะไปเลี้ยงสินค้าที่ทำกำไรจริง

การแยกวิเคราะห์ ROAS ระดับ SKU ไม่ใช่งานที่ซับซ้อนเกินไปสำหรับร้านส่วนใหญ่ แค่ต้องมีวินัยในการดึงข้อมูลยอดขายแยกตามสินค้ามาเทียบกับงบโฆษณาเป็นประจำ ซึ่งคุ้มค่ากับเวลาที่ใช้เมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่จะเพิ่มงบผิดทิศทาง

  • แยกคำนวณ ROAS เป็นรายสินค้าหรือรายกลุ่มมาร์จิ้น ก่อนตัดสินใจเพิ่มงบทั้งบัญชี
  • ดูกำไรสุทธิต่อบาทโฆษณาควบคู่กับ ROAS เพราะสองตัวเลขนี้อาจบอกอันดับความสำคัญของสินค้าต่างกัน
  • ทำการแยกวิเคราะห์นี้เป็นประจำอย่างน้อยเดือนละครั้งสำหรับร้านที่สินค้าหมุนเวียนเร็ว

คำถามที่พบบ่อย

ถ้ายิงแอดรวมหลายสินค้าในแคมเปญเดียว จะแยก ROAS รายสินค้าได้แม่นแค่ไหน

ความแม่นยำขึ้นอยู่กับว่าแยกงบโฆษณาตามสัดส่วนการแสดงผลของแต่ละสินค้าได้ดีแค่ไหน ถ้าแพลตฟอร์มให้ข้อมูลระดับสินค้าในโฆษณาแบบไดนามิก จะแม่นยำกว่าการประมาณเอาเอง

ควรหยุดโปรโมทสินค้าที่ ROAS ต่ำทันทีไหม

ไม่จำเป็นต้องหยุดทันที ควรดูก่อนว่าสินค้านั้นมีบทบาทอื่นในธุรกิจไหม เช่น เป็นสินค้าดึงลูกค้าใหม่หรือสินค้าที่ช่วยขายพ่วงสินค้าอื่น ก่อนตัดสินใจลดหรือหยุดงบ

กำไรสุทธิต่อบาทโฆษณา ต่างจาก ROAS อย่างไร

ROAS คำนวณจากยอดขายหารงบโฆษณา ในขณะที่กำไรสุทธิต่อบาทโฆษณาคำนวณจากกำไรหลังหักต้นทุนสินค้าแล้วหารงบโฆษณา ตัวหลังสะท้อนความคุ้มค่าทางธุรกิจจริงกว่า

ร้านที่มี SKU เยอะมากเป็นร้อยตัว จำเป็นต้องแยกวิเคราะห์ทุกตัวไหม

ไม่จำเป็น ควรเริ่มจากการจัดกลุ่มสินค้าตามมาร์จิ้นกำไรหรือหมวดหมู่ก่อน แล้วแยกวิเคราะห์เฉพาะกลุ่มที่มีงบโฆษณาสูงสุดก่อนเป็นอันดับแรก

ควรใช้ตัวเลขช่วงเวลาไหนในการคำนวณ ROAS รายสินค้าให้แม่นยำ

ควรใช้ช่วงเวลาที่ยาวพอจะเห็นแนวโน้มจริง เช่นอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ เพราะช่วงสั้นเกินไปอาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนรายวันที่ไม่ได้สะท้อนภาพจริง

ลองตรวจด้วยตัวเอง

เครื่องคำนวณ ROI โฆษณาเข้า LINE

ใส่งบโฆษณากับตัวเลข Funnel ของคุณ แล้วดู ROAS, ROI และต้นทุนต่อลูกค้าจริง

คำนวณ ROI ฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

ทดลองวัดผลโฆษณาเข้า LINE ฟรี 14 วัน

สมัครแล้วสร้างโปรเจกต์ เชื่อม LINE ติดตั้ง Tracking แล้วเริ่มเห็น Funnel จาก Click ถึง Purchase ได้ทันที ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

แคมเปญร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ ยอดทักไลน์เพิ่มขึ้นจริงหรือแค่กระแสช่วงนั้น วิธีตรวจก่อนตัดสินใจร่วมงานซ้ำ

แคมเปญร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ ยอดทักไลน์เพิ่มขึ้นจริงหรือแค่กระแสช่วงนั้น วิธีตรวจก่อนตัดสินใจร่วมงานซ้ำ

หลังโพสต์อินฟลูเอนเซอร์ปล่อยออกไป ยอดทักไลน์พุ่งขึ้นทันที แต่ก่อนจะเชื่อว่าคุ้มค่าเงินที่จ่ายไป ต้องแยกให้ออกว่ายอดที่เพิ่มมาจากแอดที่ยิงคู่กัน หรือจากกระแสอินฟลูเอนเซอร์เพียว ๆ
ฟรีแลนซ์/ธุรกิจคนเดียวใช้ LINE ส่วนตัวรับลูกค้าจากแอด วัด Conversion ได้ไหมทั้งที่ไม่มี API

ฟรีแลนซ์/ธุรกิจคนเดียวใช้ LINE ส่วนตัวรับลูกค้าจากแอด วัด Conversion ได้ไหมทั้งที่ไม่มี API

ฟรีแลนซ์และธุรกิจคนเดียวจำนวนมากยังใช้ LINE ส่วนตัว (ไม่ใช่ Official Account) รับลูกค้าจากโฆษณา ซึ่งต่อ API ไม่ได้เหมือน OA บทความนี้แนะนำวิธีวัดผลแบบ manual ที่พอทำได้จริงโดยไม่ต้องรอมีงบเปิด OA
แบบสอบถาม 'รู้จักร้านเราจากไหน' หลังปิดการขาย ใช้เสริม Tracking ใน LINE ได้จริงแค่ไหน

แบบสอบถาม 'รู้จักร้านเราจากไหน' หลังปิดการขาย ใช้เสริม Tracking ใน LINE ได้จริงแค่ไหน

คำถามง่าย ๆ หลังปิดการขายว่ารู้จักร้านจากช่องทางไหน ช่วยเติมช่องว่างที่ tracking วัดไม่ได้ แต่ก็มีอคติของตัวเองที่ต้องระวังก่อนเอาไปปนกับข้อมูล tracking โดยตรง