แคมเปญร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ ยอดทักไลน์เพิ่มขึ้นจริงหรือแค่กระแสช่วงนั้น วิธีตรวจก่อนตัดสินใจร่วมงานซ้ำ

สรุปสั้น ๆ
ยอดทักไลน์ที่พุ่งขึ้นหลังแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์ มักมาจากสามแหล่งปนกัน คือคนที่คลิกลิงก์จากโพสต์อินฟลูเอนเซอร์ตรง ๆ คนที่ค้นหาชื่อร้านเองหลังเห็นรีวิวแล้วมาทักไลน์แบบ organic และคนที่มาจากแอดที่ยิงคู่กันในช่วงเวลาเดียวกัน ถ้าไม่แยกสามแหล่งนี้ออกจากกัน จะประเมินความคุ้มค่าของการร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์คนนั้นผิดพลาดได้ง่าย
ร้านขายอาหารเสริมแห่งหนึ่งจ้างอินฟลูเอนเซอร์รีวิวสินค้าพร้อมยิงแอดบูสต์โพสต์คู่กันในช่วงเวลาเดียวกัน หลังโพสต์ปล่อยออกไปสามวัน ยอดทักไลน์พุ่งจาก 20 รายต่อวันเป็น 140 รายต่อวัน ทีมการตลาดรีบสรุปว่าการยิงแอดคู่กับอินฟลูเอนเซอร์คนนี้คุ้มค่ามาก แล้วเสนอเซ็นสัญญาร่วมงานยาวอีก 6 เดือน
แต่พอลองไล่ดูที่มาของแชทจริง พบว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่พิมพ์ค้นหาชื่อร้านเองใน LINE แล้วทักเข้ามาโดยตรง ไม่ได้คลิกลิงก์จากที่ไหนเลย ซึ่งเป็นผลจากกระแสความน่าเชื่อถือที่อินฟลูเอนเซอร์สร้างไว้ ไม่ใช่ผลจากแอดที่ยิงคู่กัน ถ้ารีบสรุปว่าทั้งหมดคือผลจากแอด จะทำให้ประเมินงบที่ควรจ่ายให้อินฟลูเอนเซอร์คนนี้ผิดไปมาก
การแยกแหล่งที่มาของยอดทักไลน์ในแคมเปญแบบนี้มีความซับซ้อนกว่าแคมเปญแอดล้วน ๆ เพราะอินฟลูเอนเซอร์สร้างผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมที่ระบบติดตามผลแบบมาตรฐานมองไม่เห็นทั้งหมด บทความนี้จะพาแยกให้เห็นภาพชัดขึ้น
สามแหล่งที่มาของยอดทักไลน์ที่พุ่งขึ้นหลังแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์
| แหล่งที่มา | วิธีสังเกต | วัดผลด้วยอะไร |
|---|---|---|
| คลิกลิงก์ตรงจากโพสต์อินฟลูเอนเซอร์ | มี UTM หรือลิงก์เฉพาะที่แปะในโพสต์ | จำนวนคลิกจากลิงก์นั้นโดยตรง |
| ค้นหาชื่อร้านเองหลังเห็นรีวิว (organic) | ทักไลน์โดยไม่ผ่านลิงก์ใด ๆ แต่พูดถึงชื่ออินฟลูเอนเซอร์ในแชท | สอบถามแอดมินให้แท็กว่าลูกค้าพูดถึงที่มาจากไหน |
| คลิกจากแอดที่ยิงคู่กันในช่วงเดียวกัน | มี UTM หรือ click ID จากแพลตฟอร์มโฆษณา | ตัวเลขคอนเวอร์ชั่นจากระบบแอดตามปกติ |
วิธีให้แอดมินแท็กแหล่งที่มาแบบไม่รบกวนการขาย
วิธีที่ง่ายที่สุดคือให้แอดมินถามคำถามสั้น ๆ แบบเลือกตอบตอนต้นแชท เช่น 'ทราบร้านเราจากไหนคะ' พร้อมตัวเลือกสั้น ๆ ในใจ เช่น เห็นจากโพสต์รีวิว เห็นจากโฆษณา หรือเพื่อนแนะนำ แล้วบันทึกไว้ในระบบ CRM หรือสเปรดชีตแบบง่าย ๆ ไม่ต้องซับซ้อน
ถ้าแอดมินหลายคนตอบแชทพร้อมกัน ควรมีแบบฟอร์มสั้น ๆ ที่กรอกได้เร็วภายใน 5 วินาที เพื่อไม่ให้ขั้นตอนนี้ทำให้การตอบแชทช้าลงจนกระทบอัตราปิดการขาย การทำระบบแท็กแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์ในแชทให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งทีมช่วยให้รวมข้อมูลภายหลังได้ง่ายขึ้นมาก
เทียบยอดก่อน-ระหว่าง-หลังแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์เพื่อประเมินผลกระทบระยะยาว
- บันทึกยอดทักไลน์เฉลี่ยต่อวันในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนแคมเปญเริ่ม เป็นเส้นฐาน
- บันทึกยอดระหว่างแคมเปญ (ช่วงที่โพสต์ยังมีคนเห็นสูง) แยกตามแหล่งที่มาตามตารางข้างบน
- บันทึกยอดหลังแคมเปญจบไปแล้ว 2-4 สัปดาห์ เพื่อดูว่ายอดกลับไปเท่าเดิม หรือยังสูงกว่าเส้นฐานเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
- ถ้ายอดหลังแคมเปญยังสูงกว่าเส้นฐานเดิมต่อเนื่อง แปลว่าอินฟลูเอนเซอร์สร้างผลกระทบระยะยาวจริง ไม่ใช่แค่กระแสชั่วครู่
ยอดทักเยอะไม่ได้แปลว่าคุณภาพลีดดีเสมอไป
อินฟลูเอนเซอร์บางคนมีผู้ติดตามจำนวนมากและสร้างยอดทักไลน์ได้สูง แต่คนที่ทักเข้ามาอาจเป็นแค่คนที่สนใจเพราะชอบตัวอินฟลูเอนเซอร์ ไม่ได้ตั้งใจซื้อสินค้าจริงจัง ทำให้อัตราปิดการขายต่อแชทต่ำกว่าปกติมาก ในขณะที่อินฟลูเอนเซอร์อีกคนที่มีผู้ติดตามน้อยกว่าแต่กลุ่มผู้ติดตามตรงกับกลุ่มเป้าหมายสินค้าจริง อาจสร้างยอดทักน้อยกว่าแต่อัตราปิดการขายสูงกว่ามาก
การประเมินความคุ้มค่าของอินฟลูเอนเซอร์แต่ละคนจึงควรดูอัตราปิดการขายต่อแชทควบคู่กับจำนวนแชทที่ได้ ไม่ใช่ดูแค่ยอดทักรวมอย่างเดียว เพื่อไม่ให้ตัดสินใจร่วมงานซ้ำผิดคน หลักการเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างไมโครกับแมโครอินฟลูเอนเซอร์ช่วยเป็นกรอบตัดสินใจได้ดีในจุดนี้
ถ้าใช้ลิงก์พันธมิตรร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ ต้องแยกให้ชัดจากยอดแอด
บางแคมเปญให้อินฟลูเอนเซอร์แปะลิงก์พันธมิตรที่มีค่าคอมมิชชั่นแยกจากค่าจ้างยิงแอด ถ้าไม่แยกระบบติดตามผลของสองส่วนนี้ให้ชัด อาจเกิดการนับคอนเวอร์ชั่นซ้ำทั้งในระบบพันธมิตรและระบบแอด ทำให้ประเมิน ROAS ของทั้งสองช่องทางสูงเกินจริงพร้อมกัน การมีระบบวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าที่แยกแหล่งที่มาชัดจะช่วยลดความสับสนนี้ได้มาก
ตัวอย่างการตัดสินใจจริง: จ้างไมโครอินฟลูเอนเซอร์หลายคนหรือแมโครอินฟลูเอนเซอร์คนเดียว
ร้านอาหารเสริมในตัวอย่างต้นบทความ หลังแยกข้อมูลได้ชัดแล้วว่าอัตราปิดการขายต่อแชทของกลุ่มที่มาจากอินฟลูเอนเซอร์คนดังกล่าวอยู่ที่ 8% ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของร้านที่ 15% ทีมการตลาดจึงทดลองเปลี่ยนกลยุทธ์ไปจ้างไมโครอินฟลูเอนเซอร์ 5 คนที่มีผู้ติดตามเฉพาะกลุ่มคนออกกำลังกายจริงแทน แม้ยอดทักรวมจะน้อยกว่าเดิม แต่อัตราปิดการขายกลับพุ่งขึ้นเป็น 22% เพราะกลุ่มผู้ติดตามตรงกับสินค้ามากกว่า
บทเรียนจากการเปรียบเทียบนี้คือยอดทักไลน์ที่มากไม่ได้แปลว่าคุ้มค่ากว่าเสมอไป การดูอัตราปิดการขายควบคู่กับต้นทุนค่าจ้างต่อคอนเวอร์ชั่นจริง ช่วยให้ตัดสินใจเลือกระหว่างไมโครกับแมโครอินฟลูเอนเซอร์ได้แม่นยำกว่าการดูแค่จำนวนผู้ติดตามหรือยอดทักรวม
ถ้าจ้างอินฟลูเอนเซอร์คนเดิมซ้ำหลายรอบ ควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เทียบกันได้
ร้านที่ทำงานกับอินฟลูเอนเซอร์คนเดิมต่อเนื่องหลายเดือนมักเจอปัญหาว่าประเมินไม่ได้ว่ารอบล่าสุดดีขึ้นหรือแย่ลงจากรอบก่อน เพราะไม่ได้เก็บข้อมูลอัตราปิดการขายแยกเป็นรอบ ๆ ไว้ตั้งแต่แรก วิธีแก้คือตั้งชื่อรหัสแคมเปญแยกตามรอบทุกครั้ง เช่น INF-Aug-R1, INF-Sep-R2 แล้วให้แอดมินแท็กรหัสนี้ตอนคุยกับลูกค้าที่มาจากอินฟลูเอนเซอร์คนนั้น
เมื่อมีข้อมูลแยกรายรอบ จะเห็นแนวโน้มได้ชัดว่าอัตราปิดการขายของอินฟลูเอนเซอร์คนเดิมกำลังดีขึ้น คงที่ หรือลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งมักเกิดจากผู้ติดตามเริ่มคุ้นชินกับโปรโมชั่นซ้ำ ๆ จนความน่าดึงดูดลดลง การเห็นแนวโน้มนี้ล่วงหน้าช่วยให้ปรับเนื้อหาหรือข้อเสนอก่อนที่ผลลัพธ์จะตกลงมากจนสายเกินแก้
นอกจากนี้ ควรเก็บบันทึกด้วยว่าแต่ละรอบใช้รูปแบบเนื้อหาแบบไหน เช่น รีวิวตรง ๆ เทียบกับสร้างสถานการณ์สมมติ เพราะบางครั้งอัตราปิดการขายที่ลดลงไม่ได้มาจากตัวอินฟลูเอนเซอร์เอง แต่มาจากรูปแบบเนื้อหาที่เริ่มซ้ำจำเจจนผู้ติดตามเลื่อนผ่านโดยไม่สนใจ การสลับรูปแบบเนื้อหาในแต่ละรอบอาจช่วยรักษาอัตราปิดการขายให้คงที่ได้นานขึ้น
ควรเก็บข้อมูลเหล่านี้ไว้ในตารางเดียวกันที่เข้าถึงง่าย แทนการกระจัดกระจายอยู่ในแชทของแอดมินแต่ละคน เพื่อให้ทีมสามารถทบทวนภาพรวมความคุ้มค่าของอินฟลูเอนเซอร์แต่ละคนได้ทุกครั้งก่อนตัดสินใจต่อสัญญารอบใหม่
สรุป
ยอดทักไลน์ที่พุ่งขึ้นหลังแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์เป็นผลรวมของหลายแหล่งที่มาปนกัน การรีบสรุปว่าทั้งหมดคือผลจากแอดที่ยิงคู่กัน อาจทำให้ประเมินความคุ้มค่าของอินฟลูเอนเซอร์คนนั้นผิดพลาด ทั้งประเมินสูงเกินจริงหรือต่ำเกินจริงก็เป็นไปได้ทั้งคู่
การแยกแหล่งที่มาด้วยการแท็กที่มาตอนแชท ใช้ลิงก์เฉพาะ และเทียบยอดก่อน-ระหว่าง-หลังแคมเปญอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ตัดสินใจร่วมงานกับอินฟลูเอนเซอร์คนต่อไปได้อย่างมีข้อมูลรองรับจริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึกว่ายอดทักเยอะแล้วต้องดี
- แยกยอดทักไลน์เป็นสามแหล่ง คือคลิกลิงก์ตรง organic search และแอดที่ยิงคู่กัน
- ดูอัตราปิดการขายต่อแชทควบคู่กับจำนวนแชท ไม่ใช่ดูแค่ยอดทักรวม
- เทียบยอดก่อน-ระหว่าง-หลังแคมเปญเพื่อประเมินว่าผลกระทบเป็นระยะสั้นหรือยั่งยืน
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าไม่มีลิงก์ UTM เฉพาะจากโพสต์อินฟลูเอนเซอร์ จะแยกที่มาได้อย่างไร
ต้องพึ่งการให้แอดมินถามและแท็กที่มาตอนแชท ซึ่งแม่นยำน้อยกว่า UTM แต่ยังดีกว่าไม่มีข้อมูลเลย แนะนำให้ใช้ลิงก์เฉพาะทุกครั้งที่ทำได้
ควรยิงแอดคู่กับโพสต์อินฟลูเอนเซอร์ทุกครั้งไหม
ไม่จำเป็นเสมอไป บางครั้งการทดสอบให้โพสต์อินฟลูเอนเซอร์ทำงานเดี่ยว ๆ ก่อนโดยไม่ยิงแอดคู่ จะช่วยให้เห็นผลกระทบที่มาจากอินฟลูเอนเซอร์เพียว ๆ ได้ชัดกว่า
ยอดที่กลับไปเท่าเดิมหลังแคมเปญจบ แปลว่าอินฟลูเอนเซอร์ไม่คุ้มค่าไหม
ไม่เสมอไป ต้องดูด้วยว่าช่วงแคมเปญสร้างยอดขายสุทธิเพิ่มขึ้นมากพอจะคุ้มกับค่าจ้างหรือไม่ แม้ผลกระทบจะเป็นระยะสั้นก็อาจคุ้มค่าถ้ายอดขายช่วงนั้นสูงมากพอ
ควรเลือกอินฟลูเอนเซอร์จากจำนวนผู้ติดตามหรือความตรงกลุ่มเป้าหมาย
ควรให้ความสำคัญกับความตรงกลุ่มเป้าหมายมากกว่าจำนวนผู้ติดตามอย่างเดียว เพราะอัตราปิดการขายต่อแชทมักสูงกว่ามากถ้ากลุ่มผู้ติดตามตรงกับสินค้าจริง
ทำไมคอนเวอร์ชั่นจากลิงก์พันธมิตรกับจากแอดถึงซ้ำกันได้
เกิดขึ้นเมื่อลูกค้าคนเดียวกันคลิกทั้งลิงก์พันธมิตรและโฆษณาในช่วงเวลาใกล้กันก่อนตัดสินใจซื้อ ทำให้ทั้งสองระบบนับเป็นคอนเวอร์ชั่นของตัวเองพร้อมกันโดยไม่รู้ว่าเป็นคนเดียวกัน
ควรวัดผลแคมเปญอินฟลูเอนเซอร์นานแค่ไหนก่อนตัดสินใจร่วมงานซ้ำ
แนะนำติดตามผลต่อเนื่องอย่างน้อย 3-4 สัปดาห์หลังโพสต์ปล่อยออกไป เพื่อเห็นทั้งผลกระทบทันทีและผลกระทบระยะยาวที่อาจทยอยเกิดขึ้นหลังจากนั้น
ลองตรวจด้วยตัวเอง
ตรวจ Tracking โฆษณาเข้า LINE
ใส่ URL หน้า Landing ของคุณ แล้วดูว่าเส้นทาง Ads → LINE ของคุณวัดผลได้จริงหรือขาดตรงไหน
ตรวจ Tracking ฟรี →ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก
อ่านต่อแบบเจาะลึก
ทดลองวัดผลโฆษณาเข้า LINE ฟรี 14 วัน
สมัครแล้วสร้างโปรเจกต์ เชื่อม LINE ติดตั้ง Tracking แล้วเริ่มเห็น Funnel จาก Click ถึง Purchase ได้ทันที ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
เริ่มทดลองใช้ฟรี 14 วันบทความที่เกี่ยวข้อง

ฟรีแลนซ์/ธุรกิจคนเดียวใช้ LINE ส่วนตัวรับลูกค้าจากแอด วัด Conversion ได้ไหมทั้งที่ไม่มี API
