← กลับไปหน้าบทความ
ขั้นสูง (MarTech)

ภาพรวมบอกว่าแอดมิน A ปิดยอดแพ้ B แต่แยกดูทีละกลุ่มแล้ว A ชนะทุกกลุ่ม เกิดอะไรขึ้น

02 ส.ค. 04:20 · อ่าน 1 นาที
ภาพรวมบอกว่าแอดมิน A ปิดยอดแพ้ B แต่แยกดูทีละกลุ่มแล้ว A ชนะทุกกลุ่ม เกิดอะไรขึ้น

สรุปสั้น ๆ

ตัวเลขรวมบางครั้งให้ภาพตรงข้ามกับความจริงที่เกิดในแต่ละกลุ่มย่อยโดยสิ้นเชิง ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Simpson's Paradox เกิดจากสัดส่วนของกลุ่มย่อยที่แต่ละฝั่งดูแลไม่เท่ากัน ก่อนตัดสินใครเก่งกว่าใครจากตัวเลขรวม ต้องแยกดูตามกลุ่มที่เทียบกันได้จริงก่อนเสมอ

คลินิก ‘เดอร์มาพลัส’ เทียบผลงานแอดมินสองคนประจำเดือน แอดมิน A ดูแลแชทเข้ามาทั้งหมด 500 บท ปิดได้ 125 บท คิดเป็น 25% ส่วนแอดมิน B ดูแลแชท 500 บทเท่ากัน ปิดได้ 190 บท คิดเป็น 38% ผู้จัดการเห็นตัวเลขแล้วเรียก B ไปชมและวางแผนให้ B รับผิดชอบแชทเพิ่มขึ้นในเดือนหน้า

ก่อนประกาศผลอย่างเป็นทางการ ฝ่าย HR ขอลองแยกตัวเลขตามประเภทลูกค้าดูเผื่อเจออะไรน่าสนใจ พอแยกเป็น ‘ลูกค้าใหม่ที่ยังไม่เคยรู้จักคลินิก’ กับ ‘ลูกค้าเก่าที่เคยทักมาก่อน’ แล้วดูอัตราปิดของแต่ละคนในแต่ละกลุ่ม ผลที่ได้กลับตรงข้ามกับที่คิดไว้โดยสิ้นเชิง

A ปิดได้ดีกว่า B ในทั้งสองกลุ่มย่อย ทั้งกลุ่มลูกค้าใหม่และกลุ่มลูกค้าเก่า แต่พอรวมตัวเลขทั้งหมดเข้าด้วยกัน B กลับดูเก่งกว่า A อย่างชัดเจน นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดในการนับ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสถิติที่มีชื่อเรียกว่า Simpson's Paradox ซึ่งพบได้บ่อยกว่าที่คิดในข้อมูลแชทที่มีหลายกลุ่มย่อยปนกันอยู่

ตัวเลขรวมที่เกือบทำให้ตัดสินใจผิด

แอดมินแชททั้งหมดที่ดูแลปิดได้อัตราปิดรวม
A500 บท125 บท25%
B500 บท190 บท38%

พอแยกตามประเภทลูกค้าที่แต่ละคนดูแล ภาพเปลี่ยนทันที

ประเภทลูกค้าแอดมิน Aแอดมิน B
ลูกค้าใหม่ (แชทหนัก แปลงยาก)400 บท ปิด 80 บท = 20%100 บท ปิด 18 บท = 18%
ลูกค้าเก่า (แชทเบา แปลงง่าย)100 บท ปิด 45 บท = 45%400 บท ปิด 172 บท = 43%

ทำไมตัวเลขรวมถึง ‘โกหก’ ได้ทั้งที่ไม่มีใครโกงข้อมูลสักตัว

สังเกตว่า A ชนะ B ทั้งสองกลุ่มย่อย 20% > 18% ในกลุ่มลูกค้าใหม่ และ 45% > 43% ในกลุ่มลูกค้าเก่า แต่ตัวเลขรวมกลับให้ B ชนะขาด เหตุผลอยู่ที่ ‘สัดส่วนงานที่แต่ละคนได้รับ’ ไม่ใช่ฝีมือ A ถูกจัดให้ดูแลลูกค้าใหม่ที่ปิดยากถึง 400 บทจาก 500 บท ในขณะที่ B ได้ดูแลลูกค้าเก่าที่ปิดง่ายถึง 400 บทจาก 500 บท

เมื่อรวมตัวเลขเข้าด้วยกันโดยไม่สนใจว่าแต่ละคนดูแลกลุ่มไหนในสัดส่วนเท่าไหร่ กลุ่มที่ปิดง่ายกว่าของ B จะไปดึงค่าเฉลี่ยรวมของ B ขึ้นสูง ในขณะที่กลุ่มที่ปิดยากกว่าของ A จะไปฉุดค่าเฉลี่ยรวมของ A ลงต่ำ ทั้งที่ในแต่ละกลุ่มย่อยจริงๆ A ทำได้ดีกว่าตลอด (ยิ่งฐานแต่ละกลุ่มใหญ่พอจะเชื่อได้ตามหลัก confidence interval ยิ่งมั่นใจได้ว่าความต่างนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ)

นี่คนละเรื่องกับตัวแปรแฝงที่ทำให้ตัวเลขสองชุดขยับพร้อมกันแบบหลอกตาที่เคยพูดถึง เพราะ Simpson's Paradox ไม่ได้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสองตัว แต่เกี่ยวกับ ‘การรวมกลุ่มที่มีสัดส่วนไม่เท่ากันเข้าด้วยกัน’ จนทิศทางของผลลัพธ์พลิกกลับ

จุดอื่นในงานแอดที่ Simpson's Paradox ชอบมาหลอก

  • เทียบแคมเปญโฆษณาสองตัวโดยดู CTR รวม ทั้งที่แคมเปญหนึ่งยิงกับกลุ่มเป้าหมายที่เคยซื้อซ้ำอยู่แล้ว ส่วนอีกแคมเปญยิงกับกลุ่มที่ไม่เคยรู้จักแบรนด์เลย สัดส่วนกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันมากพอจะพลิกผลรวมได้
  • เทียบอัตราปิดของสองสาขา โดยไม่ดูว่าสาขาไหนอยู่ในทำเลที่มีการแข่งขันสูงกว่าหรือลูกค้ามีกำลังซื้อต่างกัน
  • เทียบความเร็วในการตอบแชทกับอัตราปิดรวมทั้งเดือน โดยไม่แยกช่วงเวลาที่คนทักเข้ามาหนาแน่นต่างจากช่วงที่โล่ง
  • เทียบผลงานแคมเปญข้ามเดือนโดยไม่ปรับตามฤดูกาลหรือช่วงโปรโมชันที่ต่างกัน ซึ่งอาจทำให้เดือนที่ดูแย่กว่าจริงๆ แล้วทำได้ดีกว่าเมื่อเทียบในสภาพแวดล้อมเดียวกัน

เช็กยังไงก่อนสรุปว่าใครหรือแคมเปญไหนเก่งกว่าใคร

  1. ก่อนเทียบตัวเลขรวม ให้ถามก่อนว่าแต่ละฝั่งดูแลกลุ่มย่อยที่มี ‘ความยากง่ายในการปิด’ ต่างกันไหม เช่น ประเภทลูกค้า ช่วงเวลา หรือแหล่งที่มา
  2. ถ้าสงสัยว่ามีกลุ่มย่อยปนกันอยู่ ให้แยกตัวเลขตามกลุ่มนั้นก่อนเปรียบเทียบเสมอ อย่าเชื่อตัวเลขรวมเพียงอย่างเดียว
  3. ตรวจสอบว่าสัดส่วนงานของแต่ละฝั่งเท่ากันไหม ถ้าไม่เท่ากันมาก ให้ระวังเป็นพิเศษว่าตัวเลขรวมอาจถูกกลุ่มที่มีสัดส่วนเยอะกว่าดึงไปทางใดทางหนึ่ง
  4. ถ้าเป็นไปได้ ให้จัดงานให้แต่ละฝั่งดูแลสัดส่วนกลุ่มย่อยที่ใกล้เคียงกันก่อนเทียบผลงานรอบถัดไป เพื่อให้การเปรียบเทียบยุติธรรมขึ้น

สรุป

ตัวเลขรวมไม่ได้โกหก แต่มันซ่อนรายละเอียดที่สำคัญเอาไว้ เมื่อกลุ่มที่นำมารวมกันมีสัดส่วนไม่เท่ากัน ทิศทางของผลลัพธ์รวมอาจพลิกกลับจากความจริงในแต่ละกลุ่มย่อยได้ง่ายกว่าที่คิด

ก่อนสรุปว่าใครเก่งกว่าใครหรือแคมเปญไหนดีกว่ากัน ลองแยกตัวเลขตามกลุ่มที่น่าจะมีความยากง่ายต่างกันดูก่อนเสมอ บางครั้งภาพที่เห็นจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง

  • ตัวเลขรวมอาจให้ทิศทางตรงข้ามกับความจริงในแต่ละกลุ่มย่อย เมื่อสัดส่วนกลุ่มที่แต่ละฝั่งดูแลไม่เท่ากัน
  • ก่อนเทียบผลงานคนหรือแคมเปญ ให้แยกตามกลุ่มที่มีความยากง่ายต่างกันก่อนเสมอ
  • จัดสรรงานให้สัดส่วนกลุ่มย่อยใกล้เคียงกัน จะช่วยให้การเปรียบเทียบยุติธรรมขึ้นตั้งแต่ต้น

คำถามที่พบบ่อย

แปลว่าตัวเลขรวมใช้ไม่ได้เลยใช่ไหม

ไม่ใช่ ตัวเลขรวมยังมีประโยชน์ในการดูภาพกว้างของธุรกิจ เพียงแต่ไม่ควรใช้ตัดสินผลงานรายบุคคลหรือรายแคมเปญโดยไม่แยกกลุ่มย่อยที่มีความยากง่ายต่างกันก่อน

กรณีคลินิกเดอร์มาพลัส สุดท้ายควรให้ใครได้โบนัสมากกว่ากัน

ควรพิจารณาจากผลงานในแต่ละกลุ่มย่อยที่เทียบกันได้จริง ซึ่งในกรณีนี้ A ทำได้ดีกว่า B ทั้งสองกลุ่ม การให้รางวัลตามตัวเลขรวมเพียงอย่างเดียวจะไม่ยุติธรรมกับ A

Simpson's Paradox เกิดขึ้นได้บ่อยแค่ไหนในงานจริง

เกิดได้บ่อยกว่าที่คิด โดยเฉพาะเมื่อเทียบคนหรือแคมเปญที่ดูแลกลุ่มเป้าหมายในสัดส่วนต่างกันมาก ยิ่งธุรกิจมีการแบ่งงานตามประเภทลูกค้าชัดเจน ยิ่งมีโอกาสเจอปรากฏการณ์นี้

ต้องแยกกลุ่มย่อยละเอียดแค่ไหนถึงจะพอ

ไม่มีกฎตายตัว แต่ควรเริ่มจากปัจจัยที่รู้อยู่แล้วว่าส่งผลต่อความยากง่ายในการปิด เช่น ประเภทลูกค้าหรือแหล่งที่มา แล้วค่อยแยกละเอียดขึ้นถ้ายังเห็นความคลาดเคลื่อน

ถ้าแยกกลุ่มย่อยแล้วผลยังสลับไปมา ควรทำยังไงต่อ

อาจต้องแยกละเอียดขึ้นอีกชั้น หรือยอมรับว่าการเปรียบเทียบนี้ยังไม่ยุติธรรมพอ เพราะมีปัจจัยแฝงที่ยังไม่ได้ควบคุม ควรระมัดระวังการสรุปจนกว่าจะจัดสัดส่วนงานให้ใกล้เคียงกันได้

มีวิธีป้องกันปัญหานี้ตั้งแต่ต้นไหม

วิธีที่ช่วยได้คือจัดสรรงานให้แต่ละคนดูแลสัดส่วนกลุ่มลูกค้าใกล้เคียงกันตั้งแต่แรก ถ้าทำไม่ได้ ระบบอย่างlinliที่บันทึกที่มาและประเภทของแต่ละแชทไว้จะช่วยให้แยกตัวเลขย้อนหลังมาเทียบกันอย่างยุติธรรมได้ง่ายขึ้น

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง