แบ่งงบยังไงระหว่าง LINE, Facebook, Google, TikTok เมื่อมีแค่หลักฐานจากแชทปิดยอด

สรุปสั้น ๆ
ไม่มีสูตรสำเร็จรูปว่าต้องแบ่งงบกี่เปอร์เซ็นต์ระหว่าง LINE, Facebook, Google และ TikTok เพราะแต่ละธุรกิจมีกลุ่มเป้าหมายและจังหวะตัดสินใจต่างกัน สิ่งที่ทำได้จริงคือใช้หลักฐานจากแชทที่ปิดยอดจริงมาคำนวณ ไม่ใช่ก็อปปี้สัดส่วนจากธุรกิจอื่นที่ไม่เหมือนกัน
คำถามที่ผมได้ยินบ่อยที่สุดในงานให้คำปรึกษาคือ “ควรแบ่งงบกี่เปอร์เซ็นต์ระหว่าง Facebook, Google, TikTok แล้วส่วนไหนให้ไลน์” เจ้าของธุรกิจมักอยากได้สูตรตายตัวแบบ 40-30-20-10 ที่หยิบไปใช้ได้ทันที
ความจริงที่ต้องยอมรับคือไม่มีสูตรตายตัวแบบนั้นอยู่จริง เพราะธุรกิจขายเครื่องสำอางกับธุรกิจขายอะไหล่รถยนต์มีพฤติกรรมลูกค้าต่างกันโดยสิ้นเชิง สัดส่วนที่เหมาะกับธุรกิจหนึ่งอาจใช้ไม่ได้เลยกับอีกธุรกิจหนึ่ง แม้จะอยู่ในกลุ่มราคาใกล้เคียงกัน
สิ่งที่ทำได้จริงและใช้ได้กับทุกธุรกิจคือวิธีการคำนวณ ไม่ใช่ตัวเลขสำเร็จรูป บทความนี้จะพาวางกรอบคำนวณสัดส่วนงบจากหลักฐานที่มีอยู่แล้วในมือคุณ คือบทสนทนาที่ปิดยอดจริงในไลน์
ทำไมการก็อปปี้สัดส่วนงบจากธุรกิจอื่นถึงใช้ไม่ได้จริง
เวลาเห็นบทความหรือเพจการตลาดบอกว่า “ธุรกิจ e-commerce ควรแบ่งงบแบบนี้” ตัวเลขนั้นมักมาจากค่าเฉลี่ยของธุรกิจหลากหลายประเภทที่ถูกปัดรวมกัน ซึ่งไม่มีธุรกิจไหนเป็น “ค่าเฉลี่ย” จริง ๆ สักราย
สิ่งที่ตัวเลขค่าเฉลี่ยเหล่านี้มองข้ามไปคือรายละเอียดเฉพาะของแต่ละธุรกิจ เช่น ฐานลูกค้าเดิมมีมากน้อยแค่ไหน สินค้าต้องใช้เวลาตัดสินใจนานหรือซื้อทันที และทีมมีความถนัดในการดูแลช่องทางไหนเป็นพิเศษ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเปลี่ยนสัดส่วนที่เหมาะสมไปคนละทาง
กรอบคำนวณ 3 ขั้นที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ
- ย้อนดูบทสนทนาที่ปิดยอดสำเร็จในไลน์ 1-3 เดือนล่าสุด แล้วแยกตามช่องทางต้นทางที่แอดมินบันทึกไว้ว่าลูกค้าคนนั้นมาจากไหน คำนวณ chat-to-sale rate ของแต่ละช่องทางแยกกัน
- คำนวณต้นทุนต่อการปิดยอด (cost per sale) ของแต่ละช่องทาง โดยเอางบที่ใช้จริงหารด้วยจำนวนยอดปิดที่มาจากช่องทางนั้น ไม่ใช่หารด้วยจำนวนคลิกหรือจำนวนแชทที่เข้ามาเฉย ๆ
- จัดลำดับช่องทางตามต้นทุนต่อการปิดยอดจากต่ำไปสูง แล้วเทียบกับระยะเวลาคืนทุนของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพราะบางช่องทางอาจต้นทุนสูงกว่าแต่ได้ลูกค้าที่ซื้อซ้ำเร็วกว่า ทำให้คุ้มค่ากว่าในระยะยาว
ตัวอย่างสมมติ: ร้านเครื่องนอน “ฝันดี” คำนวณสัดส่วนงบใหม่
| ช่องทาง | Chat-to-sale rate | Cost per sale | สรุปการปรับ |
|---|---|---|---|
| 18% | 420 บาท | คงงบเดิม ผลงานสม่ำเสมอ | |
| 24% | 310 บาท | เพิ่มงบ ต้นทุนต่อยอดต่ำสุด | |
| TikTok | 9% | 580 บาท | ลดงบ ยังต้องพัฒนาครีเอทีฟก่อน |
| LINE OA (ออร์แกนิก) | 35% | ต่ำมาก (ไม่มีค่าแอด) | ลงทุนเสริมด้วยเนื้อหาแทนงบแอด |
อย่าไล่ตามต้นทุนต่ำที่สุดอย่างเดียวโดยไม่ดูคุณภาพ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยหลังคำนวณเสร็จคือรีบทุ่มงบทั้งหมดไปที่ช่องทางต้นทุนต่ำที่สุดทันที ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนขยับขึ้นเร็วเพราะกลุ่มเป้าหมายในช่องทางนั้นมีจำกัด ยิ่งเพิ่มงบเร็ว ยิ่งต้องเจาะกลุ่มที่ห่างจากกลุ่มเป้าหมายหลักมากขึ้น ทำให้คุณภาพลดลง
วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือเพิ่มงบทีละ 15-20% แล้วสังเกต chat-to-sale rate ว่ายังคงตัวอยู่ไหม ถ้าเริ่มลดลงหลังเพิ่มงบ นั่นคือสัญญาณว่าถึงเพดานของช่องทางนั้นแล้ว ควรหยุดเพิ่มและกระจายไปช่องทางอื่นแทน
สรุป
ไม่มีสัดส่วนงบที่ถูกต้องตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ มีแต่วิธีคำนวณที่ถูกต้องซึ่งใช้ได้กับทุกธุรกิจ นั่นคือการดูหลักฐานจากบทสนทนาที่ปิดยอดจริง ไม่ใช่การก็อปปี้ตัวเลขจากที่อื่น
ต้นทุนต่ำที่สุดไม่ได้แปลว่าดีที่สุดเสมอไป ต้องดูคู่กับคุณภาพและระยะเวลาคืนทุนของลูกค้าที่ได้มาจากแต่ละช่องทางด้วย
- อย่าก็อปปี้สัดส่วนงบจากธุรกิจอื่น ให้คำนวณจากหลักฐานจริงของธุรกิจตัวเอง
- ใช้ chat-to-sale rate และ cost per sale เป็นตัวชี้วัดหลักในการจัดลำดับช่องทาง
- เพิ่มงบทีละน้อยและเฝ้าดูอัตราปิดยอด อย่าทุ่มงบทั้งหมดไปที่ช่องทางต้นทุนต่ำสุดทันที
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าไม่มีระบบติดตามที่มาลูกค้า จะคำนวณ chat-to-sale rate แยกช่องทางได้ยังไง
เริ่มจากให้แอดมินถามลูกค้าตรง ๆ สั้น ๆ ว่าเห็นร้านจากไหน แล้วจดลงสเปรดชีต แม้ไม่แม่นยำ 100% แต่ก็เพียงพอให้เห็นแนวโน้มคร่าว ๆ ที่ใช้ตัดสินใจได้ดีกว่าการเดาเปล่า ๆ
ช่องทางที่ chat-to-sale rate สูงแต่ปริมาณแชทน้อย ควรเพิ่มงบไหม
ควรทดลองเพิ่มแบบระมัดระวัง เพราะปริมาณน้อยอาจแปลว่ายังไม่ได้ทดสอบเต็มศักยภาพ แต่ก็ต้องเฝ้าดูว่าอัตราปิดยอดจะยังสูงอยู่ไหมเมื่อขยายกลุ่มเป้าหมายกว้างขึ้น เพราะบางครั้งอัตราที่สูงมาจากกลุ่มคนแคบมากที่ขยายต่อไม่ได้
ควรรวมต้นทุนค่าแอดมินเข้าไปในการคำนวณ cost per sale ด้วยไหม
ถ้าต้องการภาพที่แม่นยำที่สุดควรรวม โดยเฉพาะถ้าช่องทางไหนใช้เวลาแอดมินดูแลมากกว่าช่องทางอื่นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ต้องตอบคำถามซับซ้อนกว่า แต่ถ้าต้องการแค่เปรียบเทียบเบื้องต้น การดูแค่ต้นทุนค่าแอดก่อนก็เพียงพอเป็นจุดเริ่มต้น
ทำไมช่องทางออร์แกนิกในไลน์ถึงมี chat-to-sale rate สูงกว่าช่องทางที่จ่ายเงิน
เพราะลูกค้าที่มาจากช่องทางออร์แกนิก เช่น การบอกต่อหรือค้นหาชื่อร้านเอง มักมีความตั้งใจซื้อสูงกว่าคนที่เห็นโฆษณาแล้วยังไม่รู้จักแบรนด์มาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อัตราปิดยอดจะสูงกว่าช่องทางที่จ่ายเงินอย่างมีนัยสำคัญ
ควรทบทวนสัดส่วนงบนี้บ่อยแค่ไหน
แนะนำให้ทบทวนอย่างน้อยทุกไตรมาส หรือเร็วกว่านั้นถ้าธุรกิจมีปริมาณแชทเยอะพอจะเห็นแนวโน้มได้เร็ว การคำนวณครั้งเดียวแล้วใช้ไปตลอดมักล้าสมัยเมื่อสภาพตลาดเปลี่ยน
มีวิธีลดงานคำนวณด้วยมือทุกเดือนไหม
ระบบอย่าง linli ช่วยเก็บที่มาของแชทและเชื่อมกับผลการปิดยอดให้อัตโนมัติ ลดงานที่แอดมินต้องจดมือและรวบรวมเองทุกเดือน ทำให้การคำนวณสัดส่วนงบทำได้เร็วและสม่ำเสมอกว่าเดิม
บทความที่เกี่ยวข้อง


