← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

แบ่งงบยังไงระหว่าง LINE, Facebook, Google, TikTok เมื่อมีแค่หลักฐานจากแชทปิดยอด

02 ส.ค. 04:25 · อ่าน 1 นาที
แบ่งงบยังไงระหว่าง LINE, Facebook, Google, TikTok เมื่อมีแค่หลักฐานจากแชทปิดยอด

สรุปสั้น ๆ

ไม่มีสูตรสำเร็จรูปว่าต้องแบ่งงบกี่เปอร์เซ็นต์ระหว่าง LINE, Facebook, Google และ TikTok เพราะแต่ละธุรกิจมีกลุ่มเป้าหมายและจังหวะตัดสินใจต่างกัน สิ่งที่ทำได้จริงคือใช้หลักฐานจากแชทที่ปิดยอดจริงมาคำนวณ ไม่ใช่ก็อปปี้สัดส่วนจากธุรกิจอื่นที่ไม่เหมือนกัน

คำถามที่ผมได้ยินบ่อยที่สุดในงานให้คำปรึกษาคือ “ควรแบ่งงบกี่เปอร์เซ็นต์ระหว่าง Facebook, Google, TikTok แล้วส่วนไหนให้ไลน์” เจ้าของธุรกิจมักอยากได้สูตรตายตัวแบบ 40-30-20-10 ที่หยิบไปใช้ได้ทันที

ความจริงที่ต้องยอมรับคือไม่มีสูตรตายตัวแบบนั้นอยู่จริง เพราะธุรกิจขายเครื่องสำอางกับธุรกิจขายอะไหล่รถยนต์มีพฤติกรรมลูกค้าต่างกันโดยสิ้นเชิง สัดส่วนที่เหมาะกับธุรกิจหนึ่งอาจใช้ไม่ได้เลยกับอีกธุรกิจหนึ่ง แม้จะอยู่ในกลุ่มราคาใกล้เคียงกัน

สิ่งที่ทำได้จริงและใช้ได้กับทุกธุรกิจคือวิธีการคำนวณ ไม่ใช่ตัวเลขสำเร็จรูป บทความนี้จะพาวางกรอบคำนวณสัดส่วนงบจากหลักฐานที่มีอยู่แล้วในมือคุณ คือบทสนทนาที่ปิดยอดจริงในไลน์

ทำไมการก็อปปี้สัดส่วนงบจากธุรกิจอื่นถึงใช้ไม่ได้จริง

เวลาเห็นบทความหรือเพจการตลาดบอกว่า “ธุรกิจ e-commerce ควรแบ่งงบแบบนี้” ตัวเลขนั้นมักมาจากค่าเฉลี่ยของธุรกิจหลากหลายประเภทที่ถูกปัดรวมกัน ซึ่งไม่มีธุรกิจไหนเป็น “ค่าเฉลี่ย” จริง ๆ สักราย

สิ่งที่ตัวเลขค่าเฉลี่ยเหล่านี้มองข้ามไปคือรายละเอียดเฉพาะของแต่ละธุรกิจ เช่น ฐานลูกค้าเดิมมีมากน้อยแค่ไหน สินค้าต้องใช้เวลาตัดสินใจนานหรือซื้อทันที และทีมมีความถนัดในการดูแลช่องทางไหนเป็นพิเศษ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนเปลี่ยนสัดส่วนที่เหมาะสมไปคนละทาง

กรอบคำนวณ 3 ขั้นที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ

  1. ย้อนดูบทสนทนาที่ปิดยอดสำเร็จในไลน์ 1-3 เดือนล่าสุด แล้วแยกตามช่องทางต้นทางที่แอดมินบันทึกไว้ว่าลูกค้าคนนั้นมาจากไหน คำนวณ chat-to-sale rate ของแต่ละช่องทางแยกกัน
  2. คำนวณต้นทุนต่อการปิดยอด (cost per sale) ของแต่ละช่องทาง โดยเอางบที่ใช้จริงหารด้วยจำนวนยอดปิดที่มาจากช่องทางนั้น ไม่ใช่หารด้วยจำนวนคลิกหรือจำนวนแชทที่เข้ามาเฉย ๆ
  3. จัดลำดับช่องทางตามต้นทุนต่อการปิดยอดจากต่ำไปสูง แล้วเทียบกับระยะเวลาคืนทุนของลูกค้าแต่ละกลุ่ม เพราะบางช่องทางอาจต้นทุนสูงกว่าแต่ได้ลูกค้าที่ซื้อซ้ำเร็วกว่า ทำให้คุ้มค่ากว่าในระยะยาว

ตัวอย่างสมมติ: ร้านเครื่องนอน “ฝันดี” คำนวณสัดส่วนงบใหม่

ช่องทางChat-to-sale rateCost per saleสรุปการปรับ
Facebook18%420 บาทคงงบเดิม ผลงานสม่ำเสมอ
Google24%310 บาทเพิ่มงบ ต้นทุนต่อยอดต่ำสุด
TikTok9%580 บาทลดงบ ยังต้องพัฒนาครีเอทีฟก่อน
LINE OA (ออร์แกนิก)35%ต่ำมาก (ไม่มีค่าแอด)ลงทุนเสริมด้วยเนื้อหาแทนงบแอด

อย่าไล่ตามต้นทุนต่ำที่สุดอย่างเดียวโดยไม่ดูคุณภาพ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยหลังคำนวณเสร็จคือรีบทุ่มงบทั้งหมดไปที่ช่องทางต้นทุนต่ำที่สุดทันที ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนขยับขึ้นเร็วเพราะกลุ่มเป้าหมายในช่องทางนั้นมีจำกัด ยิ่งเพิ่มงบเร็ว ยิ่งต้องเจาะกลุ่มที่ห่างจากกลุ่มเป้าหมายหลักมากขึ้น ทำให้คุณภาพลดลง

วิธีที่ปลอดภัยกว่าคือเพิ่มงบทีละ 15-20% แล้วสังเกต chat-to-sale rate ว่ายังคงตัวอยู่ไหม ถ้าเริ่มลดลงหลังเพิ่มงบ นั่นคือสัญญาณว่าถึงเพดานของช่องทางนั้นแล้ว ควรหยุดเพิ่มและกระจายไปช่องทางอื่นแทน

สรุป

ไม่มีสัดส่วนงบที่ถูกต้องตายตัวสำหรับทุกธุรกิจ มีแต่วิธีคำนวณที่ถูกต้องซึ่งใช้ได้กับทุกธุรกิจ นั่นคือการดูหลักฐานจากบทสนทนาที่ปิดยอดจริง ไม่ใช่การก็อปปี้ตัวเลขจากที่อื่น

ต้นทุนต่ำที่สุดไม่ได้แปลว่าดีที่สุดเสมอไป ต้องดูคู่กับคุณภาพและระยะเวลาคืนทุนของลูกค้าที่ได้มาจากแต่ละช่องทางด้วย

  • อย่าก็อปปี้สัดส่วนงบจากธุรกิจอื่น ให้คำนวณจากหลักฐานจริงของธุรกิจตัวเอง
  • ใช้ chat-to-sale rate และ cost per sale เป็นตัวชี้วัดหลักในการจัดลำดับช่องทาง
  • เพิ่มงบทีละน้อยและเฝ้าดูอัตราปิดยอด อย่าทุ่มงบทั้งหมดไปที่ช่องทางต้นทุนต่ำสุดทันที

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าไม่มีระบบติดตามที่มาลูกค้า จะคำนวณ chat-to-sale rate แยกช่องทางได้ยังไง

เริ่มจากให้แอดมินถามลูกค้าตรง ๆ สั้น ๆ ว่าเห็นร้านจากไหน แล้วจดลงสเปรดชีต แม้ไม่แม่นยำ 100% แต่ก็เพียงพอให้เห็นแนวโน้มคร่าว ๆ ที่ใช้ตัดสินใจได้ดีกว่าการเดาเปล่า ๆ

ช่องทางที่ chat-to-sale rate สูงแต่ปริมาณแชทน้อย ควรเพิ่มงบไหม

ควรทดลองเพิ่มแบบระมัดระวัง เพราะปริมาณน้อยอาจแปลว่ายังไม่ได้ทดสอบเต็มศักยภาพ แต่ก็ต้องเฝ้าดูว่าอัตราปิดยอดจะยังสูงอยู่ไหมเมื่อขยายกลุ่มเป้าหมายกว้างขึ้น เพราะบางครั้งอัตราที่สูงมาจากกลุ่มคนแคบมากที่ขยายต่อไม่ได้

ควรรวมต้นทุนค่าแอดมินเข้าไปในการคำนวณ cost per sale ด้วยไหม

ถ้าต้องการภาพที่แม่นยำที่สุดควรรวม โดยเฉพาะถ้าช่องทางไหนใช้เวลาแอดมินดูแลมากกว่าช่องทางอื่นอย่างมีนัยสำคัญ เช่น ต้องตอบคำถามซับซ้อนกว่า แต่ถ้าต้องการแค่เปรียบเทียบเบื้องต้น การดูแค่ต้นทุนค่าแอดก่อนก็เพียงพอเป็นจุดเริ่มต้น

ทำไมช่องทางออร์แกนิกในไลน์ถึงมี chat-to-sale rate สูงกว่าช่องทางที่จ่ายเงิน

เพราะลูกค้าที่มาจากช่องทางออร์แกนิก เช่น การบอกต่อหรือค้นหาชื่อร้านเอง มักมีความตั้งใจซื้อสูงกว่าคนที่เห็นโฆษณาแล้วยังไม่รู้จักแบรนด์มาก่อน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อัตราปิดยอดจะสูงกว่าช่องทางที่จ่ายเงินอย่างมีนัยสำคัญ

ควรทบทวนสัดส่วนงบนี้บ่อยแค่ไหน

แนะนำให้ทบทวนอย่างน้อยทุกไตรมาส หรือเร็วกว่านั้นถ้าธุรกิจมีปริมาณแชทเยอะพอจะเห็นแนวโน้มได้เร็ว การคำนวณครั้งเดียวแล้วใช้ไปตลอดมักล้าสมัยเมื่อสภาพตลาดเปลี่ยน

มีวิธีลดงานคำนวณด้วยมือทุกเดือนไหม

ระบบอย่าง linli ช่วยเก็บที่มาของแชทและเชื่อมกับผลการปิดยอดให้อัตโนมัติ ลดงานที่แอดมินต้องจดมือและรวบรวมเองทุกเดือน ทำให้การคำนวณสัดส่วนงบทำได้เร็วและสม่ำเสมอกว่าเดิม

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง