← กลับไปหน้าบทความ
ขั้นสูง (MarTech)

ร้านที่เพิ่งเปิดยิงแอดได้ไม่ถึงปี ยังไม่ถึงเวลาต้องทำ Marketing Mix Modeling

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:53อัปเดต 12 ส.ค. 04:53อ่าน 2 นาที
ร้านที่เพิ่งเปิดยิงแอดได้ไม่ถึงปี ยังไม่ถึงเวลาต้องทำ Marketing Mix Modeling
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Marketing Mix Modeling (MMM) คือการวิเคราะห์ทางสถิติที่ใช้ข้อมูลยอดขายและงบโฆษณาย้อนหลังในระดับภาพรวม เพื่อประเมินว่าแต่ละช่องทางหรือปัจจัยการตลาดมีผลต่อยอดขายรวมมากน้อยแค่ไหน โดยไม่ต้องอาศัยการติดตาม Cookie หรือ Click ID รายบุคคล เหมาะกับธุรกิจที่มีข้อมูลยอดขายสะสมมากพอและใช้สื่อหลายช่องทางพร้อมกัน ไม่เหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มยิงแอดหรือมีข้อมูลย้อนหลังไม่พอ

เจ้าของแบรนด์คนหนึ่งไปฟังสัมมนาการตลาดแล้วกลับมาด้วยคำถามว่า 'เราควรทำ Marketing Mix Modeling ไหม' เพราะได้ยินว่าเป็นวิธีวัดผลที่แม่นยำกว่าการดู Attribution แบบเดิม แต่พอเริ่มหาข้อมูลเพิ่มก็พบว่าคำอธิบายส่วนใหญ่เขียนด้วยภาษาสถิติที่เข้าใจยาก และไม่มีใครบอกชัดว่าธุรกิจขนาดเล็กที่เพิ่งยิงแอดได้ไม่ถึงปีควรทำเรื่องนี้หรือยัง

ความจริงคือ MMM ไม่ใช่เครื่องมือที่เหมาะกับทุกธุรกิจ และไม่ใช่สิ่งที่ควรรีบทำเพียงเพราะได้ยินว่าแบรนด์ใหญ่ใช้กัน การจะได้ประโยชน์จริงจาก MMM ต้องมีเงื่อนไขพื้นฐานบางอย่างให้พร้อมก่อน ไม่ว่าจะเป็นปริมาณข้อมูลย้อนหลัง ความสม่ำเสมอของการบันทึกยอดขาย และจำนวนช่องทางสื่อที่ใช้งานจริง

บทความนี้จะอธิบายว่า Marketing Mix Modeling คืออะไรแบบเข้าใจง่าย ต่างจากวิธีวัดผลที่ธุรกิจ LINE ส่วนใหญ่คุ้นเคยยังไง และที่สำคัญที่สุดคือธุรกิจแบบไหนที่ยังไม่ควรรีบลงทุนกับเรื่องนี้

Marketing Mix Modeling คืออะไรกันแน่ อธิบายแบบไม่ใช้ศัพท์สถิติ

พูดให้ง่ายที่สุด Marketing Mix Modeling คือการเอาข้อมูลยอดขายรวมรายสัปดาห์หรือรายเดือนย้อนหลัง มาเทียบกับงบที่ใช้ในแต่ละช่องทางสื่อในช่วงเวลาเดียวกัน แล้วใช้แบบจำลองทางสถิติหาความสัมพันธ์ว่าเมื่อเพิ่มหรือลดงบในช่องทางไหน ยอดขายรวมมีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด โดยพยายามแยกผลของแต่ละปัจจัยออกจากกัน เช่น งบโฆษณาออนไลน์ งบโฆษณาออฟไลน์ ฤดูกาล โปรโมชัน และปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ที่อาจส่งผลต่อยอดขายในช่วงเวลาเดียวกัน

จุดที่ทำให้ MMM ต่างจากวิธีวัดผลแบบ Digital Tracking ทั่วไปคือมันไม่ต้องอาศัยการติดตามผู้ใช้เป็นรายคน ไม่ต้องมี Click ID หรือ Cookie ใด ๆ เพราะมองที่ภาพรวมระดับตลาดหรือระดับธุรกิจทั้งหมด ไม่ใช่ระดับ Journey ของลูกค้าคนใดคนหนึ่ง ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบจากปัญหาเรื่อง Consent หรือ Cookie หมดอายุเหมือนการวัดผลแบบรายคน แต่ก็แลกมาด้วยการที่ต้องใช้ข้อมูลย้อนหลังจำนวนมากกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือ

MMM ต่างจาก Attribution แบบรายคนที่ธุรกิจ LINE ส่วนใหญ่คุ้นเคยยังไง

ธุรกิจที่ยิงแอดเข้า LINE ส่วนใหญ่คุ้นเคยกับการวัดผลแบบรายคน คือดูว่าคนที่คลิกโฆษณาคนไหน เพิ่มเพื่อน ทักแชท แล้วปิดการขายจริงหรือไม่ ผ่านรหัสอ้างอิงอย่าง UTM หรือ Click ID ซึ่งให้ข้อมูลที่ละเอียดถึงระดับแคมเปญหรือแม้แต่ระดับโฆษณาชิ้นใดชิ้นหนึ่ง วิธีนี้เหมาะกับการปรับแคมเปญรายวันหรือรายสัปดาห์ แต่มีข้อจำกัดเมื่อลูกค้าเห็นโฆษณาหลายช่องทางก่อนตัดสินใจซื้อ หรือเมื่อ Cookie และ Click ID ถูกจำกัดจากนโยบายความเป็นส่วนตัว

MMM มองในมุมตรงข้าม คือไม่สนใจว่าใครคนใดคนหนึ่งเดินทางผ่านช่องทางไหนบ้าง แต่มองภาพรวมว่าทั้งตลาดตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงงบในแต่ละช่องทางอย่างไร วิธีนี้จึงเหมาะกับการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ระยะยาว เช่น ปีหน้าควรจัดสรรงบระหว่างช่องทางออนไลน์กับออฟไลน์อย่างไร มากกว่าการตัดสินใจปรับแคมเปญรายวัน ธุรกิจที่ทำได้ดีที่สุดมักใช้สองวิธีนี้เสริมกัน ไม่ใช่เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่งแทนกันทั้งหมด

ธุรกิจแบบไหนที่ MMM เริ่มมีประโยชน์จริง

MMM จะเริ่มให้ผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือเมื่อธุรกิจมีข้อมูลยอดขายย้อนหลังต่อเนื่องอย่างน้อยหนึ่งถึงสองปี และมีการใช้งบโฆษณาหลายช่องทางพร้อมกันในระดับที่มีนัยสำคัญ เช่น ทั้งโฆษณาออนไลน์ ป้ายโฆษณา สื่อทีวีหรือวิทยุ และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่าง ๆ ยิ่งมีความหลากหลายของช่องทางและมีการเปลี่ยนแปลงงบในแต่ละช่วงเวลาชัดเจน แบบจำลองก็ยิ่งมีข้อมูลพอที่จะแยกผลของแต่ละปัจจัยออกจากกันได้แม่นยำขึ้น

ธุรกิจที่เหมาะกับ MMM มักเป็นแบรนด์ที่มีขนาดใหญ่พอสมควร มีทีมการตลาดที่ดูแลงบประมาณระดับหลักล้านต่อเดือนขึ้นไป และต้องการคำตอบเชิงกลยุทธ์มากกว่าการปรับแคมเปญรายวัน เช่น การตัดสินใจว่าปีหน้าควรเพิ่มสัดส่วนงบให้ช่องทางออนไลน์หรือกลับไปเน้นสื่อดั้งเดิม ซึ่งเป็นคำถามที่ Attribution แบบรายคนไม่สามารถตอบได้ดีนัก เพราะมองเห็นแค่ Journey ของคนที่มี Digital Footprint เท่านั้น

ร้านแบบไหนที่ยังไม่ควรรีบลงทุนกับ MMM

ธุรกิจ SME ที่เพิ่งเริ่มยิงแอดได้ไม่ถึงหนึ่งปี ยังไม่มีข้อมูลยอดขายย้อนหลังมากพอให้แบบจำลองทางสถิติหาความสัมพันธ์ที่น่าเชื่อถือได้ ยิ่งถ้าใช้งบโฆษณาเพียงช่องทางเดียวหรือสองช่องทาง MMM แทบไม่มีประโยชน์เลย เพราะจุดแข็งของ MMM คือการแยกผลระหว่างหลายช่องทางที่ทำงานพร้อมกัน ถ้ามีช่องทางเดียว การใช้ Attribution แบบรายคนที่ดูตรง Click ไปจนถึง Chat และยอดขายจะให้คำตอบที่ตรงประเด็นและเร็วกว่ามาก

อีกกลุ่มที่ยังไม่ควรรีบทำคือธุรกิจที่ยังไม่มีระบบบันทึกยอดขายที่แม่นยำและสม่ำเสมอ เพราะ MMM ต้องพึ่งพาข้อมูลยอดขายย้อนหลังเป็นวัตถุดิบหลัก ถ้าข้อมูลยอดขายมีช่องโหว่ บันทึกไม่ครบ หรือนิยาม 'ยอดขาย' เปลี่ยนไปมาในแต่ละช่วง ผลลัพธ์จากแบบจำลองก็จะไม่น่าเชื่อถือไม่ว่าจะใช้เทคนิคสถิติซับซ้อนแค่ไหนก็ตาม ธุรกิจกลุ่มนี้ควรให้ความสำคัญกับการวางระบบบันทึกยอดขายให้แม่นยำก่อน อย่างการผูก Order ID ให้สม่ำเสมออย่างที่อธิบายไว้ใน Order ID Attribution มากกว่าจะข้ามไปทำ MMM เลย

ข้อมูลอะไรบ้างที่ต้องมีก่อนเริ่มทำ MMM ได้จริง

ก่อนจะเริ่มคิดเรื่องแบบจำลองทางสถิติ ธุรกิจต้องรวบรวมข้อมูลพื้นฐานให้ครบก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่ธุรกิจควรเก็บอยู่แล้วในการทำงานประจำวัน:

  • ยอดขายรายสัปดาห์หรือรายเดือนย้อนหลังอย่างน้อยหนึ่งถึงสองปี แยกตามสินค้าหรือกลุ่มสินค้าถ้าเป็นไปได้
  • งบโฆษณาที่ใช้จริงในแต่ละช่องทางตามช่วงเวลาเดียวกับข้อมูลยอดขาย ไม่ใช่งบที่ตั้งไว้แต่ไม่ได้ใช้จริง
  • ข้อมูลโปรโมชันหรือส่วนลดที่เคยจัดในแต่ละช่วง เพราะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อยอดขายและต้องแยกออกจากผลของโฆษณา
  • ปัจจัยตามฤดูกาลหรือเทศกาลที่ส่งผลต่อยอดขายของธุรกิจนั้นโดยเฉพาะ เช่น ช่วงเปิดเทอมสำหรับธุรกิจการศึกษา
  • ข้อมูลราคาสินค้าที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วง เพราะการเปลี่ยนราคาก็เป็นอีกปัจจัยที่กระทบยอดขายเช่นกัน

เทียบ MMM กับวิธีวัดผลอื่นที่ธุรกิจ LINE ใช้อยู่

ธุรกิจที่โตถึงระดับหนึ่งมักไม่ได้เลือกใช้แค่วิธีเดียว แต่ผสมทั้งสามแบบเข้าด้วยกันตามคำถามที่ต้องการคำตอบ ทีมที่ดูแลแคมเปญรายวันจะพึ่ง Attribution แบบรายคนเป็นหลักเพราะต้องการความไวในการปรับงบ ส่วนผู้บริหารที่วางแผนงบประมาณรายปีอาจขอผลจาก MMM มาประกอบการตัดสินใจว่าจะเพิ่มหรือลดสัดส่วนงบในแต่ละช่องทาง และเมื่อมีคำถามเฉพาะเจาะจงว่าแคมเปญหนึ่งสร้างยอดขายเพิ่มจริงหรือลูกค้าจะซื้ออยู่แล้วโดยไม่มีโฆษณา ก็ต้องอาศัย Incrementality Testing มาช่วยตอบแยกต่างหาก การเข้าใจว่าแต่ละวิธีตอบคำถามคนละแบบ ช่วยไม่ให้ธุรกิจคาดหวังผิดว่าวิธีใดวิธีหนึ่งจะเป็นคำตอบสุดท้ายของทุกคำถามด้านการตลาด

เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าแต่ละวิธีเหมาะกับสถานการณ์ไหน ลองดูตารางเปรียบเทียบนี้:

วิธีวัดผลมองที่ระดับไหนเหมาะกับการตัดสินใจแบบไหน
Attribution แบบรายคน (Click ID, UTM)ระดับบุคคล/แคมเปญปรับแคมเปญรายวันหรือรายสัปดาห์ ตัดสินใจเร็ว
Marketing Mix Modelingระดับภาพรวมตลาด/ธุรกิจวางกลยุทธ์จัดสรรงบระยะยาว เช่น รายไตรมาสหรือรายปี
Incrementality Testingระดับกลุ่มทดลองเทียบกลุ่มควบคุมพิสูจน์ว่ายอดขายเกิดจากโฆษณาจริงหรือเกิดขึ้นเองอยู่แล้ว

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับ MMM

  • คิดว่า MMM แม่นยำกว่า Attribution เสมอ — ความจริงคือทั้งสองมีข้อจำกัดต่างกัน MMM แม่นในภาพรวมระยะยาวแต่หยาบในระดับแคมเปญ ส่วน Attribution ละเอียดระดับแคมเปญแต่มีข้อจำกัดเรื่อง Cross-channel และ Privacy
  • คิดว่าต้องมีทีม Data Scientist เต็มรูปแบบถึงจะเริ่มได้ — ธุรกิจขนาดกลางที่มีข้อมูลพร้อมอาจเริ่มจากการวิเคราะห์เบื้องต้นร่วมกับที่ปรึกษาภายนอกได้ โดยไม่ต้องมีทีมภายในทั้งหมด
  • คิดว่าทำครั้งเดียวแล้วใช้ได้ตลอด — พฤติกรรมตลาดและประสิทธิภาพของแต่ละช่องทางเปลี่ยนไปตามเวลา แบบจำลองต้องมีการปรับปรุงเป็นระยะ ไม่ใช่ทำครั้งเดียวจบ
  • คิดว่า MMM ใช้แทน Conversion Tracking รายวันได้เลย — MMM ไม่ได้ออกแบบมาให้ตอบคำถามว่าวันนี้ควรปิดหรือเปิดแคมเปญไหน งานนั้นยังต้องพึ่งข้อมูล Conversion ที่ละเอียดกว่า

เริ่มต้นแบบง่ายโดยไม่ต้องมีทีม Data Scientist ได้ไหม

สำหรับธุรกิจที่ยังไม่พร้อมลงทุนทำ MMM เต็มรูปแบบ จุดเริ่มต้นที่ทำได้จริงคือการวางระบบเก็บข้อมูลให้พร้อมก่อน ทั้งยอดขายรายสัปดาห์ งบโฆษณาแต่ละช่องทาง และปัจจัยโปรโมชันหรือฤดูกาล เพื่อให้เมื่อถึงวันที่ธุรกิจโตพอและพร้อมทำ MMM จริง ข้อมูลย้อนหลังจะมีพร้อมอยู่แล้วไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ระหว่างทางนี้ธุรกิจยังใช้ Attribution แบบรายคนและข้อมูล Conversion จากช่องทาง LINE ได้ตามปกติสำหรับการตัดสินใจรายวัน

linli เองไม่ได้เป็นเครื่องมือสร้างแบบจำลอง MMM โดยตรง แต่ข้อมูล Lead คุณภาพ Order และยอดขายที่บันทึกผ่านระบบสามารถเป็นหนึ่งในชุดข้อมูลที่นำไปใช้เป็นวัตถุดิบประกอบการวิเคราะห์ภาพรวมได้ในอนาคต ถ้าธุรกิจตัดสินใจทำ MMM จริงจัง สิ่งที่ต้องมีเพิ่มคือข้อมูลงบโฆษณาช่องทางอื่นและปัจจัยภายนอกที่ระบบวัดผลเฉพาะ LINE ไม่ได้ครอบคลุมอยู่แล้ว การวางแผนเรื่องต้นทุนต่อยอดขายและอัตรากำไรที่กล่าวถึงใน LTV ต่อ CAC ก็เป็นข้อมูลอีกชุดที่ควรเตรียมไว้ควบคู่กัน

สรุป

Marketing Mix Modeling เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังสำหรับธุรกิจที่มีข้อมูลย้อนหลังมากพอและใช้สื่อหลายช่องทางพร้อมกัน แต่ไม่ใช่สิ่งที่ทุกธุรกิจควรรีบลงทุนทันทีเพียงเพราะได้ยินว่าแบรนด์ใหญ่ใช้กัน

ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มยิงแอดหรือมีข้อมูลยอดขายย้อนหลังไม่พอ ควรให้ความสำคัญกับการวางระบบ Attribution และ Conversion Tracking ให้แม่นยำก่อน แล้วค่อยพิจารณาเรื่อง MMM เมื่อธุรกิจโตถึงจุดที่ข้อมูลและงบประมาณพร้อมจริง

  • MMM มองภาพรวมระดับตลาด ไม่ต้องติดตามผู้ใช้รายคนเหมือน Attribution แบบเดิม
  • เหมาะกับธุรกิจที่มีข้อมูลย้อนหลังหนึ่งถึงสองปีขึ้นไปและใช้สื่อหลายช่องทาง
  • ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มยิงแอดหรือมีช่องทางเดียวยังไม่ได้ประโยชน์จาก MMM เท่าที่ควร
  • เตรียมข้อมูลยอดขาย งบโฆษณา และปัจจัยโปรโมชันให้พร้อมไว้ล่วงหน้า แม้จะยังไม่เริ่มทำ MMM ตอนนี้

คำถามที่พบบ่อย

Marketing Mix Modeling ต่างจาก Multi-touch Attribution ยังไง

MMM มองภาพรวมระดับตลาดโดยไม่ต้องติดตามผู้ใช้รายคน ส่วน Multi-touch Attribution พยายามให้เครดิตแต่ละจุดสัมผัสในเส้นทางของลูกค้าคนใดคนหนึ่ง ทั้งสองตอบคำถามคนละระดับและมีข้อจำกัดต่างกัน

ธุรกิจ SME ที่มีงบโฆษณาไม่มาก ควรทำ MMM ไหม

โดยทั่วไปยังไม่จำเป็น เพราะ MMM ต้องการข้อมูลย้อนหลังจำนวนมากและหลายช่องทางถึงจะให้ผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือ ธุรกิจ SME ควรเน้นวางระบบ Attribution และ Conversion Tracking ให้แม่นยำก่อน

MMM ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ใช้งานได้

ขึ้นกับความพร้อมของข้อมูลและความซับซ้อนของธุรกิจ โดยทั่วไปกระบวนการรวบรวมข้อมูล สร้างแบบจำลอง และตรวจสอบความถูกต้องมักใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ไม่ใช่เรื่องที่ได้คำตอบภายในไม่กี่วัน

ต้องจ้างบริษัทภายนอกทำ MMM หรือทำเองได้

ทำได้ทั้งสองแบบ ขึ้นกับความพร้อมของทีมภายในและงบประมาณ ธุรกิจขนาดใหญ่มักมีทีม Data Science ภายในหรือจ้างที่ปรึกษาเฉพาะทาง ส่วนธุรกิจขนาดกลางอาจเริ่มจากการวิเคราะห์เบื้องต้นร่วมกับที่ปรึกษาก่อนตัดสินใจลงทุนเต็มรูปแบบ

ข้อมูลจาก LINE Conversion Tracking ใช้ทำ MMM ได้เลยไหม

ใช้เป็นส่วนหนึ่งของชุดข้อมูลได้ แต่ MMM ต้องการข้อมูลงบโฆษณาทุกช่องทางและปัจจัยภายนอกอื่นร่วมด้วย ไม่ใช่แค่ข้อมูลจากช่องทาง LINE เพียงอย่างเดียว

ถ้าทำ MMM แล้วผลลัพธ์ขัดกับสิ่งที่ Attribution บอก ควรเชื่อฝั่งไหน

ไม่ควรรีบเชื่อฝั่งใดฝั่งหนึ่งทันที ควรตรวจสอบคุณภาพข้อมูลและช่วงเวลาที่ใช้วิเคราะห์ของทั้งสองวิธีก่อน เพราะทั้งสองมองคนละมุมและอาจตอบคำถามคนละประเภท การขัดแย้งกันบางส่วนเป็นเรื่องปกติที่ต้องตีความร่วมกัน ไม่ใช่ตัวใดตัวหนึ่งผิดเสมอไป

ลองตรวจด้วยตัวเอง

ตรวจ Tracking โฆษณาเข้า LINE

ใส่ URL หน้า Landing ของคุณ แล้วดูว่าเส้นทาง Ads → LINE ของคุณวัดผลได้จริงหรือขาดตรงไหน

ตรวจ Tracking ฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

วัด Conversion LINE ทุกแบรนด์ รวมศูนย์ที่เดียว

องค์กรที่มีหลายแบรนด์ หลายสาขา หลาย LINE OA — linli รวม Tracking และส่ง Conversion กลับทุกแพลตฟอร์ม พร้อม Custom Limit เริ่มฟรี 14 วัน

ติดต่อทีม Sales

บทความที่เกี่ยวข้อง

Lead เยอะขึ้นทุกเดือน แต่ยอดปิดเท่าเดิม MMM ช่วยตอบคำถามนี้ได้ไหม

Lead เยอะขึ้นทุกเดือน แต่ยอดปิดเท่าเดิม MMM ช่วยตอบคำถามนี้ได้ไหม

ทีมมาร์เก็ตติ้งรายงานว่า Lead เพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่ยอดขายจริงกลับทรงตัว MMM (Marketing Mix Modeling) คือหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยมองภาพว่าปัญหาอยู่ที่ช่องทางไหน หรืออยู่ที่ขั้นตอนหลังจากนั้น
แคมเปญนี้ยอดขายพุ่งพรวดแต่ทีมไม่แน่ใจว่าเพราะแอดหรือเพราะโปรโมชันคู่กัน จะแยกยังไง

แคมเปญนี้ยอดขายพุ่งพรวดแต่ทีมไม่แน่ใจว่าเพราะแอดหรือเพราะโปรโมชันคู่กัน จะแยกยังไง

สัปดาห์ที่ยอดขายพุ่งพอดีเป็นสัปดาห์ที่ทั้งยิงแอดหนักและมีโปรโมชันลดราคาคู่กัน ทีมมาร์เก็ตติ้งเลยตอบไม่ได้ว่าตัวไหนคือตัวขับเคลื่อนจริง Conversion Lift คือแนวคิดที่ช่วยแยกผลสองเรื่องนี้ออกจากกันอย่างมีหลักการ
ปิดแอดสักพักแล้วยอดขายยังเท่าเดิม แปลว่าแอดไม่ได้ช่วยอะไรเลยหรือเปล่า

ปิดแอดสักพักแล้วยอดขายยังเท่าเดิม แปลว่าแอดไม่ได้ช่วยอะไรเลยหรือเปล่า

เจ้าของร้านบางคนเคยลองปิดแอดสักสัปดาห์แล้วพบว่ายอดขายไม่ได้ลดฮวบตามที่กลัว คำถามที่ตามมาคือแอดที่จ่ายเงินไปตลอดนี้ช่วยอะไรจริงหรือเปล่า Incrementality Testing คือวิธีตอบคำถามนี้อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ลองปิดดูเฉย ๆ