← กลับไปหน้าบทความ
กรณีศึกษาตามธุรกิจ

เอเจนซี่อสังหาที่พึ่งช่องทางเดียวจนเจ๊งเมื่อมันหยุดทำงาน: เคสกระจายความเสี่ยงพร้อมวัดผลแยกที่มา

02 ส.ค. 04:15 · อ่าน 1 นาที
เอเจนซี่อสังหาที่พึ่งช่องทางเดียวจนเจ๊งเมื่อมันหยุดทำงาน: เคสกระจายความเสี่ยงพร้อมวัดผลแยกที่มา

สรุปสั้น ๆ

เอเจนซี่ในเคสตัวอย่างนี้พึ่งพาโฆษณาช่องทางเดียวมาหลายปีเพราะมันเคยได้ผลดี จนวันที่บัญชีโฆษณาหลักมีปัญหาต้องหยุดใช้งานชั่วคราว ลีดเกือบหายไปทั้งหมดในทันที บทเรียนที่ได้ไม่ใช่แค่เรื่องกระจายช่องทาง แต่รวมถึงการวางระบบวัดผลแยกที่มาให้ชัด เพื่อรู้ว่าช่องทางไหนทำงานจริงบ้าง

สมมติเอเจนซี่ ‘บ้านสวยพร้อมโอน’ ทำการตลาดคอนโดและบ้านเดี่ยวให้ลูกค้าหลายโครงการ ช่องทางหลักที่ใช้หาลีดมาตลอดสามปีคือโฆษณาแพลตฟอร์มเดียว เพราะมันเคยให้ต้นทุนต่อลีดต่ำและปิดการขายได้ดีตั้งแต่ช่วงแรก ทีมจึงทุ่มงบเกือบทั้งหมดไปที่ช่องทางนี้

จนกระทั่งวันหนึ่งบัญชีโฆษณาหลักถูกระงับชั่วคราวจากปัญหาด้านนโยบาย ทีมต้องใช้เวลาเกือบสองสัปดาห์กว่าจะกู้บัญชีคืนได้ ระหว่างนั้นลีดที่เคยเข้ามาวันละหลายสิบราย กลับลดลงเหลือแทบเป็นศูนย์ เพราะไม่มีช่องทางสำรองใด ๆ รองรับเลย

เนื้อหาต่อไปนี้เป็นเคสตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างประกอบ ไม่ใช่สถิติจากบริษัทจริง

วันที่ช่องทางหลักหยุดทำงานกะทันหัน

สองสัปดาห์ที่บัญชีโฆษณาหลักถูกระงับ ทีมขายแทบไม่มีลีดใหม่เข้ามาให้ตามเลย ยอดนัดชมโครงการที่เคยมีสัปดาห์ละ 25-30 นัด ลดลงเหลือไม่ถึง 5 นัดต่อสัปดาห์ สร้างความเสียหายที่ประเมินเป็นตัวเงินได้ยาก เพราะเป็นโอกาสขายที่หายไปเฉย ๆ

ผู้บริหารเอเจนซี่ตั้งคำถามตรง ๆ กับทีมว่า ‘ทำไมเราไม่มีแผนสำรองเลย’ ซึ่งคำตอบที่ได้คือ ช่องทางนั้นทำงานดีมาตลอด จึงไม่มีใครเห็นความจำเป็นต้องลงทุนกับช่องทางอื่นควบคู่ไปด้วย

โครงสร้างช่องทางก่อนเกิดปัญหา

ช่องทางสัดส่วนงบสัดส่วนลีดที่ได้
แพลตฟอร์มโฆษณาหลัก85%90%
SEO/บทความเว็บไซต์5%5%
ฐานลูกค้าเก่า/แนะนำต่อ0% (ไม่มีงบ)5%
ช่องทางอื่น ๆ10%0%

แผนกระจายความเสี่ยงที่ทีมวางใหม่

  1. แบ่งงบโฆษณาไปยังอย่างน้อยสองแพลตฟอร์มหลักพร้อมกัน แม้ต้นทุนต่อลีดของแพลตฟอร์มรองจะสูงกว่าเล็กน้อยในช่วงแรก
  2. เริ่มทำระบบติดตามลูกค้าเก่าที่เคยสนใจแต่ยังไม่ปิดการขายอย่างจริงจัง แทนที่จะปล่อยข้อมูลทิ้งไว้เฉย ๆ
  3. ลงทุนทำเนื้อหา SEO ระยะยาวเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีลีดที่เข้ามาแบบไม่ต้องพึ่งงบโฆษณาล้วน ๆ ในระยะยาว โดยเน้นคำค้นที่ใกล้เคียงกับความตั้งใจซื้อจริงของลูกค้า
  4. ติดแท็กที่มาของทุกลีดตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะมาจากช่องทางไหน เพื่อให้รู้ชัดว่าแต่ละช่องทางปิดการขายได้จริงกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ดูแค่จำนวนลีดที่เข้ามา บทเรียนนี้คล้ายกับกรณีที่ระบบวัดผลหลุดหายจนตัวเลขไม่สะท้อนความจริง

ทำไมการวัดผลแยกที่มาถึงสำคัญพอ ๆ กับการกระจายช่องทาง

การกระจายช่องทางอย่างเดียวโดยไม่มีระบบวัดผลที่แยกแยะได้ชัด อาจทำให้หลงทางไปอีกแบบ คือทุ่มงบไปหลายที่แต่ไม่รู้ว่าช่องทางไหนคุ้มค่าจริง ทีมจึงต้องทำสองเรื่องคู่กัน ทั้งกระจายความเสี่ยงและวางระบบติดแท็กที่มาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

ในเคสนี้ทีมพบว่าฐานลูกค้าเก่าที่เคยติดต่อแต่ยังไม่ปิดการขาย กลับเป็นแหล่งลีดที่ปิดการขายได้ในสัดส่วนสูงกว่าช่องทางใหม่ ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้แทบไม่เคยถูกให้ความสำคัญเลย

โครงสร้างช่องทางหลังปรับ 4 เดือน

ช่องทางสัดส่วนงบสัดส่วนลีดที่ได้อัตราปิดการขาย
แพลตฟอร์มโฆษณาหลัก45%40%6%
แพลตฟอร์มโฆษณารอง30%30%5%
SEO/บทความเว็บไซต์10%15%9%
ฐานลูกค้าเก่า/แนะนำต่อ15%15%14%

สรุป

เคสตัวอย่างนี้ไม่ได้ต้องการบอกว่าอย่าใช้ช่องทางที่ได้ผลดี แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าการพึ่งพาช่องทางเดียวมากเกินไป คือความเสี่ยงที่มองไม่เห็นจนกว่าจะเกิดปัญหาจริง

ถ้าธุรกิจของคุณพึ่งพาช่องทางหาลูกค้าเพียงทางเดียวอยู่ตอนนี้ ลองถามตัวเองว่า ถ้าวันพรุ่งนี้ช่องทางนั้นหยุดทำงานกะทันหัน ธุรกิจจะยังมีลีดเข้ามาบ้างไหม คำตอบของคำถามนี้จะบอกได้ว่าถึงเวลากระจายความเสี่ยงหรือยัง

  • การพึ่งพาช่องทางเดียวเสี่ยงมากกว่าที่คิด แม้ช่องทางนั้นจะเคยได้ผลดี
  • ฐานลูกค้าเก่าที่ยังไม่ปิดการขายมักถูกมองข้าม ทั้งที่ปิดการขายได้ดีถ้าติดตามถูกจังหวะ
  • ต้องกระจายช่องทางคู่กับวางระบบวัดผลแยกที่มา ไม่งั้นจะไม่รู้ว่าช่องทางไหนคุ้มค่าจริง

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมพึ่งพาช่องทางเดียวถึงเสี่ยง ทั้งที่มันได้ผลดีมาตลอด

เพราะแพลตฟอร์มโฆษณาสามารถมีปัญหาด้านนโยบาย ระบบ หรือต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ ถ้าธุรกิจไม่มีช่องทางสำรอง ความเสี่ยงจะตกอยู่ที่ธุรกิจเต็ม ๆ เมื่อช่องทางหลักมีปัญหา

ควรกระจายงบไปกี่ช่องทางถึงจะพอดี

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่ควรมีอย่างน้อยสองช่องทางหลักที่ทำงานคู่ขนานกัน บวกกับช่องทางที่ไม่ต้องพึ่งงบโฆษณาล้วน ๆ อย่างฐานลูกค้าเก่าหรือ SEO

ฐานลูกค้าเก่าที่ยังไม่ปิดการขาย คุ้มค่าที่จะลงทุนติดตามจริงไหม

คุ้มมาก เพราะเป็นกลุ่มที่เคยแสดงความสนใจแล้วและธุรกิจไม่ต้องเสียค่าแอดใหม่เพื่อหาพวกเขาอีกครั้ง เพียงแต่ต้องมีข้อเสนอหรือเหตุผลใหม่ในการกลับไปคุย

การติดแท็กที่มาของลีดยุ่งยากไหมสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แค่บันทึกง่าย ๆ ว่าลีดแต่ละรายมาจากช่องทางไหนตั้งแต่แรกทัก ก็เพียงพอให้เห็นภาพว่าช่องทางไหนปิดการขายได้ดีกว่ากันแล้ว

ถ้างบจำกัด ควรเริ่มกระจายช่องทางจากตรงไหนก่อน

แนะนำให้เริ่มจากการติดตามฐานลูกค้าเก่าก่อน เพราะแทบไม่ต้องใช้งบเพิ่ม แล้วค่อยทยอยแบ่งงบโฆษณาไปช่องทางที่สองเมื่อเห็นว่าคุ้มค่า

ระบบวัดผลที่แยกที่มาของลีดได้ชัด ช่วยตอนตัดสินใจกระจายงบยังไง

ช่วยให้เห็นข้อมูลจริงว่าช่องทางไหนปิดการขายได้ดีกว่ากัน ไม่ใช่แค่จำนวนลีด ระบบอย่าง linli ที่ผูกที่มาของแอดกับผลการปิดยอดในแชท ช่วยให้ตัดสินใจแบ่งงบได้บนข้อมูลจริงแทนความรู้สึก

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง