← กลับไปหน้าบทความ
ขั้นสูง (MarTech)

Rich Menu ที่คนอยากกด: ออกแบบให้เกิด Engagement แล้ววัดต้นทุนต่อการกดจริง

02 ส.ค. 04:04 · อ่าน 2 นาที
Rich Menu ที่คนอยากกด: ออกแบบให้เกิด Engagement แล้ววัดต้นทุนต่อการกดจริง

สรุปสั้น ๆ

Rich Menu ที่ดีไม่ได้วัดที่ความสวย แต่วัดที่ 'มีคนกดปุ่มที่พาไปสู่ยอด' กี่คน ให้ตั้งปุ่มตามงานที่ลูกค้าอยากทำจริง (ดูราคา ดูของ ทักแอดมิน) ไม่ใช่ตามเมนูองค์กร แล้ววัดต้นทุนต่อการกด (CPE) จนถึงยอดขาย ไม่ใช่หยุดที่ยอดกด

ผมเปิด LINE OA ของร้านค้าเป็นสิบ ๆ ร้านในแต่ละเดือน แล้วสิ่งที่เห็นซ้ำ ๆ คือ Rich Menu ที่ออกแบบมาสวยมาก ไล่สีสวย ไอคอนน่ารัก แต่พอดูสถิติจริงกลับมีคนกดปุ่มเดียว — ปุ่ม 'ทักแอดมิน' — ที่เหลือแทบไม่มีใครแตะ

คำถามที่ควรถามไม่ใช่ 'เมนูสวยพอไหม' แต่คือ 'ปุ่มไหนที่ลูกค้าอยากกดจริง แล้วมันพาเขาไปใกล้การซื้อขึ้นไหม' เพราะ Rich Menu ไม่ใช่ป้ายประดับหน้าร้าน มันคือทางเดินในร้าน ถ้าวางทางผิด ลูกค้าก็เดินวนแล้วออกไปมือเปล่า

บทความนี้ผมจะไม่พูดเรื่องเลือกฟอนต์เลือกสี แต่จะเล่าว่าจะออกแบบปุ่มให้เกิดการกดจริงยังไง แล้วจะวัด 'ต้นทุนต่อการกด' (CPE — Cost Per Engagement) ไปจนถึงยอดขายได้ยังไง เพื่อจะรู้ว่าปุ่มไหนคุ้มค่าจอที่มันกินไป

CPE บน Rich Menu จริง ๆ แล้ววัดอะไร

CPE ย่อจาก Cost Per Engagement คือต้นทุนที่คุณจ่ายไปต่อการที่คนหนึ่งคนกดปุ่มบนเมนู ฟังดูเป็นตัวเลขเล็ก ๆ แต่มันบอกอะไรมากกว่าที่คิด เพราะการกดหนึ่งครั้งคือลูกค้ายกมือบอกว่า 'ฉันสนใจเรื่องนี้'

ปัญหาคือคนส่วนใหญ่หยุดวัดแค่ 'ยอดกด' แล้วดีใจว่าปุ่มดูของถูกกด 500 ครั้ง ทั้งที่ตัวเลขนั้นไม่ได้บอกเลยว่ากี่คนใน 500 นั้นทักต่อ แล้วกี่คนที่ทักต่อจนโอนเงินจริง การกดที่ไม่นำไปสู่บทสนทนาหรือยอด มันก็แค่การกดเล่น

ผมมองว่าการกดมีสองชั้น ชั้นแรกคือ 'กดเพราะอยากรู้' ชั้นสองคือ 'กดแล้วเดินต่อไปหาแอดมินหรือหน้าซื้อ' เมนูที่ดีต้องออกแบบให้ชั้นแรกไหลไปชั้นสองได้ลื่น ไม่ใช่กดแล้วเจอทางตัน การวัดที่ถูกจึงต้องผูกการกดกลับไปที่บทสนทนา แล้วดูว่าปุ่มไหนจบที่ยอดขายจริง แบบเดียวกับที่เราพยายามอุดช่องว่างระหว่างยอดคลิกกับยอดทักในฝั่งโฆษณา

วางปุ่มตาม 'งานที่ลูกค้าอยากทำ' ไม่ใช่ตามเมนูองค์กร

ความผิดพลาดคลาสสิกคือเอาโครงสร้างองค์กรมาแปะเป็นปุ่ม เช่น 'เกี่ยวกับเรา' 'วิสัยทัศน์' 'ข่าวสาร' — ปุ่มพวกนี้สำคัญกับแบรนด์ แต่ไม่มีลูกค้าคนไหนเปิด LINE มาเพราะอยากอ่านวิสัยทัศน์คุณ

ให้ลองคิดกลับด้าน คนกดเข้ามาใน OA เพราะอยากทำอะไรสัก 3-4 อย่าง ส่วนใหญ่คือ อยากรู้ราคา อยากดูว่ามีของอะไรบ้าง อยากถามคำถามเฉพาะของตัวเอง และอยากรู้ว่าจะสั่งยังไง ปุ่มบนเมนูควรตอบสี่งานนี้ก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด

  • ดูราคา/โปรตอนนี้ — คนที่กดปุ่มนี้คือคนที่ขยับใกล้จ่ายแล้ว ให้พาไปหน้าที่บอกราคาชัด ไม่ใช่หน้าที่ต้องทักถามอีกรอบ
  • ดูสินค้า/แคตตาล็อก — เหมาะกับคนที่ยังเลือกอยู่ ให้เห็นภาพรวมของก่อนตัดสินใจ
  • ทักแอดมิน (พร้อมระบุเรื่อง) — อย่าให้เป็นแค่ 'แชท' เปล่า ๆ ลองใส่ปุ่มที่พิมพ์คำนำให้เลย เช่น 'สอบถามไซซ์' จะช่วยให้แอดมินตอบตรงเรื่องได้เร็วขึ้น
  • วิธีสั่ง/ช่องทางชำระ — คนที่กดปุ่มนี้ตัดสินใจแล้ว อย่าให้เขาหลงทางตอนจะจ่ายเงิน

เคล็ดที่คนมองข้าม: ปุ่มที่พิมพ์คำให้ลูกค้าอัตโนมัติ

Rich Menu ตั้งให้ปุ่มหนึ่งปุ่มส่งข้อความแทนลูกค้าได้ ตรงนี้คือของดีที่คนใช้ไม่คุ้ม แทนที่ปุ่มจะเปิดลิงก์เฉย ๆ ให้มันพิมพ์คำเฉพาะลงแชท เช่น กดปุ่ม 'เช็กสต๊อกรองเท้า' แล้วระบบพิมพ์คำว่า 'เช็กสต๊อกรองเท้า' ให้อัตโนมัติ

ข้อดีสองชั้นคือ หนึ่ง ลูกค้าไม่ต้องคิดว่าจะพิมพ์อะไร ลดแรงเสียดทานในการเริ่มคุย สอง คุณได้คำที่ชัดเจนไว้แยกว่าลูกค้าคนนี้สนใจอะไร ซึ่งต่อยอดไปทำระบบตอบอัตโนมัติแบบคีย์เวิร์ดทริกเกอร์ได้เลย

ผมเคยเห็นร้านเสื้อผ้าร้านหนึ่งเปลี่ยนปุ่ม 'แชท' ธรรมดาให้เป็นปุ่มแยกตามหมวด กด 'ชุดทำงาน' กับกด 'ชุดออกงาน' ส่งคำต่างกัน ผลคือแอดมินรู้ทันทีว่าลูกค้ามาสายไหน ตอบได้ตรงตั้งแต่ประโยคแรก แทนที่จะเสียเวลาถามว่า 'สนใจแบบไหนคะ' ทุกครั้ง

วัด CPE แต่ละปุ่มยังไงให้เห็นว่าปุ่มไหนทำเงิน

พอจะวัด อย่าดูแค่ยอดกดรวม ให้แยกรายปุ่มแล้วไล่ต่อไปจนสุดทาง ตารางนี้คือกรอบที่ผมใช้ประเมินว่าปุ่มไหนควรอยู่ ปุ่มไหนควรถอด:

ตัวชี้วัดต่อปุ่มบอกอะไรปุ่มที่ควรเก็บไว้
ยอดกด/สัปดาห์ปุ่มนี้ดึงความสนใจได้ไหมกดสม่ำเสมอ ไม่ใช่กดครั้งเดียวแล้วเงียบ
% กดแล้วทักต่อปุ่มพาไปเริ่มบทสนทนาได้ไหมสัดส่วนคนทักต่อสูงกว่าค่าเฉลี่ยเมนู
% ทักแล้วปิดการขายบทสนทนาจากปุ่มนี้จบที่ยอดไหมปิดได้จริง ไม่ใช่แค่ถามเล่น
ต้นทุนแอดต่อยอดจากปุ่มนี้ปุ่มนี้คุ้มค่าโฆษณาที่พาคนเข้ามาไหมต้นทุนต่อยอดต่ำกว่าเป้า

อ่านตารางแล้วทำอะไรต่อ

พอมีตัวเลขรายปุ่ม การตัดสินใจจะง่ายขึ้นมาก ปุ่มที่กดเยอะแต่ไม่มีใครทักต่อ แปลว่าปลายทางของปุ่มนั้นมีปัญหา อาจเป็นหน้าที่ช้าหรือข้อมูลไม่ครบ ให้ไปดูว่าเกิดอะไรตรงนั้น

ปุ่มที่คนทักต่อเยอะแต่ปิดไม่ได้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เมนูแล้ว แต่อยู่ที่บทสนทนาหลังจากนั้น ลองกลับไปดูสคริปต์แอดมินว่าจัดการข้อโต้แย้งได้ดีพอไหม ส่วนปุ่มที่ไม่มีใครกดเลยเป็นเดือน ให้กล้าถอดออก เพราะทุกปุ่มที่มีอยู่แย่งสายตาจากปุ่มที่ทำเงินจริง

และอย่าลืมว่า Rich Menu ไม่ใช่ของที่ทำครั้งเดียวจบ ช่วงเทศกาลหรือช่วงมีของใหม่ ควรสลับปุ่มให้ตรงกับสิ่งที่คนกำลังมองหา เหมือนที่ร้านออฟไลน์ย้ายของขายดีมาไว้หน้าร้านตามฤดู

สรุป

Rich Menu ที่ทำงานไม่ได้วัดที่ความสวย แต่วัดที่มีคนกดปุ่มที่พาไปสู่ยอดจริงกี่คน ให้ตั้งปุ่มตามงานที่ลูกค้าอยากทำ ไม่ใช่ตามผังองค์กร แล้วใช้ปุ่มที่ส่งข้อความอัตโนมัติช่วยเริ่มบทสนทนาให้ลื่นขึ้น

ที่สำคัญคืออย่าหยุดวัดที่ยอดกด ให้ไล่ต่อไปจนถึงยอดขาย เพื่อจะรู้ว่าปุ่มไหนคุ้มค่าจอที่มันกินไป แล้วกล้าถอดปุ่มที่ไม่มีใครใช้ออก เพื่อให้ปุ่มที่ทำเงินได้เด่นขึ้น

  • ตั้งปุ่มตามงานลูกค้า (ราคา/สินค้า/ทัก/สั่ง) ไม่ใช่ตามเมนูองค์กร
  • ใช้ปุ่มส่งข้อความอัตโนมัติเพื่อลดแรงเสียดทานการเริ่มคุย
  • วัด CPE ไล่จากยอดกด → ทักต่อ → ปิดการขาย ไม่หยุดที่ยอดกด

คำถามที่พบบ่อย

Rich Menu ควรมีกี่ปุ่มถึงจะพอดี

ยิ่งน้อยยิ่งกดง่าย จอมือถือเล็ก ปุ่มเยอะเกินคนจะไม่รู้จะกดอันไหน แนะนำเริ่มที่ 4-6 ปุ่มที่ตอบงานหลักของลูกค้า แล้วค่อยปรับตามข้อมูลว่าปุ่มไหนมีคนใช้จริง

ควรวัดความสำเร็จของ Rich Menu ที่อะไร

ไม่ใช่แค่ยอดกด แต่ควรไล่ต่อไปว่ากดแล้วทักต่อกี่คน และทักแล้วปิดการขายได้กี่คน ปุ่มที่กดเยอะแต่ไม่นำไปสู่ยอดคือปุ่มที่ต้องปรับปลายทาง

ปุ่มที่ส่งข้อความอัตโนมัติแทนลูกค้าดีกว่าปุ่มเปิดลิงก์ไหม

แล้วแต่เป้าหมายของปุ่ม ถ้าอยากให้ลูกค้าเริ่มคุยกับแอดมิน ปุ่มที่พิมพ์คำให้อัตโนมัติช่วยลดแรงเสียดทานได้ดี แต่ถ้าอยากให้เขาดูข้อมูลด้วยตัวเองก่อน ปุ่มเปิดลิงก์ไปหน้าราคาหรือแคตตาล็อกก็เหมาะกว่า

ควรเปลี่ยน Rich Menu บ่อยแค่ไหน

ไม่มีกำหนดตายตัว แต่ควรเปลี่ยนเมื่อมีของใหม่ ช่วงเทศกาล หรือเมื่อข้อมูลบอกว่าปุ่มบางอันไม่มีคนใช้ การปล่อยเมนูเดิมทั้งปีมักทำให้พลาดโอกาสดันของที่กำลังขายดี

จะรู้ได้ยังไงว่าการกดปุ่มไหนนำไปสู่ยอดขายจริง

ต้องผูกการกดกลับไปที่บทสนทนาและยอดที่ปิดได้ ไม่ใช่ดูแค่จำนวนกด เครื่องมืออย่าง linli ที่เชื่อมที่มาของแอดกับแชทช่วยให้เห็นว่าปุ่มหรือแคมเปญไหนได้ลูกค้าที่โอนจริง ทำให้จัดลำดับความสำคัญของปุ่มได้แม่นขึ้น

Rich Menu สวย ๆ แต่คนไม่กด ควรเริ่มแก้จากตรงไหน

เริ่มจากถามว่าปุ่มตรงกับสิ่งที่ลูกค้าอยากทำจริงไหม บ่อยครั้งปัญหาไม่ใช่ดีไซน์ แต่เป็นเพราะปุ่มตั้งตามเมนูองค์กรมากกว่าตามงานของลูกค้า ลองปรับให้เหลือปุ่มที่ตอบเรื่องราคา สินค้า และการสั่งซื้อก่อน

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง