← กลับไปหน้าบทความ
กรณีศึกษาตามธุรกิจ

เอเจนซี่อสังหาที่พึ่งช่องทางเดียวจนเจ๊งเมื่อมันหยุดทำงาน เคสกระจายความเสี่ยงพร้อมวัดผลแยกที่มา

ทีมบรรณาธิการ linli09 ก.ค. 14:14อัปเดต 09 ก.ค. 14:14อ่าน 1 นาที
เอเจนซี่อสังหาที่พึ่งช่องทางเดียวจนเจ๊งเมื่อมันหยุดทำงาน เคสกระจายความเสี่ยงพร้อมวัดผลแยกที่มา
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

เอเจนซี่ในเคสตัวอย่างนี้พึ่งพาโฆษณาช่องทางเดียวมาหลายปีเพราะมันเคยได้ผลดี จนวันที่บัญชีโฆษณาหลักมีปัญหาต้องหยุดใช้งานชั่วคราว ลีดเกือบหายไปทั้งหมดในทันที บทเรียนที่ได้ไม่ใช่แค่เรื่องกระจายช่องทาง แต่รวมถึงการวางระบบวัดผลแยกที่มาให้ชัด เพื่อรู้ว่าช่องทางไหนทำงานจริงบ้าง

สมมติเอเจนซี่ ‘บ้านสวยพร้อมโอน’ ทำการตลาดคอนโดและบ้านเดี่ยวให้ลูกค้าหลายโครงการ ช่องทางหลักที่ใช้หาลีดมาตลอดสามปีคือโฆษณาแพลตฟอร์มเดียว เพราะมันเคยให้ต้นทุนต่อลีดต่ำและปิดการขายได้ดีตั้งแต่ช่วงแรก ทีมจึงทุ่มงบเกือบทั้งหมดไปที่ช่องทางนี้

จนกระทั่งวันหนึ่งบัญชีโฆษณาหลักถูกระงับชั่วคราวจากปัญหาด้านนโยบาย ทีมต้องใช้เวลาเกือบสองสัปดาห์กว่าจะกู้บัญชีคืนได้ ระหว่างนั้นลีดที่เคยเข้ามาวันละหลายสิบราย กลับลดลงเหลือแทบเป็นศูนย์ เพราะไม่มีช่องทางสำรองใด ๆ รองรับเลย

เนื้อหาต่อไปนี้เป็นเคสตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างประกอบ ไม่ใช่สถิติจากบริษัทจริง

วันที่ช่องทางหลักหยุดทำงานกะทันหัน

สองสัปดาห์ที่บัญชีโฆษณาหลักถูกระงับ ทีมขายแทบไม่มีลีดใหม่เข้ามาให้ตามเลย ยอดนัดชมโครงการที่เคยมีสัปดาห์ละ 25-30 นัด ลดลงเหลือไม่ถึง 5 นัดต่อสัปดาห์ สร้างความเสียหายที่ประเมินเป็นตัวเงินได้ยาก เพราะเป็นโอกาสขายที่หายไปเฉย ๆ

ผู้บริหารเอเจนซี่ตั้งคำถามตรง ๆ กับทีมว่า ‘ทำไมเราไม่มีแผนสำรองเลย’ ซึ่งคำตอบที่ได้คือ ช่องทางนั้นทำงานดีมาตลอด จึงไม่มีใครเห็นความจำเป็นต้องลงทุนกับช่องทางอื่นควบคู่ไปด้วย

โครงสร้างช่องทางก่อนเกิดปัญหา

ช่องทางสัดส่วนงบสัดส่วนลีดที่ได้
แพลตฟอร์มโฆษณาหลัก85%90%
SEO/บทความเว็บไซต์5%5%
ฐานลูกค้าเก่า/แนะนำต่อ0% (ไม่มีงบ)5%
ช่องทางอื่น ๆ10%0%

แผนกระจายความเสี่ยงที่ทีมวางใหม่

  1. แบ่งงบโฆษณาไปยังอย่างน้อยสองแพลตฟอร์มหลักพร้อมกัน แม้ต้นทุนต่อลีดของแพลตฟอร์มรองจะสูงกว่าเล็กน้อยในช่วงแรก
  2. เริ่มทำระบบติดตามลูกค้าเก่าที่เคยสนใจแต่ยังไม่ปิดการขายอย่างจริงจัง แทนที่จะปล่อยข้อมูลทิ้งไว้เฉย ๆ
  3. ลงทุนทำเนื้อหา SEO ระยะยาวเพิ่มขึ้น เพื่อให้มีลีดที่เข้ามาแบบไม่ต้องพึ่งงบโฆษณาล้วน ๆ ในระยะยาว โดยเน้นคำค้นที่ใกล้เคียงกับความตั้งใจซื้อจริงของลูกค้า
  4. ติดแท็กที่มาของทุกลีดตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะมาจากช่องทางไหน เพื่อให้รู้ชัดว่าแต่ละช่องทางปิดการขายได้จริงกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ดูแค่จำนวนลีดที่เข้ามา บทเรียนนี้คล้ายกับกรณีที่ระบบวัดผลหลุดหายจนตัวเลขไม่สะท้อนความจริง

ทำไมการวัดผลแยกที่มาถึงสำคัญพอ ๆ กับการกระจายช่องทาง

การกระจายช่องทางอย่างเดียวโดยไม่มีระบบวัดผลที่แยกแยะได้ชัด อาจทำให้หลงทางไปอีกแบบ คือทุ่มงบไปหลายที่แต่ไม่รู้ว่าช่องทางไหนคุ้มค่าจริง ทีมจึงต้องทำสองเรื่องคู่กัน ทั้งกระจายความเสี่ยงและวางระบบติดแท็กที่มาให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น

ในเคสนี้ทีมพบว่าฐานลูกค้าเก่าที่เคยติดต่อแต่ยังไม่ปิดการขาย กลับเป็นแหล่งลีดที่ปิดการขายได้ในสัดส่วนสูงกว่าช่องทางใหม่ ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้แทบไม่เคยถูกให้ความสำคัญเลย

โครงสร้างช่องทางหลังปรับ 4 เดือน

ช่องทางสัดส่วนงบสัดส่วนลีดที่ได้อัตราปิดการขาย
แพลตฟอร์มโฆษณาหลัก45%40%6%
แพลตฟอร์มโฆษณารอง30%30%5%
SEO/บทความเว็บไซต์10%15%9%
ฐานลูกค้าเก่า/แนะนำต่อ15%15%14%

สรุป

เคสตัวอย่างนี้ไม่ได้ต้องการบอกว่าอย่าใช้ช่องทางที่ได้ผลดี แต่ต้องการชี้ให้เห็นว่าการพึ่งพาช่องทางเดียวมากเกินไป คือความเสี่ยงที่มองไม่เห็นจนกว่าจะเกิดปัญหาจริง

ถ้าธุรกิจของคุณพึ่งพาช่องทางหาลูกค้าเพียงทางเดียวอยู่ตอนนี้ ลองถามตัวเองว่า ถ้าวันพรุ่งนี้ช่องทางนั้นหยุดทำงานกะทันหัน ธุรกิจจะยังมีลีดเข้ามาบ้างไหม คำตอบของคำถามนี้จะบอกได้ว่าถึงเวลากระจายความเสี่ยงหรือยัง

  • การพึ่งพาช่องทางเดียวเสี่ยงมากกว่าที่คิด แม้ช่องทางนั้นจะเคยได้ผลดี
  • ฐานลูกค้าเก่าที่ยังไม่ปิดการขายมักถูกมองข้าม ทั้งที่ปิดการขายได้ดีถ้าติดตามถูกจังหวะ
  • ต้องกระจายช่องทางคู่กับวางระบบวัดผลแยกที่มา ไม่งั้นจะไม่รู้ว่าช่องทางไหนคุ้มค่าจริง

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมพึ่งพาช่องทางเดียวถึงเสี่ยง ทั้งที่มันได้ผลดีมาตลอด

เพราะแพลตฟอร์มโฆษณาสามารถมีปัญหาด้านนโยบาย ระบบ หรือต้นทุนที่เปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ ถ้าธุรกิจไม่มีช่องทางสำรอง ความเสี่ยงจะตกอยู่ที่ธุรกิจเต็ม ๆ เมื่อช่องทางหลักมีปัญหา

