← กลับไปหน้าบทความ
คู่มือ

Rich Menu สวยแต่ไม่มีคนกด 6 จุดพลาดที่ทำให้เมนูสวยกลายเป็นของประดับ

ทีมบรรณาธิการ linli06 ก.ค. 10:01อัปเดต 06 ก.ค. 10:01อ่าน 1 นาที
Rich Menu สวยแต่ไม่มีคนกด 6 จุดพลาดที่ทำให้เมนูสวยกลายเป็นของประดับ
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Rich Menu ที่สวยแต่ไม่มีคนกด มักมีปัญหาเดียวกันคือออกแบบจากมุมมองความสวยงามมากกว่ามุมมองว่าลูกค้าจะกดแล้วได้อะไร ทางแก้คือลดจำนวนปุ่มลง ใส่คำที่บอกประโยชน์ชัดเจน และเปลี่ยนเมนูตามช่วงแคมเปญแทนที่จะปล่อยเมนูเดิมไว้ทั้งปี

เจ้าของร้านคนหนึ่งจ้างกราฟิกทำ Rich Menu หกช่องสวยมาก ใช้สีตรงกับแบรนด์ทุกเฉด แต่พอเช็กสถิติการกดหลังใช้งานมาสองเดือน พบว่ามีเพียงช่องเดียวที่มีคนกดสม่ำเสมอ ส่วนอีกห้าช่องแทบไม่มีใครแตะเลย

ปัญหาแบบนี้พบได้บ่อยกว่าที่คิด เพราะร้านส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับความสวยงามของ Rich Menu มากกว่าการคิดว่าลูกค้าจะรู้ได้ยังไงว่ากดแล้วได้อะไร Rich Menu ที่ดีไม่ใช่แค่หน้าตาสวย แต่ต้องบอกประโยชน์ให้ชัดตั้งแต่แวบแรกที่เห็น

บทความนี้รวบรวมจุดพลาดที่เจอบ่อยที่สุดจากการรีวิว Rich Menu ให้หลายร้าน พร้อมวิธีแก้ที่ทำตามได้ทันที

6 จุดพลาดที่ทำให้ Rich Menu กลายเป็นของประดับ

  • ใช้คำกว้างเกินไป เช่น ‘บริการ’ หรือ ‘เมนู’ ที่ไม่บอกว่ากดแล้วจะได้อะไร ลูกค้าจึงไม่กล้ากดเพราะไม่รู้ว่าจะพาไปไหน
  • มีปุ่มเยอะเกินไปจนแต่ละช่องเล็กจิ๋ว กดพลาดง่ายบนหน้าจอมือถือ โดยเฉพาะรุ่นจอเล็ก
  • ไม่เคยเปลี่ยนเมนูเลยตลอดทั้งปี ทั้งที่มีแคมเปญหรือโปรโมชันใหม่ตลอดเวลา ทำให้เมนูล้าสมัยและไม่ตรงกับสิ่งที่กำลังขายอยู่
  • ปุ่มที่สำคัญที่สุด เช่น ปุ่มสั่งซื้อหรือปุ่มคุยกับแอดมิน กลับถูกวางไว้มุมที่ไม่มีคนสังเกต แทนที่จะอยู่ตำแหน่งเด่นที่สุด
  • ไม่มีการทดสอบเปรียบเทียบเลย์เอาต์เลย ใช้ไอเดียแรกที่คิดออกแล้วปล่อยไว้อย่างนั้นตลอดไป
  • เชื่อมปุ่มไปหน้าเว็บที่โหลดช้าหรือใช้งานไม่สะดวกบนมือถือ ทำให้ลูกค้าที่ตั้งใจกดแล้วต้องรอจนเปลี่ยนใจ

จัดลำดับความสำคัญก่อนวางตำแหน่งปุ่ม

ก่อนเริ่มออกแบบ ให้ถามตัวเองว่า สิ่งที่อยากให้ลูกค้ากดมากที่สุดคืออะไร แล้ววางปุ่มนั้นไว้ตำแหน่งซ้ายบนหรือตรงกลางซึ่งเป็นจุดที่สายตามักมองก่อนเสมอ ไม่ใช่กระจายน้ำหนักเท่ากันทุกปุ่มเหมือนที่หลายร้านทำ

ปุ่มรองลงมาอย่างข้อมูลร้านหรือช่องทางติดต่อ ให้วางไว้ตำแหน่งถัดไป และถ้าจำเป็นต้องมีปุ่มที่ใช้ไม่บ่อย เช่น เงื่อนไขการรับประกัน ให้รวมไว้ในปุ่มเดียวแทนการแยกช่องเพิ่มโดยไม่จำเป็น

เปลี่ยน Rich Menu ตามช่วงแคมเปญ เหมือนเปลี่ยนหน้าร้าน

  1. กำหนดปฏิทินว่าจะเปลี่ยนเมนูตอนไหนบ้าง เช่น ช่วงเปิดตัวสินค้าใหม่ ช่วงเทศกาล หรือช่วงระบายสต๊อก
  2. ทุกครั้งที่เปลี่ยน ให้ปุ่มที่เกี่ยวกับแคมเปญนั้นอยู่ตำแหน่งเด่นที่สุดชั่วคราว แล้วค่อยสลับกลับเป็นเมนูปกติหลังจบแคมเปญ
  3. เชื่อมปุ่มไปยังเนื้อหาที่เปลี่ยนตามพฤติกรรมลูกค้าถ้าระบบรองรับ เพื่อให้แต่ละคนเห็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเองมากที่สุด

ตัวอย่างผลลัพธ์ก่อนและหลังปรับ

ตัวชี้วัดก่อนปรับหลังปรับลดปุ่มและเพิ่มคำชัด
จำนวนช่องที่มีคนกด1 จาก 6 ช่อง4 จาก 4 ช่องที่เหลือ
อัตราการกดต่อวันต่ำและกระจุกอยู่ปุ่มเดียวกระจายตัวมากขึ้นในทุกปุ่มที่เหลือ
ความถี่ในการเปลี่ยนเมนูไม่เคยเปลี่ยนเลยตลอดปีเปลี่ยนตามแคมเปญทุก 4-6 สัปดาห์

อย่าเดาว่าปุ่มไหนมีคนกด ให้ดูสถิติจริง

หลายร้านออกแบบตามความรู้สึกว่าปุ่มไหน ‘น่าจะ’ มีคนกดเยอะ แต่พฤติกรรมจริงมักต่างจากที่คาดไว้ วิธีที่ถูกต้องคือดูสถิติการกดจริงทุกเดือน แล้วปรับตำแหน่งหรือคำพูดของปุ่มที่คนไม่กดเลย แทนที่จะปล่อยไว้เพราะคิดว่าสวยแล้วพอ

ถ้าพบว่าปุ่มไหนมีคนกดแล้วไม่ได้คุยต่อในแชท อาจเป็นสัญญาณว่าสิ่งที่ปุ่มพาไปไม่ตรงกับความคาดหวังตอนกด ต้องกลับไปดูว่าหน้าที่เชื่อมไปให้ข้อมูลตรงกับที่ปุ่มสัญญาไว้หรือไม่

สรุป

Rich Menu ที่สวยไม่ได้แปลว่าจะมีคนกด สิ่งที่ตัดสินว่าลูกค้าจะกดหรือไม่ คือความชัดเจนว่ากดแล้วจะได้อะไร และตำแหน่งที่วางปุ่มสำคัญไว้ตรงจุดที่สายตามองเห็นก่อน

ลองไล่เช็คทั้งหกจุดพลาดในบทความนี้กับ Rich Menu ของร้านตัวเอง แล้วเริ่มแก้จากจุดที่ง่ายที่สุดก่อน เช่น เปลี่ยนคำในปุ่มให้ชัดขึ้น ก่อนจะไปถึงขั้นออกแบบเลย์เอาต์ใหม่ทั้งหมด

  • ปุ่มที่ใช้คำกว้างเกินไปคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้ไม่มีคนกด
  • วางปุ่มสำคัญที่สุดไว้ตำแหน่งที่สายตามองเห็นก่อนเสมอ
  • เปลี่ยนเมนูตามแคมเปญและดูสถิติการกดจริงทุกเดือน ไม่ใช่ปล่อยไว้เพราะคิดว่าสวยแล้วพอ

คำถามที่พบบ่อย

ควรมี Rich Menu กี่ช่องถึงจะพอดี

ไม่จำเป็นต้องเต็มหกช่องเสมอไป ควรมีเท่าที่จำเป็นจริง ๆ และแต่ละช่องบอกประโยชน์ได้ชัดเจน การมีน้อยช่องแต่ชัดเจนมักได้ผลดีกว่าเต็มช่องแต่คลุมเครือ

ต้องเปลี่ยน Rich Menu บ่อยแค่ไหน

ไม่มีความถี่ตายตัว แต่ควรเปลี่ยนทุกครั้งที่มีแคมเปญสำคัญ หรืออย่างน้อยทุก 1-2 เดือน เพื่อไม่ให้เมนูล้าสมัยจนไม่ตรงกับสิ่งที่กำลังขายอยู่

ทำไมปุ่มที่กดเยอะถึงไม่ค่อยได้ยอดขายตามไปด้วย

อาจเป็นเพราะหน้าที่เชื่อมไปไม่ตรงกับความคาดหวังตอนกด หรือขั้นตอนหลังจากนั้นซับซ้อนเกินไปจนลูกค้าเปลี่ยนใจกลางทาง ควรตรวจสอบทุกขั้นตอนหลังกดปุ่มด้วย ไม่ใช่ดูแค่จำนวนคลิก

ควรใช้ Rich Menu แบบเดียวกับทุกกลุ่มลูกค้าไหม

ถ้าระบบรองรับการแสดงเมนูต่างกันตามพฤติกรรมลูกค้า จะช่วยให้แต่ละคนเห็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับตัวเองมากขึ้น แต่ถ้ายังไม่มีระบบรองรับ การมีเมนูเดียวที่ชัดเจนก็ยังดีกว่าเมนูที่คลุมเครือ

ปุ่มที่สำคัญที่สุดควรวางตรงไหน

ควรวางไว้ตำแหน่งซ้ายบนหรือตรงกลาง เพราะเป็นจุดที่สายตามักมองเห็นก่อนเป็นอันดับแรกเมื่อเปิดแชทขึ้นมา

ลองตรวจด้วยตัวเอง

Rich Menu Size Checker

อัปโหลดรูปของคุณ แล้วเช็กขนาด สัดส่วน และไฟล์ตาม spec ทางการของ LINE ทันที

เช็กรูปฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

ทดลองวัดผลโฆษณาเข้า LINE ฟรี 14 วัน

สมัครแล้วสร้างโปรเจกต์ เชื่อม LINE ติดตั้ง Tracking แล้วเริ่มเห็น Funnel จาก Click ถึง Purchase ได้ทันที ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามรอยด้วย GA4 Path Exploration ว่าลูกค้าหลุดออกจากหน้าไหนก่อนไม่ทัก LINE

ตามรอยด้วย GA4 Path Exploration ว่าลูกค้าหลุดออกจากหน้าไหนก่อนไม่ทัก LINE

คนเข้าเว็บเยอะแต่ยอดทัก LINE ไม่ขยับ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่แอด แต่อยู่ที่หน้าเว็บที่ทำให้ลูกค้าหลุดกลางทาง ใช้ GA4 Path Exploration หาจุดรั่วนั้น
ตั้งค่า Key Event ใน GA4 ให้นับ ‘คนทัก LINE’ เป็น Conversion จริง ไม่ใช่แค่ pageview

ตั้งค่า Key Event ใน GA4 ให้นับ ‘คนทัก LINE’ เป็น Conversion จริง ไม่ใช่แค่ pageview

GA4 นับทุกอย่างเป็น event หมด ถ้าไม่ตั้ง Key Event คุณจะแยกไม่ออกว่าใครแค่เปิดหน้ากับใครกดทัก LINE จริง บทความนี้พาตั้งทีละขั้นแบบไม่ต้องเขียนโค้ดเอง
UTM กับ click id ต่างกันตรงไหน อันไหนบอกที่มา อันไหนเชื่อมยอดกลับได้จริง

UTM กับ click id ต่างกันตรงไหน อันไหนบอกที่มา อันไหนเชื่อมยอดกลับได้จริง

หลายคนใช้ UTM แล้วคิดว่าเชื่อมยอดกลับ Meta ได้ พอทำจริงถึงรู้ว่ามันคนละหน้าที่กับ click id บทความนี้แยกให้ชัดว่าอันไหนทำอะไร และทำไมต้องเก็บทั้งคู่