← กลับไปหน้าบทความ
ทีมแอดมิน

ให้คะแนนคุณภาพแชทด้วยความรู้สึก ‘สุภาพดี ตอบไว’ มานานพอแล้ว: วิธีออกแบบสกอร์การ์ดที่ผูกกับยอดปิดจริง

02 ส.ค. 04:20 · อ่าน 1 นาที
ให้คะแนนคุณภาพแชทด้วยความรู้สึก ‘สุภาพดี ตอบไว’ มานานพอแล้ว: วิธีออกแบบสกอร์การ์ดที่ผูกกับยอดปิดจริง

สรุปสั้น ๆ

สกอร์การ์ดที่วัดแค่ ‘ตอบไวไหม สุภาพไหม’ ให้คะแนนคนที่พูดจาดีแต่ปิดไม่ได้พอ ๆ กับคนที่ปิดเก่งจริง เพราะสองอย่างนี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ทางที่ถูกคือย้อนดูก่อนว่าพฤติกรรมไหนในแชทจริงที่เชื่อมกับการปิดได้ แล้วค่อยตั้งเกณฑ์ให้น้ำหนักตามนั้น

ทีม QA ของร้านอุปกรณ์ออกกำลังกายแห่งหนึ่งใช้สกอร์การ์ดเดิมมาสามปี วัดแค่สี่ข้อ คือทักทายสุภาพไหม ตอบภายใน 5 นาทีไหม สะกดถูกไหม และปิดท้ายด้วยคำขอบคุณไหม แอดมินที่ได้คะแนนเต็มติดต่อกันหลายเดือนกลับเป็นคนที่อัตราปิดต่ำที่สุดในทีม

เมื่อหัวหน้าทีมลงไปอ่านแชทจริงของแอดมินคนนี้ ก็เห็นทันทีว่าเขาสุภาพและตอบไวจริง แต่ไม่เคยถามคำถามเปิดที่ดึงเหตุผลของลูกค้าออกมาเลย ตอบแค่สิ่งที่ลูกค้าถามตรง ๆ แล้วก็จบบทสนทนาไว้เท่านั้น สกอร์การ์ดเดิมจึงไม่เคยจับปัญหานี้ได้เลยสักครั้ง

บทความนี้เล่าวิธีย้อนกลับไปหาว่าพฤติกรรมไหนในแชทจริงที่แยกคนปิดเก่งออกจากคนปิดไม่เก่ง แล้วเอามาออกแบบเป็นสกอร์การ์ดที่วัดสิ่งที่มีความหมายจริง ไม่ใช่แค่มารยาทผิวเผิน

ปัญหาของสกอร์การ์ดที่วัดแค่มารยาทผิวเผิน

สกอร์การ์ดแบบ ‘สุภาพดี ตอบไว’ ผ่านง่ายเกินไป เพราะแอดมินทุกคนเรียนรู้ที่จะทักทายให้ดูดีได้ภายในไม่กี่วัน มันจึงกลายเป็นเกณฑ์ที่ไม่แยกแยะอะไรเลยหลังจากผ่านไปเดือนแรก ทุกคนได้คะแนนใกล้เคียงกันหมด ทั้งที่ผลงานจริงต่างกันลิบลับ

ที่แย่กว่านั้นคือสกอร์การ์ดแบบนี้ให้ภาพลวงกับหัวหน้าทีมว่าทุกคนทำงานดีเหมือนกัน จนกว่าจะไปเปิดดูต้นทุนต่อดีลที่ปิดได้จริงของแต่ละคนถึงจะเห็นความต่างที่ซ่อนอยู่

ย้อนดูพฤติกรรมที่เชื่อมกับการปิดจริง ก่อนตั้งเกณฑ์

ก่อนออกแบบสกอร์การ์ดใหม่ ให้เอาแชทที่ปิดได้กับแชทที่ปิดไม่ได้มาวางเทียบกันสัก 20-30 คู่ แล้วหาว่าอะไรที่ทำต่างกันจริง ไม่ใช่เดาจากทฤษฎี ที่ร้านอุปกรณ์ออกกำลังกาย ความต่างที่เจอชัดที่สุดคือ แอดมินที่ปิดเก่งมักถามคำถามกลับก่อนตอบราคาเสมอ เช่น ถามว่าจะใช้ที่บ้านหรือฟิตเนส เพื่อแนะนำรุ่นให้ตรง แต่คนที่ปิดไม่เก่งจะตอบราคาทันทีโดยไม่ถามอะไรเลย

พอเห็นแพทเทิร์นแบบนี้ สกอร์การ์ดใหม่จึงเปลี่ยนจากวัด ‘มารยาท’ มาวัด ‘พฤติกรรมที่พาดีลไปข้างหน้า’ แทน ซึ่งเป็นสิ่งที่แยกแยะผลงานจริงได้มากกว่าเดิมมาก

ตัวอย่างสกอร์การ์ด 5 หมวดที่ผูกกับผลจริง

หมวดน้ำหนักวัดอะไร
ถามคำถามเปิดก่อนเสนอราคา25%ดึงข้อมูลลูกค้าเพื่อแนะนำให้ตรงจุด ไม่ใช่ตอบราคาทื่อ ๆ
จัดการข้อโต้แย้งแทนการเงียบตาม25%เจอคำถามยาก ๆ แล้วยังพาบทสนทนาไปต่อได้ไหม
ให้เหตุผลรองรับคำแนะนำ20%อธิบายว่าทำไมถึงเสนอสินค้า/ราคานี้ ไม่ใช่แค่บอกตัวเลข
จังหวะปิดหรือชวนขั้นต่อไป20%รู้จังหวะชวนตัดสินใจ ไม่ปล่อยให้บทสนทนาค้าง
ความถูกต้องของข้อมูล10%ไม่ให้ข้อมูลผิดที่จะกลายเป็นปัญหาทีหลัง

บทสนทนาความเห็นต่างระหว่างสองคนที่ให้คะแนนแชทเดียวกัน

ช่วงทดลองใช้สกอร์การ์ดใหม่ หัวหน้าทีมกับ QA อีกคนให้คะแนนแชทเดียวกันไม่ตรงกันในหมวด ‘จัดการข้อโต้แย้ง’

QA คนที่ 1: ‘ผมให้เต็มเลย เพราะแอดมินตอบทุกคำถามของลูกค้าครบ’
หัวหน้าทีม: ‘ตอบครบก็จริง แต่ลองดูอีกทีสิ ลูกค้าถามว่าทำไมแพงกว่ายี่ห้ออื่น แอดมินตอบแค่ว่า ‘คุณภาพดีกว่าค่ะ’ แล้วก็จบ ไม่ได้อธิบายว่าดีกว่ายังไง แบบนี้คือตอบครบแต่ไม่ได้จัดการข้อโต้แย้งจริง’
QA คนที่ 1: ‘อ๋อ เข้าใจแล้ว งั้นต้องดูว่าคำตอบนั้นแก้ความกังวลได้จริงไหม ไม่ใช่แค่มีคำตอบ’

บทสนทนาแบบนี้เองที่ทำให้เกณฑ์ในสกอร์การ์ดค่อย ๆ ชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนสองคนให้คะแนนตรงกันมากขึ้นในรอบถัดไป

ข้อผิดพลาดที่ทำให้สกอร์การ์ดกลายเป็นแค่กระดาษ

  • มีหมวดเยอะเกินไปจนผู้ให้คะแนนเองก็จำเกณฑ์ไม่ได้ ยิ่งหมวดเยอะ ยิ่งให้คะแนนตามความรู้สึกแทนเกณฑ์จริง
  • ไม่เคยกลับไปเช็กว่าคะแนนสกอร์การ์ดสัมพันธ์กับยอดปิดจริงหรือเปล่า ถ้าคนคะแนนสูงแต่ปิดต่ำเรื่อย ๆ แปลว่าเกณฑ์นั้นวัดผิดจุด
  • ใช้สกอร์การ์ดเดียวกันตลอดไปโดยไม่ปรับ ทั้งที่พฤติกรรมที่เชื่อมกับการปิดอาจเปลี่ยนไปตามสินค้าหรือฤดูกาล

สรุป

สกอร์การ์ดที่วัดแค่มารยาทผิวเผินให้ภาพลวงว่าทุกคนทำงานดีพอกัน ทั้งที่ความจริงอัตราปิดต่างกันลิบลับ การย้อนดูพฤติกรรมจริงที่เชื่อมกับผลลัพธ์ก่อนตั้งเกณฑ์คือจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง

สกอร์การ์ดที่ดีไม่ใช่เอกสารที่ตั้งครั้งเดียวแล้วใช้ตลอดไป แต่ต้องกลับมาเช็กสม่ำเสมอว่ายังสะท้อนสิ่งที่ทำให้ปิดการขายได้จริงอยู่หรือเปล่า

  • อย่าวัดแค่ความสุภาพหรือความเร็วในการตอบ เพราะไม่ได้บอกว่าใครขายเก่งจริง
  • หาพฤติกรรมที่เชื่อมกับการปิดจริงจากการเทียบแชทที่ปิดได้กับปิดไม่ได้ก่อนตั้งเกณฑ์
  • ทบทวนสกอร์การ์ดเป็นระยะ และเช็กว่าคะแนนสูงสัมพันธ์กับยอดปิดจริงหรือไม่

คำถามที่พบบ่อย

ควรให้ QA คนเดียวหรือหลายคนช่วยกันให้คะแนน

ถ้าเป็นไปได้ควรมีอย่างน้อยสองคนสลับกันเช็กแชทชุดเดียวกันเป็นระยะ เพื่อดูว่าคะแนนตรงกันหรือไม่ ถ้าต่างกันมากแปลว่าเกณฑ์ยังไม่ชัดพอ

แอดมินควรรู้เกณฑ์สกอร์การ์ดล่วงหน้าไหม

ควรรู้ เพราะเป้าหมายคือให้เขาปรับพฤติกรรมตามเกณฑ์ ไม่ใช่ทดสอบแบบไม่บอกกติกา การซ่อนเกณฑ์ไว้ไม่ได้ทำให้ผลงานดีขึ้น มีแต่ทำให้รู้สึกไม่เป็นธรรม

ควรให้คะแนนทุกแชทหรือสุ่มบางส่วน

สุ่มก็เพียงพอสำหรับทีมที่แชทเข้าเยอะ แต่ควรสุ่มให้กระจายทั้งวันและกระจายทุกคน ไม่ใช่สุ่มแค่ช่วงเวลาว่างของ QA เพราะจะได้ภาพที่ไม่ตรงความจริง

ถ้าคะแนน QA สูงแต่ยอดปิดของคนนั้นยังต่ำอยู่ ควรเชื่อตัวเลขไหน

ควรกลับไปทบทวนเกณฑ์สกอร์การ์ดก่อน เพราะถ้าคะแนนดีแต่ผลจริงไม่ดี แปลว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้อาจยังไม่ได้วัดพฤติกรรมที่เชื่อมกับการปิดจริง

ควรผูกคะแนน QA กับการประเมินผลงานประจำปีไหม

ผูกได้ แต่ควรใช้เป็นส่วนหนึ่ง ไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียว เพราะสกอร์การ์ดวัดได้แค่ตัวอย่างแชทที่สุ่มมา ไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมดของคนคนนั้น

ต้องปรับสกอร์การ์ดบ่อยแค่ไหน

ควรทบทวนทุกไตรมาสหรือเมื่อมีสินค้า/บริการใหม่ที่เปลี่ยนวิธีคุยกับลูกค้าไปมาก การใช้เกณฑ์เดิมนานเกินไปโดยไม่ทบทวนมักทำให้วัดผิดจุดโดยไม่รู้ตัว

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง