ให้ลูกค้าพิมพ์คีย์เวิร์ดทัก LINE: ระบุที่มาของแอดได้โดยไม่ต้องพึ่งลิงก์
สรุปสั้น ๆ
เมื่อลิงก์ติดตามใช้ไม่ได้หรือหลุดง่าย (เช่นบางแพลตฟอร์มตัดพารามิเตอร์) คุณยังระบุที่มาของลูกค้าได้ ด้วยการออกแบบให้แต่ละแอดบอกลูกค้าพิมพ์คีย์เวิร์ดเฉพาะ เช่น 'รับโค้ด A1' แล้วผูกคีย์เวิร์ดนั้นกลับไปที่แคมเปญ ทำให้รู้ว่ายอดมาจากแอดตัวไหนโดยไม่ต้องพึ่งลิงก์อย่างเดียว
มีสถานการณ์หนึ่งที่คนทำแอดเจอบ่อยจนปวดหัว คือยิงแอดหลายตัวพร้อมกัน มีคนทักเข้ามาเยอะ แต่พอถามว่า 'ยอดนี้มาจากแอดตัวไหน' กลับตอบไม่ได้ เพราะทุกคนเข้ามาที่ LINE เดียวกันหมด แล้วลิงก์ที่ควรจะบอกที่มาก็โดนตัดพารามิเตอร์ทิ้งระหว่างทาง
หลายคนพยายามแก้ด้วยการทำลิงก์ให้ซับซ้อนขึ้น แต่บางแพลตฟอร์มก็ยังตัดข้อมูลทิ้งอยู่ดี โดยเฉพาะบนมือถือที่การติดตามผ่านลิงก์บน iOSเปราะบางเป็นพิเศษ วันนี้ผมจะเสนอวิธีที่โบราณแต่ได้ผลจริง คือให้ลูกค้าพิมพ์คีย์เวิร์ดบอกที่มาให้เราเอง
วิธีนี้ไม่ได้มาแทนลิงก์ทั้งหมด แต่มันเป็นตาข่ายอีกชั้นที่ทำงานได้แม้ลิงก์จะหลุด และในหลายเคสมันแม่นกว่าด้วยซ้ำ เพราะข้อมูลมาจากตัวลูกค้าโดยตรง ไม่ต้องผ่านมือใครให้ตกหล่น
ทำไมพึ่งลิงก์อย่างเดียวถึงพลาดบ่อย
ลิงก์ติดตามทำงานได้ดีในโลกอุดมคติ แต่โลกจริงมีจุดรั่วเยอะ พารามิเตอร์อาจโดนตัดตอนเด้งข้ามแอป ลูกค้าอาจก็อปลิงก์ไปส่งต่อให้เพื่อน หรือกดจากแคปหน้าจอที่ไม่มีลิงก์เลย พอถึงปลายทางข้อมูลที่มาก็หายไปแล้ว
ที่เจ็บกว่านั้นคือคุณไม่รู้ตัวว่าข้อมูลหาย เพราะยอดทักก็ยังเข้ามาปกติ แค่ไม่มีป้ายบอกว่ามาจากไหน สุดท้ายก็ตัดสินใจเรื่องงบบนข้อมูลที่ขาด ๆ ซึ่งอันตรายกว่าไม่มีข้อมูลเลยด้วยซ้ำ นี่คือรากของช่องว่างระหว่างยอดคลิกกับยอดทักที่หลายร้านเจอ
คีย์เวิร์ดแก้ปัญหานี้ตรงที่ มันไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีอะไรเลย ลูกค้าพิมพ์คำที่เห็นในแอด คุณก็รู้ทันทีว่าเขามาจากแอดนั้น ต่อให้เขาแคปหน้าจอมาส่ง หรือพิมพ์เองจากความจำ ระบบก็ยังจับได้
ออกแบบคีย์เวิร์ดยังไงให้คนอยากพิมพ์ และแยกที่มาได้
- ตั้งคีย์เวิร์ดที่สั้น จำง่าย พิมพ์ไม่ผิด — หลีกเลี่ยงคำที่สะกดได้หลายแบบ ตัวอย่างที่ดีเช่น 'รับส่วนลด55' หรือ 'โค้ดหน้าฝน' ที่คนกวาดตาแล้วพิมพ์ตามได้เลย
