← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

ดันความเร็ว Pipeline การขายให้ Lead ไม่ค้างอยู่กลางทางนานเกินไป

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:53อัปเดต 12 ส.ค. 04:53อ่าน 3 นาที
ดันความเร็ว Pipeline การขายให้ Lead ไม่ค้างอยู่กลางทางนานเกินไป
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Pipeline Velocity คือความเร็วที่โอกาสขาย (Opportunity) ไหลผ่านขั้นตอนต่าง ๆ จนกลายเป็นรายได้จริง คำนวณจากจำนวนโอกาสขายที่ผ่านการคัดกรองแล้ว คูณมูลค่าดีลเฉลี่ย คูณอัตราการปิดการขาย แล้วหารด้วยจำนวนวันเฉลี่ยของรอบการขาย ยิ่งตัวเลขนี้สูง ยิ่งหมายความว่าธุรกิจสร้างรายได้ต่อวันได้เร็วขึ้นจาก Pipeline เดียวกัน

ทีมขายของร้านเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านแห่งหนึ่งเล่าว่า Lead ที่ทักเข้า LINE มาแต่ละเดือนไม่เคยขาด แต่พอไล่ดู Pipeline จริงกลับพบว่ามีลูกค้ากว่า 40 รายที่ค้างอยู่ในขั้น 'สนใจ รอตัดสินใจ' มานานเกินสามสัปดาห์โดยไม่มีใครติดตามต่อ ทั้งที่ตอนแรกดูเหมือนเป็นลูกค้าที่พร้อมซื้อมาก

ปัญหาคือทีมขายวัดผลแค่จำนวน Lead ใหม่ที่เข้ามาต่อเดือน และจำนวนดีลที่ปิดได้ทั้งเดือน โดยไม่เคยดูว่าดีลแต่ละดีลใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะปิด พอเงินก้อนใหญ่ที่ควรได้จากลูกค้าที่ 'เกือบปิด' ค้างอยู่กลางทางนานเกินไป กระแสเงินสดของธุรกิจก็สะดุดโดยไม่มีใครรู้ตัวจนกว่าจะเช็กยอดสิ้นเดือน

Pipeline Velocity เข้ามาช่วยตรงนี้ เพราะเป็นตัวเลขเดียวที่รวมทั้งปริมาณ มูลค่า อัตราการปิด และความเร็ว เข้าไว้ด้วยกัน บทความนี้จะพาไปดูว่าคำนวณยังไง และถ้าตัวเลขต่ำ ควรแก้ที่จุดไหนก่อน

Pipeline Velocity คืออะไร และประกอบด้วยตัวแปรอะไรบ้าง

Pipeline Velocity คำนวณจากสูตร จำนวนโอกาสขายที่ผ่านการคัดกรองแล้ว คูณ มูลค่าดีลเฉลี่ยต่อรายการ คูณ อัตราการปิดการขาย หารด้วย จำนวนวันเฉลี่ยของรอบการขาย ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาเป็นหน่วยบาทต่อวัน สะท้อนว่า Pipeline ปัจจุบันสร้างรายได้ให้ธุรกิจเฉลี่ยวันละเท่าไหร่

ตัวแปรสี่ตัวนี้แต่ละตัวส่งผลต่อ Pipeline Velocity ต่างกัน จำนวนโอกาสขายที่มากขึ้นและมูลค่าดีลที่สูงขึ้นจะดันตัวเลขให้สูงขึ้นตรง ๆ ในขณะที่อัตราการปิดการขายที่สูงขึ้นก็ดันตัวเลขขึ้นเช่นกัน แต่จำนวนวันของรอบการขายที่ยาวขึ้นจะฉุดตัวเลขให้ต่ำลง เพราะยิ่งใช้เวลานานเท่าไหร่ รายได้เฉลี่ยต่อวันก็ยิ่งลดลงเท่านั้น แม้มูลค่าดีลรวมจะเท่าเดิมก็ตาม

ตัวอย่างสมมติ คำนวณ Pipeline Velocity จาก Funnel ที่ปิดผ่านแชท LINE

ลองไล่ตัวเลขตัวอย่างสมมติของร้านเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้แชท LINE เป็นช่องปิดการขาย เดือนนี้มีโอกาสขายที่ผ่านการคัดกรองแล้ว (ลูกค้าที่ถามราคาและสเปกสินค้าชัดเจน ไม่ใช่แค่ทักถามทั่วไป) จำนวน 60 ราย มูลค่าดีลเฉลี่ยต่อรายการอยู่ที่ 18,000 บาท อัตราการปิดการขายของทีมอยู่ที่ 25% และรอบการขายเฉลี่ยตั้งแต่ลูกค้าทักเข้ามาจนโอนเงินอยู่ที่ 12 วัน

แทนค่าลงในสูตร Pipeline Velocity เท่ากับ 60 คูณ 18,000 คูณ 0.25 หารด้วย 12 ผลลัพธ์คือ 270,000 หารด้วย 12 เท่ากับ 22,500 บาทต่อวัน หมายความว่า Pipeline ชุดนี้สร้างรายได้เฉลี่ยให้ร้านวันละ 22,500 บาท ถ้าทุกอย่างเดินตามอัตราปกติต่อเนื่อง

ทีนี้ลองสมมติว่าทีมขายปรับปรุงการติดตามลูกค้าให้เร็วขึ้น ทำให้รอบการขายเฉลี่ยลดลงจาก 12 วันเหลือ 8 วัน โดยตัวแปรอื่นเท่าเดิม Pipeline Velocity จะกลายเป็น 270,000 หารด้วย 8 เท่ากับ 33,750 บาทต่อวัน เพิ่มขึ้นกว่า 50% ทั้งที่ไม่ได้เพิ่มจำนวน Lead หรือมูลค่าดีลเลยแม้แต่บาทเดียว แสดงให้เห็นว่าความเร็วในการปิดดีลมีผลต่อรายได้เฉลี่ยต่อวันมากพอ ๆ กับปริมาณ Lead

ตารางเปรียบเทียบ Pipeline Velocity เมื่อปรับตัวแปรทีละตัว

ตารางต่อไปนี้ใช้ตัวเลขตั้งต้นเดียวกันจากตัวอย่างข้างต้น แล้วปรับตัวแปรทีละตัวเพื่อให้เห็นว่าแต่ละตัวส่งผลต่อ Pipeline Velocity มากน้อยแค่ไหน:

สถานการณ์โอกาสขายมูลค่าดีลเฉลี่ยอัตราปิดรอบการขายPipeline Velocity
ตั้งต้น60 ราย18,000 บาท25%12 วัน22,500 บาท/วัน
เพิ่มโอกาสขายเป็น 80 ราย80 ราย18,000 บาท25%12 วัน30,000 บาท/วัน
ลดรอบการขายเหลือ 8 วัน60 ราย18,000 บาท25%8 วัน33,750 บาท/วัน

ขั้นตอนเริ่มติดตาม Pipeline Velocity ในธุรกิจที่ขายผ่าน LINE

  1. กำหนดนิยาม 'โอกาสขายที่ผ่านการคัดกรองแล้ว' ให้ชัด เช่นลูกค้าที่ถามราคาสินค้าเฉพาะเจาะจง ไม่ใช่แค่ทักทายหรือถามข้อมูลทั่วไป
  2. บันทึกวันที่ลูกค้าเข้าสู่สถานะโอกาสขาย และวันที่ปิดการขายสำเร็จหรือหลุดดีล เพื่อคำนวณรอบการขายเฉลี่ยได้จริง
  3. คำนวณมูลค่าดีลเฉลี่ยและอัตราการปิดการขายจากข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อยหนึ่งเดือนเต็ม ก่อนนำมาแทนค่าในสูตร
  4. ติดตาม Pipeline Velocity เป็นรายสัปดาห์หรือรายเดือน แล้วเทียบว่าตัวแปรไหนเปลี่ยนแปลงเมื่อตัวเลขรวมขยับขึ้นหรือลง

จุดที่ทำให้ตัวเลข Pipeline Velocity เข้าใจผิดหรือใช้ผิดทาง

  • นับลูกค้าที่แค่ทักทายเข้ามาเป็นโอกาสขายทั้งหมด ทำให้ตัวเลขโอกาสขายสูงเกินจริง และ Pipeline Velocity ที่คำนวณได้ดูดีกว่าความเป็นจริงมาก
  • ลืมนับดีลที่หลุดกลางทางเข้าไปในรอบการขายเฉลี่ย ทำให้รอบการขายที่คำนวณได้สั้นกว่าความจริง เพราะนับแค่ดีลที่ปิดสำเร็จเร็ว ๆ เท่านั้น
  • ใช้มูลค่าดีลเฉลี่ยจากช่วงที่มีโปรโมชันลดราคาพิเศษ มาคำนวณ Pipeline Velocity ของเดือนปกติ ทำให้ตัวเลขไม่สะท้อนสถานการณ์จริง
  • ดู Pipeline Velocity แค่ตัวเลขเดียวโดยไม่แยกวิเคราะห์ว่าตัวแปรไหนเปลี่ยน เมื่อตัวเลขลดลงกะทันหัน อาจสรุปผิดว่าทีมขายแย่ลง ทั้งที่จริง ๆ แล้วอาจเป็นเพราะโอกาสขายที่เข้ามาลดลงจากต้นทาง
  • เปรียบเทียบ Pipeline Velocity ข้ามธุรกิจหรือข้ามอุตสาหกรรมกันตรง ๆ ทั้งที่รอบการขายและมูลค่าดีลของแต่ละธุรกิจต่างกันมาก ทำให้การเปรียบเทียบไม่มีความหมาย

แยก Pipeline Velocity ตามแต่ละขั้นของ Funnel เพื่อหาจุดที่ Lead ค้างจริง

ตัวเลข Pipeline Velocity ก้อนเดียวที่คำนวณจากรอบการขายทั้งหมดบอกแค่ภาพรวม แต่ไม่บอกว่าดีลไปค้างอยู่ที่ขั้นไหนของ Funnel มากที่สุด ร้านเฟอร์นิเจอร์ตัวอย่างข้างต้นที่รอบการขายเฉลี่ย 12 วัน เมื่อแยกดูรายขั้นจะพบว่าจากทักเข้ามาจนถึงส่งใบเสนอราคาใช้เวลาเฉลี่ยแค่ 1 วัน แต่จากส่งใบเสนอราคาจนลูกค้าตัดสินใจใช้เวลานานถึง 8 วัน ส่วนจากตัดสินใจซื้อจนโอนเงินจริงใช้เวลาอีก 3 วัน รวมเป็น 12 วันตามเดิม แต่คราวนี้เห็นชัดว่าคอขวดอยู่ที่ขั้น 'รอตัดสินใจหลังได้ใบเสนอราคา' ไม่ใช่ขั้นตอนอื่น

การแยกดูรายขั้นแบบนี้ทำให้แก้ปัญหาได้ตรงจุดกว่าการมองแค่ตัวเลขรวม เพราะถ้าทีมขายไปเร่งขั้นตอนส่งใบเสนอราคาให้เร็วขึ้นจาก 1 วันเหลือครึ่งวัน แต่ปล่อยให้ขั้น 'รอตัดสินใจ' ยังกิน 8 วันเท่าเดิม รอบการขายรวมจะลดลงแค่ครึ่งวัน ไม่คุ้มกับแรงที่ทุ่มไป ในทางกลับกัน ถ้าทีมแอดมินโทรหรือทักตามลูกค้าที่รอตัดสินใจภายในวันที่สามหลังส่งใบเสนอราคาแทนที่จะรอให้ครบสัปดาห์ อาจดึงขั้นนี้ลงเหลือ 5 วัน ทำให้รอบการขายรวมเหลือ 9 วัน และ Pipeline Velocity ขยับขึ้นเป็น 270,000 หารด้วย 9 เท่ากับประมาณ 30,000 บาทต่อวัน โดยไม่ต้องแตะตัวแปรอื่นเลย

วิธีเก็บข้อมูลระดับนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบ CRM ราคาแพง แค่บันทึกวันที่ลูกค้าขยับจากขั้นหนึ่งไปอีกขั้นหนึ่งในตารางง่าย ๆ ก็พอ สิ่งสำคัญคือทีมต้องนิยามขั้นตอนของ Funnel ให้ตรงกันทั้งทีมก่อน เช่นขั้น 'ส่งใบเสนอราคา' ต้องหมายถึงเหตุการณ์เดียวกันทุกครั้ง ไม่ใช่บางคนนับตั้งแต่ตอบราคาในแชท บางคนนับตั้งแต่ส่งไฟล์ใบเสนอราคาจริง เพราะถ้านิยามไม่ตรงกัน ตัวเลขรายขั้นที่ได้จะเทียบกันไม่ได้และทำให้สรุปคอขวดผิดจุด

จะเพิ่ม Pipeline Velocity ได้ยังไงบ้าง โดยไม่ต้องเพิ่มงบโฆษณา

วิธีที่ได้ผลเร็วที่สุดมักไม่ใช่การเพิ่มจำนวน Lead แต่เป็นการลดรอบการขายให้สั้นลง เพราะจากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่าการลดรอบการขายจาก 12 วันเหลือ 8 วัน ส่งผลต่อ Pipeline Velocity มากกว่าการเพิ่มโอกาสขายในบางกรณี วิธีที่ทำได้จริงคือให้ทีมแอดมินติดตามลูกค้าที่ยังไม่ตัดสินใจภายในสองถึงสามวันหลังทักเข้ามา แทนที่จะรอให้ลูกค้ากลับมาถามเอง

อีกวิธีคือเพิ่มอัตราการปิดการขายด้วยการฝึกทีมแอดมินให้ตอบข้อโต้แย้งของลูกค้าได้ตรงจุดขึ้น เพราะดีลที่หลุดกลางทางไม่ได้แค่ทำให้อัตราปิดต่ำลง แต่ยังดึงรอบการขายเฉลี่ยให้ยาวขึ้นด้วย เนื่องจากดีลที่หลุดมักใช้เวลานานก่อนจะถูกปิดว่า 'ไม่ซื้อ' และยังฉุดมูลค่าดีลเฉลี่ยของ Pipeline ทั้งชุดให้ต่ำลงไปพร้อมกัน

ควรดู Pipeline Velocity คู่กับตัวเลขอะไรอีกบ้าง

Pipeline Velocity บอกความเร็วของรายได้ที่ไหลเข้าจาก Pipeline แต่ไม่ได้บอกว่าธุรกิจได้กำไรจริงเท่าไหร่ ควรดูคู่กับ CAC Payback Period เพื่อเห็นภาพว่าเงินที่ไหลเข้าเร็วขึ้นนั้น คืนทุนค่าหาลูกค้าได้เร็วขึ้นตามไปด้วยหรือไม่ เพราะบางครั้ง Pipeline Velocity สูงจากการลดราคาขาย ซึ่งอาจทำให้กำไรขั้นต้นต่อดีลลดลงจนคืนทุนช้าลงกว่าเดิม

อีกตัวเลขที่ควรดูคู่กันคือ LTV CAC Ratio เพื่อยืนยันว่าลูกค้าที่ปิดได้เร็วขึ้นยังคงเป็นลูกค้าที่มีมูลค่าระยะยาวคุ้มค่าอยู่ ไม่ใช่แค่ปิดเร็วแต่มูลค่าต่ำจนกระทบกำไรรวม และถ้าอยากรู้ว่า Lead ต้นทางไหลเข้ามาเร็วขึ้นหรือช้าลง ควรอ่านเรื่อง Lead Velocity Rate ประกอบด้วย เพราะเป็นตัวเลขที่วัดความเร็วของ Lead ต้นน้ำ ก่อนที่จะไหลเข้ามาเป็นโอกาสขายใน Pipeline

การติดตาม UTM และสถานะดีลใน LINE ช่วยคำนวณ Pipeline Velocity ได้แม่นขึ้นยังไง

ปัญหาหลักของการคำนวณ Pipeline Velocity ในธุรกิจที่ขายผ่าน LINE คือการบันทึกวันที่ลูกค้าเข้าสู่แต่ละสถานะไม่สม่ำเสมอ ถ้าแอดมินไม่บันทึกทันทีว่าลูกค้าคนไหนกลายเป็นโอกาสขายเมื่อไหร่ รอบการขายเฉลี่ยที่คำนวณได้จะคลาดเคลื่อน การมี Tracking Link แยกตามแคมเปญตั้งแต่ต้นทาง ช่วยให้รู้อย่างน้อยว่าลูกค้าคนไหนเริ่มต้นเข้ามาจากช่องทางไหนและเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของการคำนวณรอบการขาย

เครื่องมืออย่าง linli ช่วยเชื่อม Tracking Link จากโฆษณาไปจนถึงจุดที่ลูกค้าทักเข้า LINE ตามการตั้งค่า Integration ที่เปิดใช้งาน ทำให้รู้วันเริ่มต้นของแต่ละ Lead ได้ชัดขึ้น แต่การบันทึกว่าดีลไหนปิดสำเร็จเมื่อไหร่และมูลค่าเท่าไหร่ ยังเป็นขั้นตอนที่ทีมขายต้องบันทึกเองให้ครบถ้วน เพื่อให้สูตร Pipeline Velocity คำนวณออกมาได้แม่นยำ

สรุป

Lead ที่เข้ามาเยอะไม่ได้แปลว่าเงินจะไหลเข้าธุรกิจเร็วเสมอไป ถ้าดีลค้างอยู่กลางทางนานเกินไป รายได้เฉลี่ยต่อวันก็ยังต่ำอยู่ดี Pipeline Velocity คือตัวเลขที่รวมทั้งปริมาณ มูลค่า อัตราปิด และความเร็วเข้าไว้ในตัวเดียว ทำให้เห็นภาพว่า Pipeline ปัจจุบันกำลังสร้างรายได้เร็วแค่ไหนจริง ๆ

สิ่งที่ควรทำต่อคือเริ่มบันทึกวันที่ลูกค้าเข้าสู่แต่ละสถานะให้ชัดเจน แล้วคำนวณ Pipeline Velocity เป็นประจำ เพื่อดูว่าตัวแปรไหนที่ปรับแล้วส่งผลต่อรายได้เฉลี่ยต่อวันมากที่สุด แทนที่จะโฟกัสแค่การเพิ่มจำนวน Lead อย่างเดียว

  • Pipeline Velocity = โอกาสขาย คูณ มูลค่าดีลเฉลี่ย คูณ อัตราปิดการขาย หารด้วย จำนวนวันของรอบการขาย
  • การลดรอบการขายให้สั้นลงมักส่งผลต่อ Pipeline Velocity ได้เร็วและชัดกว่าการเพิ่มจำนวน Lead
  • ต้องนิยาม 'โอกาสขายที่ผ่านการคัดกรองแล้ว' ให้ชัด ไม่งั้นตัวเลขจะดูดีเกินจริง
  • ควรดูคู่กับ CAC Payback Period และ LTV CAC Ratio เพื่อยืนยันว่าความเร็วที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แลกมาด้วยกำไรที่ลดลง

คำถามที่พบบ่อย

Pipeline Velocity คำนวณจากอะไรบ้าง

คำนวณจากจำนวนโอกาสขายที่ผ่านการคัดกรองแล้ว คูณมูลค่าดีลเฉลี่ย คูณอัตราการปิดการขาย หารด้วยจำนวนวันเฉลี่ยของรอบการขาย ผลลัพธ์ออกมาเป็นหน่วยบาทต่อวัน

Pipeline Velocity ต่างจาก Lead Velocity Rate ยังไง

Lead Velocity Rate วัดความเร็วของการเติบโตของ Lead ต้นน้ำ ส่วน Pipeline Velocity วัดความเร็วที่โอกาสขายไหลผ่านจนกลายเป็นรายได้จริง เป็นคนละจุดในเส้นทางเดียวกัน

ตัวแปรไหนใน Pipeline Velocity ที่ปรับได้ง่ายที่สุด

ส่วนใหญ่คือรอบการขาย เพราะปรับได้จากการติดตามลูกค้าให้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนงบโฆษณาหรือกลยุทธ์การตลาด ต่างจากจำนวนโอกาสขายหรือมูลค่าดีลที่มักต้องใช้เวลานานกว่าจะเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน

ธุรกิจเล็กที่มีดีลไม่กี่รายต่อเดือน ควรคำนวณ Pipeline Velocity ไหม

ยังคำนวณได้ แต่ตัวเลขอาจแกว่งง่ายเพราะฐานข้อมูลน้อย ควรดูเป็นแนวโน้มสะสมหลายเดือนแทนที่จะตัดสินจากเดือนเดียว และควรระวังไม่ให้ดีลขนาดใหญ่ผิดปกติดึงมูลค่าดีลเฉลี่ยให้เพี้ยน

Pipeline Velocity สูงแปลว่าธุรกิจกำลังไปได้ดีเสมอไปไหม

ไม่เสมอไป เพราะตัวเลขสูงอาจมาจากการลดราคาขายจนอัตราปิดเพิ่มขึ้นเร็ว แต่กำไรขั้นต้นต่ำลง ควรดูคู่กับตัวเลขที่สะท้อนกำไรจริงอย่าง CAC Payback Period เสมอ

ต้องใช้ CRM หรือระบบพิเศษไหมถึงจะคำนวณ Pipeline Velocity ได้

ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบซับซ้อน แค่มีตารางบันทึกวันที่เข้าสู่สถานะโอกาสขายและวันที่ปิดดีลของแต่ละรายการก็เริ่มคำนวณได้ สิ่งสำคัญกว่าคือความสม่ำเสมอของการบันทึกข้อมูล

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

Lead Response Time กับ Conversion Rate: ความสัมพันธ์ที่วัดได้จริงหรือแค่ความรู้สึกของทีมขาย

Lead Response Time กับ Conversion Rate: ความสัมพันธ์ที่วัดได้จริงหรือแค่ความรู้สึกของทีมขาย

ทีมขายเชื่อว่าตอบเร็วแล้วปิดดีลง่ายขึ้น แต่ไม่เคยมีตัวเลขยืนยัน บทความนี้พาไล่วิธีแบ่งกลุ่ม Lead Response Time แล้วเทียบกับ Conversion Rate จริง พร้อมข้อควรระวังก่อนสรุปว่าตอบเร็วคือสาเหตุของยอดขายที่ดีขึ้น
ทีมเซลส์ปิดออเดอร์ได้เรื่อยๆ แต่เจ้าของธุรกิจแยกไม่ออกว่าดีลไหนมาจากงบโฆษณา

ทีมเซลส์ปิดออเดอร์ได้เรื่อยๆ แต่เจ้าของธุรกิจแยกไม่ออกว่าดีลไหนมาจากงบโฆษณา

เมื่อ Lead เข้ามาจากหลายทาง ทั้งแอดที่ยิงเอง คนแนะนำต่อ และลูกค้าเก่าทักกลับมา การนับ Marketing Sourced Pipeline ช่วยแยกให้ชัดว่ามูลค่าดีลที่กำลังเจรจาอยู่ ก้อนไหนเริ่มต้นจากงบการตลาดจริง
เทียบดู Lead Velocity Rate รายสัปดาห์กับรายเดือน แบบไหนจับสัญญาณเร็วกว่ากัน

เทียบดู Lead Velocity Rate รายสัปดาห์กับรายเดือน แบบไหนจับสัญญาณเร็วกว่ากัน

ยอดขายเดือนนี้ยังดูปกติ แต่ Lead ที่ผ่านเกณฑ์คัดกรองเริ่มลดลงต่อเนื่องสามสัปดาห์ Lead Velocity Rate คือตัวเลขที่จับสัญญาณแบบนี้ได้ก่อนที่ยอดขายจริงจะตก