← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

ธุรกิจขนาดเล็กที่ออเดอร์ยังไม่ถึงหลักร้อยต่อเดือน ควรเริ่มดู Marginal ROAS เมื่อไหร่

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:53อัปเดต 12 ส.ค. 04:53อ่าน 3 นาที
ธุรกิจขนาดเล็กที่ออเดอร์ยังไม่ถึงหลักร้อยต่อเดือน ควรเริ่มดู Marginal ROAS เมื่อไหร่
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Marginal ROAS คือผลตอบแทนที่ได้จากงบโฆษณา 'บาทถัดไป' ที่เพิ่มเข้าไป ไม่ใช่ผลตอบแทนเฉลี่ยของงบทั้งก้อน เพราะยิ่งเพิ่มงบมาก แพลตฟอร์มยิ่งต้องเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มซื้อต่ำลงเรื่อย ๆ ทำให้ Marginal ROAS ลดลงตามงบที่เพิ่ม ธุรกิจที่มีออเดอร์ยังไม่ถึงหลักร้อยต่อเดือนมักยังไม่มีข้อมูลพอวัดผลนี้อย่างแม่นยำ ควรเริ่มพิจารณาเมื่องบเริ่มโตถึงจุดที่ ROAS เฉลี่ยเริ่มขยับลงชัดเจนทุกครั้งที่เพิ่มงบ

เจ้าของธุรกิจหลายคนตั้งเป้าไว้ว่า 'ถ้า ROAS เฉลี่ยยังเกิน 5 เท่า ก็เพิ่มงบไปเรื่อย ๆ ได้' ซึ่งฟังดูสมเหตุสมผล แต่ในทางปฏิบัติกลับพาไปสู่การเทงบผิดจุดบ่อยครั้ง เพราะ ROAS เฉลี่ยที่เห็นในแดชบอร์ด เป็นค่าเฉลี่ยของเงินทุกบาทที่ใช้ไปตั้งแต่บาทแรก ไม่ใช่ผลตอบแทนของเงินบาทล่าสุดที่เพิ่งเพิ่มเข้าไป

ลองนึกภาพร้านขายของที่ยิงแอดเข้า LINE ด้วยงบ 10,000 บาทต่อเดือน ได้ ROAS เฉลี่ย 8 เท่า แล้วตัดสินใจเพิ่มงบเป็น 30,000 บาท คาดว่าจะได้ยอดขายเพิ่มขึ้นสามเท่าตามสัดส่วน แต่พอผ่านไปหนึ่งเดือน ROAS เฉลี่ยกลับลดลงเหลือ 5 เท่า ทั้งที่ยอดขายรวมก็เพิ่มขึ้นจริง คำถามคือทำไมถึงเป็นแบบนี้ คำตอบอยู่ที่แนวคิดที่เรียกว่า Marginal ROAS

บทความนี้จะอธิบายว่า Marginal ROAS คืออะไร ทำไม ROAS เฉลี่ยสูงถึงไม่ได้แปลว่าควรเพิ่มงบเสมอไป และธุรกิจแบบไหนที่ยังไม่จำเป็นต้องเสียเวลาคำนวณตัวเลขนี้เลยด้วยซ้ำ

Marginal ROAS คืออะไร ต่างจาก ROAS เฉลี่ยตรงไหน

ROAS เฉลี่ย (Average ROAS) คำนวณจากยอดขายรวมทั้งหมดหารด้วยงบโฆษณารวมทั้งหมด เป็นภาพรวมของทุกบาทที่ใช้ไปนับตั้งแต่บาทแรก ในขณะที่ Marginal ROAS คือผลตอบแทนที่ได้จากงบบาทสุดท้ายหรือหน่วยเพิ่มล่าสุดที่ใส่เข้าไปในแคมเปญ พูดง่าย ๆ คือถ้าเพิ่มงบอีก 1,000 บาท ยอดขายที่ได้เพิ่มมาเฉพาะจากพันบาทนั้นคือเท่าไหร่ ไม่ใช่ยอดขายรวมทั้งหมดหารด้วยงบทั้งหมด

