← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

แบ่งงบยังไงระหว่าง LINE, Facebook, Google, TikTok เมื่อมีแค่หลักฐานจากแชทปิดยอด

ทีมบรรณาธิการ linli12 ก.ค. 04:26อัปเดต 12 ก.ค. 04:26อ่าน 1 นาที
แบ่งงบยังไงระหว่าง LINE, Facebook, Google, TikTok เมื่อมีแค่หลักฐานจากแชทปิดยอด
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

ไม่มีสูตรสำเร็จรูปว่าต้องแบ่งงบกี่เปอร์เซ็นต์ระหว่าง LINE, Facebook, Google และ TikTok เพราะแต่ละธุรกิจมีกลุ่มเป้าหมายและจังหวะตัดสินใจต่างกัน สิ่งที่ทำได้จริงคือใช้หลักฐานจากแชทที่ปิดยอดจริงมาคำนวณ ไม่ใช่ก็อปปี้สัดส่วนจากธุรกิจอื่นที่ไม่เหมือนกัน

คำถามที่ผมได้ยินบ่อยที่สุดในงานให้คำปรึกษาคือ “ควรแบ่งงบกี่เปอร์เซ็นต์ระหว่าง Facebook, Google, TikTok แล้วส่วนไหนให้ไลน์” เจ้าของธุรกิจมักอยากได้สูตรตายตัวแบบ 40-30-20-10 ที่หยิบไปใช้ได้ทันที

ความจริงที่ต้องยอมรับคือไม่มีสูตรตายตัวแบบนั้นอยู่จริง เพราะธุรกิจขายเครื่องสำอางกับธุรกิจขายอะไหล่รถยนต์มีพฤติกรรมลูกค้าต่างกันโดยสิ้นเชิง สัดส่วนที่เหมาะกับธุรกิจหนึ่งอาจใช้ไม่ได้เลยกับอีกธุรกิจหนึ่ง แม้จะอยู่ในกลุ่มราคาใกล้เคียงกัน

สิ่งที่ทำได้จริงและใช้ได้กับทุกธุรกิจคือวิธีการคำนวณ ไม่ใช่ตัวเลขสำเร็จรูป บทความนี้จะพาวางกรอบคำนวณสัดส่วนงบจากหลักฐานที่มีอยู่แล้วในมือคุณ คือบทสนทนาที่ปิดยอดจริงในไลน์

ทำไมการก็อปปี้สัดส่วนงบจากธุรกิจอื่นถึงใช้ไม่ได้จริง

เวลาเห็นบทความหรือเพจการตลาดบอกว่า “ธุรกิจ e-commerce ควรแบ่งงบแบบนี้” ตัวเลขนั้นมักมาจากค่าเฉลี่ยของธุรกิจหลากหลายประเภทที่ถูกปัดรวมกัน ซึ่งไม่มีธุรกิจไหนเป็น “ค่าเฉลี่ย” จริง ๆ สักราย

สิ่งที่ตัวเลขค่าเฉลี่ยเหล่านี้มองข้ามไปคือรายละเอียดเฉพาะของแต่ละธุรกิจ เช่น ฐานลูกค้าเดิมมีมากน้อยแค่ไหน สินค้าต้องใช้เวลาตัดสินใจนานหรือซื้อทันที และทีมมีความถนัดในการดูแลช่องทางไหนเป็นพิเศษ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเปลี่ยนสัดส่วนที่เหมาะสมไปคนละทาง

กรอบคำนวณ 3 ขั้นที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ

  1. ย้อนดูบทสนทนาที่ปิดยอดสำเร็จในไลน์ 1-3 เดือนล่าสุด แล้วแยกตามช่องทางต้นทางที่แอดมินบันทึกไว้ว่าลูกค้าคนนั้นมาจากไหน คำนวณ chat-to-sale rate ของแต่ละช่องทางแยกกัน
  2. คำนวณต้นทุนต่อการปิดยอด (cost per sale) ของแต่ละช่องทาง โดยเอางบที่ใช้จริงหารด้วยจำนวนยอดปิดที่มาจากช่องทางนั้น ไม่ใช่หารด้วยจำนวนคลิกหรือจำนวนแชทที่เข้ามาเฉย ๆ
  3. จัดลำดับช่องทางตามต้นทุนต่อการปิดยอดจากต่ำไปสูง แล้วเทียบกับระยะเวลาคืนทุนของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพราะบางช่องทางอาจต้นทุนสูงกว่าแต่ได้ลูกค้าที่ซื้อซ้ำเร็วกว่า ทำให้คุ้มค่ากว่าในระยะยาว

ตัวอย่างสมมติ: ร้านเครื่องนอน “ฝันดี” คำนวณสัดส่วนงบใหม่

ช่องทางChat-to-sale rateCost per saleสรุปการปรับ
Facebook18%420 บาทคงงบเดิม ผลงานสม่ำเสมอ
Google24%310 บาทเพิ่มงบ ต้นทุนต่อยอดต่ำสุด
TikTok9%580 บาทลดงบ ยังต้องพัฒนาครีเอทีฟก่อน
LINE OA (ออร์แกนิก)35%ต่ำมาก (ไม่มีค่าแอด)ลงทุนเสริมด้วยเนื้อหาแทนงบแอด

อย่าไล่ตามต้นทุนต่ำที่สุดอย่างเดียวโดยไม่ดูคุณภาพ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยหลังคำนวณเสร็จคือรีบทุ่มงบทั้งหมดไปที่ช่องทางต้นทุนต่ำที่สุดทันที ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนขยับขึ้นเร็วเพราะกลุ่มเป้าหมายในช่องทางนั้นมีจำกัด ยิ่งเพิ่มงบเร็ว ยิ่งต้องเจาะกลุ่มที่ห่างจากกลุ่มเป้าหมายหลักมากขึ้น ทำให้คุณภาพลดลง

วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือเพิ่มงบทีละ 15-20% แล้วสังเกต chat-to-sale rate ว่ายังคงตัวอยู่ไหม ถ้าเริ่มลดลงหลังเพิ่มงบ นั่นคือสัญญาณว่าถึงเพดานของช่องทางนั้นแล้ว ควรหยุดเพิ่มและกระจายไปช่องทางอื่นแทน

สรุป

ไม่มีสัดส่วนงบที่ถูกต้องตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ มีแต่วิธีคำนวณที่ถูกต้องซึ่งใช้ได้กับทุกธุรกิจ นั่นคือการดูหลักฐานจากบทสนทนาที่ปิดยอดจริง ไม่ใช่การก็อปปี้ตัวเลขจากที่อื่น

ต้นทุนต่ำที่สุดไม่ได้แปลว่าดีที่สุดเสมอไป ต้องดูคู่กับคุณภาพและระยะเวลาคืนทุนของลูกค้าที่ได้มาจากแต่ละช่องทางด้วย

  • อย่าก็อปปี้สัดส่วนงบจากธุรกิจอื่น ให้คำนวณจากหลักฐานจริงของธุรกิจตัวเอง
  • ใช้ chat-to-sale rate และ cost per sale เป็นตัวชี้วัดหลักในการจัดลำดับช่องทาง
  • เพิ่มงบทีละน้อยและเฝ้าดูอัตราปิดยอด อย่าทุ่มงบทั้งหมดไปที่ช่องทางต้นทุนต่ำสุดทันที

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าไม่มีระบบติดตามที่มาลูกค้า จะคำนวณ chat-to-sale rate แยกช่องทางได้ยังไง

เริ่มจากให้แอดมินถามลูกค้าตรง ๆ สั้น ๆ ว่าเห็นร้านจากไหน แล้วจดลงสเปรดชีต แม้ไม่แม่นยำ 100% แต่ก็เพียงพอให้เห็นแนวโน้มคร่าว ๆ ที่ใช้ตัดสินใจได้ดีกว่าการเดาเปล่า ๆ

ช่องทางที่ chat-to-sale rate สูงแต่ปริมาณแชทน้อย ควรเพิ่มงบไหม

ควรทดลองเพิ่มแบบระมัดระวัง เพราะปริมาณน้อยอาจแปลว่ายังไม่ได้ทดสอบเต็มศักยภาพ แต่ก็ต้องเฝ้าดูว่าอัตราปิดยอดจะยังสูงอยู่ไหมเมื่อขยายกลุ่มเป้าหมายกว้างขึ้น เพราะบางครั้งอัตราที่สูงมาจากกลุ่มคนแคบมากที่ขยายต่อไม่ได้

ควรรวมต้นทุนค่าแอดมินเข้าไปในการคำนวณ cost per sale ด้วยไหม

ถ้าต้องการภาพที่แม่นยำที่สุดควรรวม โดยเฉพาะถ้าช่องทางไหนใช้เวลาแอดมินดูแลมากกว่าช่องทางอื่นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ต้องตอบคำถามซับซ้อนกว่า แต่ถ้าต้องการแค่เปรียบเทียบเบื้องต้น การดูแค่ต้นทุนค่าแอดก่อนก็เพียงพอเป็นจุดเริ่มต้น

ทำไมช่องทางออร์แกนิกในไลน์ถึงมี chat-to-sale rate สูงกว่าช่องทางที่จ่ายเงิน

เพราะลูกค้าที่มาจากช่องทางออร์แกนิก เช่น การบอกต่อหรือค้นหาชื่อร้านเอง มักมีความตั้งใจซื้อสูงกว่าคนที่เห็นโฆษณาแล้วยังไม่รู้จักแบรนด์มาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อัตราปิดยอดจะสูงกว่าช่องทางที่จ่ายเงินอย่างมีนัยสำคัญ

ควรทบทวนสัดส่วนงบนี้บ่อยแค่ไหน

แนะนำให้ทบทวนอย่างน้อยทุกไตรมาส หรือเร็วกว่านั้นถ้าธุรกิจมีปริมาณแชทเยอะพอจะเห็นแนวโน้มได้เร็ว การคำนวณครั้งเดียวแล้วใช้ไปตลอดมักล้าสมัยเมื่อสภาพตลาดเปลี่ยน

มีวิธีลดงานคำนวณด้วยมือทุกเดือนไหม

ระบบอย่าง linli ช่วยเก็บที่มาของแชทและเชื่อมกับผลการปิดยอดให้อัตโนมัติ ลดงานที่แอดมินต้องจดมือและรวบรวมเองทุกเดือน ทำให้การคำนวณสัดส่วนงบทำได้เร็วและสม่ำเสมอกว่าเดิม

ลองตรวจด้วยตัวเอง

Meta Ads → LINE Checker

ตรวจว่า fbclid, Pixel และเส้นทางเข้า LINE ของคุณพร้อมให้ Meta วัด Conversion หรือยัง

ตรวจความพร้อมฟรี →

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

จ่ายค่าคอมมิชชั่น KOL ที่ปิดยอดผ่านแชท LINE อย่าลืมเรื่องหัก ณ ที่จ่าย

จ่ายค่าคอมมิชชั่น KOL ที่ปิดยอดผ่านแชท LINE อย่าลืมเรื่องหัก ณ ที่จ่าย

ธุรกิจที่จ่ายค่าคอมให้ KOL ที่ปิดยอดผ่านแชท LINE มักมองว่าเป็นแค่ค่าคอม ไม่ใช่เงินเดือน จนลืมเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่าย บทความนี้เน้นวางระบบบันทึกให้ฝ่ายบัญชีคำนวณถูกคนถูกยอด
ตัวเลข Conversion บนแดชบอร์ดโฆษณา กับรายได้ที่ต้องเสียภาษี ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน

ตัวเลข Conversion บนแดชบอร์ดโฆษณา กับรายได้ที่ต้องเสียภาษี ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน

มูลค่า conversion ที่ Meta หรือ Google รายงาน กับรายได้ที่ต้องเสียภาษีจริง เป็นคนละนิยามกัน เอาไปกรอกยื่นภาษีตรง ๆ ไม่ได้ บทความนี้อธิบายว่าทำไมต้องมีขั้นตอนแปลงตัวเลขก่อน
ปิดดีลในแชทวันสุดท้ายของเดือน แต่ออกเอกสารเดือนถัดไป นับรอบภาษีเดือนไหนกันแน่

ปิดดีลในแชทวันสุดท้ายของเดือน แต่ออกเอกสารเดือนถัดไป นับรอบภาษีเดือนไหนกันแน่

เมื่อแอดมินปิดดีลวันสุดท้ายของเดือนแต่ออกใบกำกับภาษีเดือนถัดไป เกิดคำถามว่าควรอยู่รอบภาษีเดือนไหน บทความนี้ชวนวางกฎภายในทีมให้ชัดว่าเหตุการณ์ไหนคือจุดตัดรอบเดือน