- ให้เหตุผลว่าทำไมต้องพิมพ์ — คนจะไม่พิมพ์เปล่า ๆ ต้องมีของแลก เช่น พิมพ์คำนี้เพื่อรับส่วนลด รับแคตตาล็อก หรือรับสิทธิ์พิเศษ ยิ่งของแลกตรงใจ ยิ่งมีคนพิมพ์
- ทำคีย์เวิร์ดให้ต่างกันในแต่ละแอด — นี่คือหัวใจ ถ้าแอดวิดีโอใช้ 'โค้ด A1' แอดรูปนิ่งใช้ 'โค้ด B2' พอลูกค้าพิมพ์เข้ามา คุณจะแยกออกทันทีว่ายอดนี้มาจากครีเอทีฟตัวไหน
- ตั้งข้อความตอบอัตโนมัติสำหรับแต่ละคีย์เวิร์ด — พอมีคนพิมพ์คำที่ตั้งไว้ ให้ระบบตอบกลับด้วยของที่สัญญาไว้ทันที ลูกค้าได้ของเร็ว คุณได้ป้ายบอกที่มาอัตโนมัติ
- บันทึกที่มาไว้กับโปรไฟล์ลูกค้า — อย่าให้ข้อมูลนี้หายหลังตอบจบ ควรเก็บไว้ว่าลูกค้าคนนี้มาจากแคมเปญไหน เพื่อวัดต่อได้ว่าสุดท้ายเขาปิดการขายหรือไม่
ตัวอย่างการแมปคีย์เวิร์ดกับแคมเปญ
เพื่อให้เห็นภาพ ผมทำตารางตัวอย่างของร้านที่ยิงสามแอดพร้อมกัน แต่ละแอดมีคีย์เวิร์ดของตัวเอง เวลาลูกค้าพิมพ์เข้ามา ทีมงานเปิดตารางนี้ก็รู้ทันทีว่าใครมาจากไหน:
| คีย์เวิร์ดที่ให้พิมพ์ | แอด/ครีเอทีฟ | ของแลกที่สัญญา |
|---|---|---|
| รับโค้ด A1 | วิดีโอรีวิวลูกค้า | ส่วนลด 10% ครั้งแรก |
| รับโค้ด B2 | รูปนิ่งโชว์สินค้า | แคตตาล็อกฉบับเต็ม + ราคา |
| รับโค้ด C3 | แอดโปรโมชันเทศกาล | ของแถมพิเศษเฉพาะช่วง |
ใช้คู่กับลิงก์ ไม่ใช่แทนที่
ผมอยากย้ำว่าคีย์เวิร์ดไม่ได้มาล้มลิงก์ ทางที่ดีที่สุดคือใช้ทั้งสองอย่างซ้อนกัน ลิงก์จับคนส่วนใหญ่ที่กดตรง ๆ ส่วนคีย์เวิร์ดจับคนที่ลิงก์หลุดหรือแคปหน้าจอมา สองชั้นนี้อุดรูรั่วให้กันและกัน
สำหรับคนที่อยากไปให้สุด การส่งข้อมูลการปิดการขายกลับไปหาแพลตฟอร์มโฆษณาแบบการเชื่อมต่อฝั่งเซิร์ฟเวอร์จะทำให้ระบบเรียนรู้ได้ว่าคนแบบไหนซื้อจริง ซึ่งคีย์เวิร์ดช่วยให้คุณมั่นใจเรื่องที่มาก่อนจะส่งข้อมูลนั้นออกไป
ข้อควรระวังคืออย่าตั้งคีย์เวิร์ดเยอะจนทีมจำไม่ไหว และอย่าลืมปิดคีย์เวิร์ดของแคมเปญที่จบไปแล้ว ไม่งั้นลูกค้าเก่าพิมพ์คำเดิมกลับมา ระบบจะนับที่มาผิด กลายเป็นข้อมูลปนกันจนอ่านยาก
สรุป
การให้ลูกค้าพิมพ์คีย์เวิร์ดเฉพาะแคมเปญเป็นวิธีระบุที่มาที่ทนทานกว่าที่คิด เพราะไม่พึ่งลิงก์ที่หลุดง่าย ข้อมูลมาจากตัวลูกค้าโดยตรง ต่อให้เขาแคปหน้าจอหรือพิมพ์จากความจำ ระบบก็ยังจับได้
หัวใจอยู่ที่ออกแบบคีย์เวิร์ดให้พิมพ์ง่าย มีของแลกจูงใจ และต่างกันในแต่ละแอด แล้วใช้คู่กับลิงก์เพื่ออุดรูรั่วให้ครบ อย่าลืมปิดคีย์เวิร์ดของแคมเปญที่จบแล้วเพื่อไม่ให้ข้อมูลปนกัน
- คีย์เวิร์ดจับที่มาได้แม้ลิงก์หลุด เพราะมาจากลูกค้าโดยตรง
- ต้องมีของแลกจูงใจ และตั้งคีย์เวิร์ดต่างกันในแต่ละแอด
- ใช้คู่กับลิงก์ และปิดคีย์เวิร์ดของแคมเปญที่จบแล้ว
คำถามที่พบบ่อย
คีย์เวิร์ดทริกเกอร์ต่างจากการใส่ลิงก์ติดตามยังไง
ลิงก์ติดตามอาศัยพารามิเตอร์ที่ติดไปกับการกด ซึ่งบางแพลตฟอร์มตัดทิ้งหรือหลุดได้ ส่วนคีย์เวิร์ดอาศัยให้ลูกค้าพิมพ์คำเฉพาะเอง จึงยังจับที่มาได้แม้ลิงก์จะหาย ทางที่ดีคือใช้คู่กันเพื่ออุดรูรั่วให้กัน
จะทำให้ลูกค้ายอมพิมพ์คีย์เวิร์ดได้ยังไง
ต้องมีของแลกที่ตรงใจ เช่น ส่วนลด แคตตาล็อก หรือสิทธิ์พิเศษ คนจะไม่พิมพ์คำแปลก ๆ เปล่า ๆ แต่ถ้าพิมพ์แล้วได้ของที่อยากได้ทันที อัตราการพิมพ์จะสูงขึ้นมาก
ควรตั้งคีย์เวิร์ดแบบไหนให้คนพิมพ์ไม่ผิด
เลือกคำที่สั้น สะกดง่าย และไม่มีหลายวิธีเขียน หลีกเลี่ยงคำภาษาอังกฤษยาว ๆ หรือคำที่มีวรรณยุกต์ซับซ้อน ยิ่งพิมพ์ง่าย ยิ่งมีคนพิมพ์ถูกและระบบจับที่มาได้แม่น
ถ้าลูกค้าเก่าพิมพ์คีย์เวิร์ดเดิมของแคมเปญที่จบไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้น
ระบบอาจนับที่มาผิดเป็นแคมเปญเก่า ทางแก้คือปิดหรือเปลี่ยนข้อความตอบกลับของคีย์เวิร์ดที่หมดอายุ และตั้งคีย์เวิร์ดใหม่สำหรับแคมเปญใหม่ เพื่อไม่ให้ข้อมูลที่มาปนกัน
วิธีนี้เหมาะกับธุรกิจแบบไหน
เหมาะกับธุรกิจที่ยิงหลายแอดพร้อมกันแล้วอยากรู้ว่ายอดมาจากตัวไหน โดยเฉพาะร้านที่ปิดการขายในแชท เพราะให้ทุกคนเข้ามาที่ LINE เดียวแล้วแยกด้วยคีย์เวิร์ด ง่ายกว่าการทำหลายลิงก์หลายปลายทาง
ตั้งได้กี่คีย์เวิร์ดถึงจะจัดการไหว
ไม่มีเพดานตายตัว แต่ควรมีเท่าที่ทีมจำและดูแลไหว ถ้าตั้งเยอะเกินจนไม่มีใครจำได้ว่าคำไหนของแคมเปญไหน ข้อมูลจะเริ่มเชื่อถือไม่ได้ เริ่มจากคีย์เวิร์ดหลักไม่กี่ตัวก่อนแล้วค่อยขยายจะจัดการง่ายกว่า
บทความที่เกี่ยวข้อง