ความสัมพันธ์ระหว่างสองค่านี้คือ Marginal ROAS มักลดลงเร็วกว่า Average ROAS เสมอเมื่อเพิ่มงบ เพราะกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มซื้อสูงสุดมักถูกแอดเข้าถึงไปแล้วตั้งแต่งบก้อนแรก ๆ เมื่อเพิ่มงบต่อไปเรื่อย ๆ แพลตฟอร์มต้องขยายไปหากลุ่มเป้าหมายที่สนใจน้อยลง ทำให้ผลตอบแทนต่อบาทของงบที่เพิ่มเข้าไปค่อย ๆ ลดลง แม้ Average ROAS จะยังดูดีอยู่ก็ตาม เพราะมันยังถูกถ่วงด้วยผลตอบแทนดี ๆ จากงบก้อนแรก

ทำไม ROAS เฉลี่ยที่สูงถึงหลอกให้ตัดสินใจเพิ่มงบผิดจุด

ปัญหาของการดูแค่ ROAS เฉลี่ยคือมันเป็นตัวเลขที่ 'มองย้อนหลัง' ไม่ใช่ตัวเลขที่บอกอนาคต ต่อให้ ROAS เฉลี่ยตอนนี้อยู่ที่ 8 เท่า ก็ไม่ได้แปลว่าถ้าเพิ่มงบอีกเท่าตัวจะยังได้ ROAS 8 เท่าเท่าเดิม เพราะกลุ่มเป้าหมายที่เหลือให้เข้าถึงมีจำกัด และคุณภาพของกลุ่มที่เหลือมักลดลงเรื่อย ๆ

ธุรกิจที่ขายผ่าน LINE มักเจอปัญหานี้ชัดกว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั่วไป เพราะมีขั้นตอนของแอดมินคั่นกลางระหว่างคลิกกับการปิดการขาย ถ้าเพิ่มงบจนยอดทักเข้ามาเกินกำลังที่แอดมินตอบไหว คุณภาพการตอบแชทจะลดลง คนที่ทักเข้ามาช่วงหลังอาจรอนานขึ้นจนเปลี่ยนใจไปที่อื่น ทำให้ Marginal ROAS ลดลงเร็วกว่าที่คาดจากปัจจัยด้าน Sales Capacity ไม่ใช่แค่ปัจจัยด้านคุณภาพกลุ่มเป้าหมายเพียงอย่างเดียว

รูปแบบที่ Marginal ROAS มักเป็นเมื่อเพิ่มงบทีละขั้น

ลักษณะที่พบได้บ่อยเมื่อค่อย ๆ เพิ่มงบโฆษณาในช่องทางเดิม:

  • ช่วงงบต่ำ Marginal ROAS มักสูงใกล้เคียงหรือสูงกว่า Average ROAS เพราะยังเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายคุณภาพสูงที่เหลืออยู่มาก
  • เมื่องบเพิ่มถึงจุดหนึ่ง Marginal ROAS เริ่มลดลงต่ำกว่า Average ROAS ทำให้ Average ROAS เริ่มขยับลงตามไปด้วยแต่ช้ากว่า
  • ถ้าเพิ่มงบต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่เปลี่ยนกลยุทธ์ Marginal ROAS อาจลดลงจนต่ำกว่าจุดคุ้มทุน แม้ Average ROAS จะยังดูเป็นบวกอยู่ก็ตาม เพราะยังถูกพยุงด้วยผลตอบแทนจากงบก้อนแรก
  • รูปแบบนี้เรียกว่า Diminishing Returns หรือผลตอบแทนที่ลดลงตามขนาด ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ปกติของการโฆษณาแทบทุกช่องทาง ไม่ใช่สัญญาณว่าแคมเปญมีปัญหา

วิธีประมาณ Marginal ROAS แบบที่ธุรกิจ SME พอทำเองได้

ไม่จำเป็นต้องมีทีมดาต้าไซแอนซ์ก็สามารถประมาณ Marginal ROAS แบบคร่าว ๆ ได้ด้วยขั้นตอนนี้:

  1. บันทึกงบโฆษณาและยอดขายที่ Attribution ให้กับช่องทางนั้นเป็นรายสัปดาห์ต่อเนื่องอย่างน้อย 8-12 สัปดาห์ โดยไม่เปลี่ยนอย่างอื่นมากในช่วงนั้น เช่น ราคาสินค้าหรือโปรโมชัน
  2. ลองเพิ่มงบทีละขั้นเล็ก ๆ เช่น เพิ่ม 20% ทุกสองสัปดาห์ แทนที่จะเพิ่มงบเท่าตัวในครั้งเดียว เพื่อให้เห็นจุดที่ผลตอบแทนเริ่มลดลงชัดเจน
  3. คำนวณ Marginal ROAS ของแต่ละช่วงด้วยสูตรคร่าว ๆ คือ (ยอดขายสัปดาห์ใหม่ ลบ ยอดขายสัปดาห์ก่อน) หารด้วย (งบสัปดาห์ใหม่ ลบ งบสัปดาห์ก่อน) เพื่อดูว่างบส่วนที่เพิ่มเข้าไปให้ผลตอบแทนเท่าไหร่
  4. พล็อตตัวเลข Marginal ROAS ของแต่ละสัปดาห์เทียบกับระดับงบ แล้วดูว่าที่งบระดับไหน Marginal ROAS เริ่มลดลงต่ำกว่าจุดคุ้มทุนของธุรกิจ (Break-even ROAS) นั่นคือจุดที่ควรหยุดเพิ่มงบในช่องทางนั้นแล้วลองช่องทางใหม่แทน

ตารางเทียบ Average ROAS กับ Marginal ROAS ที่ระดับงบต่าง ๆ (ตัวอย่างสมมติ)

ตารางนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพว่าตัวเลขสองชุดนี้เคลื่อนไหวต่างกันอย่างไรเมื่อเพิ่มงบทีละขั้น ตัวเลขจริงของแต่ละธุรกิจจะแตกต่างกันไปตามอุตสาหกรรมและขนาดตลาด:

งบต่อสัปดาห์ยอดขายสะสมAverage ROASMarginal ROAS ของงบที่เพิ่ม
10,00080,0008.08.0
15,000115,0007.77.0
20,000145,0007.36.0
25,000165,0006.64.0
30,000175,0005.82.0

ธุรกิจแบบไหนที่ยังไม่ควรลงทุนเวลากับเครื่องมือนี้

แนวคิด Marginal ROAS มีประโยชน์มากสำหรับธุรกิจที่มีงบพอจะทดลองเพิ่มลดได้และมีข้อมูลสะสมมากพอ แต่ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่ควรรีบเริ่มใช้ทันที มีสามลักษณะที่ยังไม่คุ้มค่าที่จะจริงจังกับตัวเลขนี้

ลักษณะแรกคือธุรกิจที่มีออเดอร์ยังไม่ถึงหลักร้อยต่อเดือน เพราะข้อมูลรายสัปดาห์จะมีความผันผวนสูงมากจนคำนวณ Marginal ROAS ได้ไม่แม่น สัปดาห์หนึ่งอาจมีลูกค้ารายใหญ่หนึ่งรายที่ทำให้ตัวเลขพุ่งขึ้นผิดปกติ ซึ่งไม่เกี่ยวกับงบที่เพิ่มเลย ธุรกิจกลุ่มนี้ควรโฟกัสที่การทำ Attribution และการปิดการขายในแชทให้แข็งแรงก่อน

ลักษณะที่สองคือธุรกิจที่ยังไม่เคยเพิ่มงบเกิน 2 เท่าของงบเดิมเลย เพราะยังไม่มีข้อมูลช่วงที่ผลตอบแทนเริ่มลดลงให้สังเกตเห็น การพยายามคำนวณ Marginal ROAS จากข้อมูลที่งบแทบไม่เคยเปลี่ยนเป็นการเดามากกว่าการวัดจริง

ลักษณะที่สามคือธุรกิจที่ Sales Capacity ยังไม่เต็ม เช่น มีแอดมินพอตอบแชทได้อีกมากโดยไม่กระทบคุณภาพ กรณีนี้ควรเพิ่มงบไปเรื่อย ๆ ตามสามัญสำนึกก่อนจนกว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณว่าคุณภาพการตอบเริ่มลดลงหรือ ROAS เฉลี่ยเริ่มขยับลงชัดเจน ค่อยเริ่มจริงจังกับการคำนวณ Marginal ROAS

ตัวอย่างสมมติ: ร้านขายอาหารเสริมที่เกือบเพิ่มงบผิดจังหวะ

ร้านขายอาหารเสริมแห่งหนึ่งมี Average ROAS อยู่ที่ 6 เท่าต่อเนื่องมาสามเดือน (ข้อมูลสมมติเพื่อประกอบการอธิบาย) เจ้าของร้านคิดว่ายังมีกำไรเหลือเยอะ เลยตัดสินใจเพิ่มงบจาก 20,000 เป็น 60,000 บาทต่อเดือนทันทีในครั้งเดียว โดยไม่ได้ค่อย ๆ ทยอยเพิ่ม

ผลที่เกิดขึ้นคือยอดทักเข้า LINE เพิ่มขึ้นจริง แต่แอดมินสองคนที่มีอยู่ตอบไม่ทัน หลายเคสรอคำตอบนานกว่าสองชั่วโมง ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ความเร็วในการตอบ Lead ที่ยิ่งช้ายิ่งเสียโอกาสปิดการขาย พอสิ้นเดือน Average ROAS ลดลงเหลือ 3.2 เท่า ต่ำกว่าจุดคุ้มทุนของธุรกิจที่ต้องการอย่างน้อย 3.5 เท่า

ถ้าร้านนี้เพิ่มงบทีละขั้นแทน เช่น ขยับเป็น 30,000 บาทก่อน แล้วสังเกต Marginal ROAS ของงบส่วนที่เพิ่ม ก็จะเห็นสัญญาณเตือนตั้งแต่ขั้นแรกว่าแอดมินเริ่มตอบช้าลง และสามารถแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มแอดมินหรือปรับลำดับการติดตามลูกค้าก่อนที่จะเพิ่มงบต่อ แทนที่จะเพิ่มทีเดียวจนควบคุมไม่ทัน

ทำแบบนี้แล้วพัง: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่อง Marginal ROAS

ข้อผิดพลาดแรกคือเพิ่มงบก้อนใหญ่ในครั้งเดียวแทนที่จะทยอยเพิ่ม ทำให้ไม่มีจุดสังเกตระหว่างทางว่าผลตอบแทนเริ่มลดลงตอนไหน กว่าจะรู้ตัวก็เสียงบไปมากแล้วในช่วงที่ Marginal ROAS ต่ำกว่าจุดคุ้มทุนไปนาน

ข้อผิดพลาดที่สองคือเปลี่ยนหลายอย่างพร้อมกับที่เพิ่มงบ เช่น เปลี่ยนครีเอทีฟใหม่และเพิ่มงบพร้อมกัน ทำให้แยกไม่ออกว่า Marginal ROAS ที่เปลี่ยนไปมาจากงบที่เพิ่มหรือมาจากครีเอทีฟที่เปลี่ยน

ข้อผิดพลาดที่สามคือมองข้ามปัจจัยด้าน Sales Capacity ไปเลย คิดว่า Marginal ROAS ลดลงเพราะกลุ่มเป้าหมายหมดคุณภาพเพียงอย่างเดียว ทั้งที่จริงสาเหตุอาจมาจากแอดมินตอบไม่ทันต่างหาก ซึ่งแก้ด้วยการเพิ่มคนหรือปรับกระบวนการง่ายกว่าการลดงบโฆษณา

สิ่งที่ต้องตรวจก่อนใช้ Marginal ROAS ตัดสินใจเรื่องงบ

ก่อนใช้ตัวเลข Marginal ROAS ไปตัดสินใจเพิ่มหรือลดงบ ควรตรวจสิ่งเหล่านี้ก่อน:

  • มีข้อมูลรายสัปดาห์ต่อเนื่องพอที่จะเห็นแนวโน้ม ไม่ใช่แค่สองสามสัปดาห์ที่อาจผันผวนจากปัจจัยอื่น
  • ช่วงที่วัดผลไม่มีการเปลี่ยนแปลงตัวแปรอื่นพร้อมกัน เช่น ราคาสินค้า โปรโมชัน หรือครีเอทีฟหลัก
  • Sales Capacity ของทีมยังรองรับปริมาณ Lead ที่จะเพิ่มขึ้นได้ ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขโฆษณาอย่างเดียว
  • Break-even ROAS ของธุรกิจถูกคำนวณถูกต้อง โดยรวมต้นทุนสินค้าและต้นทุนอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่ราคาขายอย่างเดียว

สรุป

ROAS เฉลี่ยสูงไม่ได้แปลว่าควรเพิ่มงบเสมอไป เพราะมันเป็นค่าเฉลี่ยของเงินทุกบาทที่ใช้มาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ผลตอบแทนของเงินบาทล่าสุดที่เพิ่งเพิ่มเข้าไป การเข้าใจแนวคิด Marginal ROAS ช่วยให้เห็นจุดที่ควรหยุดเพิ่มงบในช่องทางเดิม ก่อนที่ผลตอบแทนจะลดลงจนต่ำกว่าจุดคุ้มทุนโดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่ควรทำต่อคือกลับไปดูประวัติการเพิ่มงบของแคมเปญหลักของตัวเอง แล้วลองคำนวณ Marginal ROAS แบบคร่าว ๆ ของช่วงล่าสุดที่เพิ่มงบ ถ้ายังไม่เคยเพิ่มงบเลยหรือออเดอร์ยังน้อย ก็ยังไม่ต้องรีบ ให้โฟกัสที่การทำ Attribution และการตอบแชทให้แข็งแรงก่อน

  • Marginal ROAS คือผลตอบแทนของงบบาทล่าสุด ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของงบทั้งหมด
  • ยิ่งเพิ่มงบ Marginal ROAS มักลดลงเรื่อย ๆ ตามหลัก Diminishing Returns
  • ธุรกิจออเดอร์น้อยหรือยังไม่เคยเพิ่มงบมาก ยังไม่จำเป็นต้องจริงจังกับตัวเลขนี้

คำถามที่พบบ่อย

Marginal ROAS ต่างจาก ROAS เฉลี่ยยังไงแบบเข้าใจง่ายที่สุด

ROAS เฉลี่ยคือผลตอบแทนของเงินทุกบาทที่ใช้ไปทั้งหมด ส่วน Marginal ROAS คือผลตอบแทนเฉพาะของเงินบาทล่าสุดที่เพิ่งเพิ่มเข้าไป ถ้า Marginal ROAS ต่ำกว่า Average ROAS แปลว่าการเพิ่มงบต่อไปจะดึง Average ROAS ให้ต่ำลงเรื่อย ๆ

ทำไมยิ่งเพิ่มงบ Marginal ROAS ยิ่งลดลง

เพราะกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มซื้อสูงสุดมักถูกเข้าถึงตั้งแต่งบก้อนแรก เมื่อเพิ่มงบต่อไป แพลตฟอร์มต้องขยายไปหากลุ่มที่สนใจน้อยลง รวมถึงข้อจำกัดด้านกำลังตอบแชทของทีมที่อาจตามไม่ทันเมื่อ Lead เพิ่มขึ้นเร็ว

ธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเริ่มยิงแอดควรคำนวณ Marginal ROAS เลยไหม

ยังไม่จำเป็น เพราะข้อมูลยังน้อยเกินไปจนคำนวณได้ไม่แม่น ควรรอให้มีข้อมูลสะสมอย่างน้อย 8-12 สัปดาห์และเคยเพิ่มงบมาบ้างแล้วก่อน ค่อยเริ่มดูแนวโน้มนี้

ถ้า Average ROAS ยังสูงอยู่ แปลว่าเพิ่มงบได้อีกเสมอไปหรือไม่

ไม่เสมอไป เพราะ Average ROAS เป็นค่าเฉลี่ยที่ถูกถ่วงด้วยผลตอบแทนดีจากงบก้อนแรก แม้ยังสูงอยู่ Marginal ROAS ของงบส่วนล่าสุดอาจต่ำกว่าจุดคุ้มทุนไปแล้วก็ได้ ควรดูแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของ ROAS เฉลี่ยเมื่อเพิ่มงบแต่ละครั้งประกอบด้วย

Break-even ROAS คำนวณยังไง

คำนวณจาก 1 หารด้วยอัตรากำไรขั้นต้นของสินค้า เช่น ถ้าอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 30% Break-even ROAS จะอยู่ที่ประมาณ 3.3 เท่า หมายความว่าถ้า ROAS ต่ำกว่านี้ ธุรกิจกำลังขาดทุนจากค่าโฆษณาแม้จะมียอดขายเกิดขึ้นจริงก็ตาม

ควรเพิ่มงบทีละกี่เปอร์เซ็นต์ถึงจะเหมาะสม

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่การเพิ่มทีละ 15-25% ต่อรอบแล้วสังเกตผลก่อนเพิ่มรอบถัดไป มักปลอดภัยกว่าการเพิ่มเท่าตัวในครั้งเดียว เพราะให้เวลาทั้งแพลตฟอร์มโฆษณาและทีมแอดมินปรับตัวตาม และช่วยให้เห็นจุดที่ Marginal ROAS เริ่มลดลงชัดเจนก่อนจะเสียงบไปมาก ถ้าใช้ระบบอย่าง linli ที่เก็บ Lead และยอดขายแยกตามแคมเปญ จะช่วยให้เห็นสัญญาณนี้เร็วขึ้น

ลองตรวจด้วยตัวเอง

เครื่องคำนวณ ROI โฆษณาเข้า LINE

ใส่งบโฆษณากับตัวเลข Funnel ของคุณ แล้วดู ROAS, ROI และต้นทุนต่อลูกค้าจริง

คำนวณ ROI ฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำไมยอดขายที่ปิดได้จริงในแต่ละเดือนไม่เท่ากับตัวเลขที่แพลตฟอร์มโฆษณารายงาน

ทำไมยอดขายที่ปิดได้จริงในแต่ละเดือนไม่เท่ากับตัวเลขที่แพลตฟอร์มโฆษณารายงาน

ผู้บริหารหลายคนเปิดรายงาน Ads Manager แล้วเห็นตัวเลข Conversion ที่ดูดี แต่พอเทียบกับยอดโอนเข้าบัญชีจริงกลับไม่ตรงกันเสมอ revenue attribution platform คือคำตอบของช่องว่างนี้ ถ้าเข้าใจว่าทำไมตัวเลขสองชุดถึงต่างกันได้ตั้งแต่ต้น
เพิ่ม Lead ได้ทุกเดือนแต่ยอดปิดนิ่งอยู่ที่เดิม ต้องกลับไปดู Marketing Efficiency Ratio

เพิ่ม Lead ได้ทุกเดือนแต่ยอดปิดนิ่งอยู่ที่เดิม ต้องกลับไปดู Marketing Efficiency Ratio

Lead เข้าเยอะขึ้น แต่ยอดขายจริงไม่ขยับตาม เป็นสัญญาณว่าต้องหยุดดูแค่จำนวน Lead แล้วกลับมาดู Marketing Efficiency Ratio ที่มองภาพรวมงบการตลาดทั้งก้อนแทน
Blended ROAS เหมาะกับธุรกิจแบบไหน และตอนไหนที่ยังไม่ควรใช้ตัวเลขนี้ตัดสินใจ

Blended ROAS เหมาะกับธุรกิจแบบไหน และตอนไหนที่ยังไม่ควรใช้ตัวเลขนี้ตัดสินใจ

แต่ละแพลตฟอร์มโฆษณารายงาน ROAS ของตัวเองสูงจนบวกกันแล้วเกินยอดขายจริง Blended ROAS ช่วยตัดปัญหานี้ แต่ไม่ใช่ทุกธุรกิจที่ควรเริ่มดูตัวเลขนี้ตั้งแต่วันแรก