ควรกระจายงบไปกี่ช่องทางถึงจะพอดี

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่ควรมีอย่างน้อยสองช่องทางหลักที่ทำงานคู่ขนานกัน บวกกับช่องทางที่ไม่ต้องพึ่งงบโฆษณาล้วน ๆ อย่างฐานลูกค้าเก่าหรือ SEO

ฐานลูกค้าเก่าที่ยังไม่ปิดการขาย คุ้มค่าที่จะลงทุนติดตามจริงไหม

คุ้มมาก เพราะเป็นกลุ่มที่เคยแสดงความสนใจแล้วและธุรกิจไม่ต้องเสียค่าแอดใหม่เพื่อหาพวกเขาอีกครั้ง เพียงแต่ต้องมีข้อเสนอหรือเหตุผลใหม่ในการกลับไปคุย

การติดแท็กที่มาของลีดยุ่งยากไหมสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก

ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แค่บันทึกง่าย ๆ ว่าลีดแต่ละรายมาจากช่องทางไหนตั้งแต่แรกทัก ก็เพียงพอให้เห็นภาพว่าช่องทางไหนปิดการขายได้ดีกว่ากันแล้ว

ถ้างบจำกัด ควรเริ่มกระจายช่องทางจากตรงไหนก่อน

แนะนำให้เริ่มจากการติดตามฐานลูกค้าเก่าก่อน เพราะแทบไม่ต้องใช้งบเพิ่ม แล้วค่อยทยอยแบ่งงบโฆษณาไปช่องทางที่สองเมื่อเห็นว่าคุ้มค่า

ระบบวัดผลที่แยกที่มาของลีดได้ชัด ช่วยตอนตัดสินใจกระจายงบยังไง

ช่วยให้เห็นข้อมูลจริงว่าช่องทางไหนปิดการขายได้ดีกว่ากัน ไม่ใช่แค่จำนวนลีด ระบบอย่าง linli ที่ผูกที่มาของแอดกับผลการปิดยอดในแชท ช่วยให้ตัดสินใจแบ่งงบได้บนข้อมูลจริงแทนความรู้สึก

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

แบรนด์บิวตี้ที่คนกดโฆษณาเยอะแต่หายเงียบก่อนแชทจะเริ่มด้วยซ้ำ เคสอุดรอยรั่วช่วง 'คลิกแล้วเงียบ'

แบรนด์บิวตี้ที่คนกดโฆษณาเยอะแต่หายเงียบก่อนแชทจะเริ่มด้วยซ้ำ เคสอุดรอยรั่วช่วง 'คลิกแล้วเงียบ'

แบรนด์สกินแคร์สมมติที่คนกดโฆษณาเข้ามาจำนวนมาก แต่มีคนเริ่มทักแชทจริงน้อยมาก จนพบว่าปัญหาซ่อนอยู่ในช่วงสั้น ๆ ระหว่างคลิกกับการเปิดแชท
แคมเปญคอร์สออนไลน์ที่ดูเหมือน 'ตาย' ในหน้ารายงานแอด ทั้งที่จริงปิดยอดในแชทเงียบ ๆ ทุกวัน

แคมเปญคอร์สออนไลน์ที่ดูเหมือน 'ตาย' ในหน้ารายงานแอด ทั้งที่จริงปิดยอดในแชทเงียบ ๆ ทุกวัน

ผู้ขายคอร์สออนไลน์สมมติที่เกือบปิดแคมเปญเพราะหน้ารายงานฟ้องว่า Conversion เป็นศูนย์ ทั้งที่จริงมีคนปิดยอดในแชททุกวัน เพียงแต่ระบบไม่เคยเห็น
แคมเปญของร้านของขวัญเทศกาลพังตั้งแต่สัปดาห์แรกของไฮซีซั่น เคสแก้กลางทางจนทันขายในโค้งสุดท้าย

แคมเปญของร้านของขวัญเทศกาลพังตั้งแต่สัปดาห์แรกของไฮซีซั่น เคสแก้กลางทางจนทันขายในโค้งสุดท้าย

ร้านของขวัญเทศกาลสมมติที่แคมเปญพังตั้งแต่สัปดาห์แรกของช่วงขายดีที่สุดของปี แทนที่จะรอจนจบแล้วสรุปบทเรียน ทีมเลือกลงมือแก้กลางทาง จนทันเก็บยอดโค้งสุดท้าย