← กลับไปหน้าบทความ
แพลตฟอร์มโฆษณา

เคสสมมติ: สร้างกลุ่ม Lookalike จากลิสต์คนร่วมกิจกรรมแจกฟรี แล้วได้แต่นักล่าของแถมเต็มแคมเปญ

02 ส.ค. 04:24 · อ่าน 1 นาที
เคสสมมติ: สร้างกลุ่ม Lookalike จากลิสต์คนร่วมกิจกรรมแจกฟรี แล้วได้แต่นักล่าของแถมเต็มแคมเปญ

สรุปสั้น ๆ

เคสสมมตินี้เล่าถึงแบรนด์เครื่องประดับที่ต้องการขยายฐานลูกค้าใหม่ด้วยกลุ่ม Lookalike จึงสร้างกลุ่มจากลิสต์อีเมลของคนที่เคยร่วมกิจกรรมแจกสร้อยคอฟรีเมื่อหกเดือนก่อน โดยไม่รู้ว่าคนกลุ่มนั้นส่วนใหญ่คือคนที่ชอบร่วมกิจกรรมแจกของฟรีเป็นนิสัย ไม่ใช่คนที่มีแนวโน้มซื้อเครื่องประดับราคาหลักพันจริง ผลคือกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ได้มามีพฤติกรรมคล้ายนักล่าของแถมมากกว่าคล้ายลูกค้าที่ซื้อจริง

เคสนี้เป็นเรื่องที่ผมประกอบขึ้นจากความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเรื่องการสร้างกลุ่ม Lookalike ไม่ใช่แบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งจริง — สมมติให้เป็นแบรนด์เครื่องประดับเงินแฮนด์เมดชื่อ ‘แสงจันทร์ เจมส์’ ที่ขายผ่าน LINE OA เป็นหลัก ราคาเฉลี่ยต่อชิ้นอยู่ที่ประมาณ 1,500-3,000 บาท

หกเดือนก่อน แบรนด์เคยจัดกิจกรรมแจกสร้อยคอฟรีเพื่อเก็บอีเมลและเพิ่มการมองเห็น มีคนลงทะเบียนร่วมกิจกรรมกว่า 4,000 คน ทีมการตลาดเก็บลิสต์นี้ไว้ แล้วพอถึงเวลาต้องการขยายฐานลูกค้าใหม่ ก็หยิบลิสต์นี้ขึ้นมาสร้างเป็นกลุ่ม Lookalike ทันทีเพราะเป็นลิสต์ที่ใหญ่ที่สุดที่มีอยู่

แคมเปญวิ่งไปสองสัปดาห์ ยอดทักเข้ามาเยอะพอสมควร แต่พอแอดมินเริ่มคุยกับลูกค้าจริง กลับพบว่าคำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ ‘ตอนนี้มีแจกฟรีอะไรไหมคะ’ หรือ ‘เคยเห็นเพจแจกของ ตอนนี้ยังมีอยู่ไหม’ ซึ่งไม่ใช่คำถามของคนที่ตั้งใจจะซื้อเครื่องประดับราคาหลักพัน

ทำไม ‘ลิสต์ต้นแบบ’ ที่ใช้สร้าง Lookalike ถึงสำคัญกว่าที่คิด

กลุ่ม Lookalike ทำงานด้วยหลักการง่าย ๆ คือให้ระบบไปหาคนที่มี ‘พฤติกรรมและลักษณะคล้ายกับคนในลิสต์ต้นแบบ’ ที่เราป้อนเข้าไป ถ้าลิสต์ต้นแบบคือคนที่ซื้อสินค้าจริง ระบบก็จะไปหาคนที่มีแนวโน้มซื้อสินค้าจริงเหมือนกัน แต่ถ้าลิสต์ต้นแบบคือคนที่แค่ร่วมกิจกรรมแจกฟรี ระบบก็จะไปหาคนที่มีแนวโน้มชอบร่วมกิจกรรมแจกฟรีเหมือนกันแทน

จุดนี้คือสิ่งที่ทีมของแสงจันทร์ เจมส์มองข้ามไปโดยไม่รู้ตัว พวกเขาคิดว่าตราบใดที่คนในลิสต์เคย ‘สนใจแบรนด์’ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ก็น่าจะใช้สร้างกลุ่มเป้าหมายใหม่ได้ดีเหมือนกันหมด ทั้งที่ความจริงแล้ว ‘สนใจของฟรี’ กับ ‘สนใจซื้อของราคาหลักพัน’ เป็นแรงจูงใจคนละแบบที่แทบไม่เกี่ยวข้องกันเลย

สิ่งที่เห็นจริงในแชท เมื่อลองสุ่มอ่านย้อนหลัง

ทีมงานสุ่มอ่านแชท 40 เส้นจากแคมเปญนี้ พบว่า 22 เส้นถามถึงกิจกรรมแจกของฟรีโดยตรง อีก 10 เส้นถามราคาแล้วเงียบไปทันทีที่เห็นตัวเลข ไม่มีการต่อรองหรือถามรายละเอียดเพิ่มเติมเหมือนลูกค้าที่ตั้งใจซื้อทั่วไป เหลือเพียง 8 เส้นที่ดูมีท่าทีสนใจซื้อจริง

สิ่งที่น่าสนใจคือคนกลุ่มที่ถามเรื่องของฟรีจำนวนหนึ่งพิมพ์ประโยคที่คล้ายกันมาก อย่างเช่น ‘เพจไหนแจกอะไรก็ตามไปดูหมดค่ะ’ ซึ่งเผยให้เห็นชัดว่าคนกลุ่มนี้ติดตามหลายเพจที่จัดกิจกรรมแจกของเป็นงานอดิเรก ไม่ได้ตั้งใจติดตามแบรนด์เครื่องประดับโดยเฉพาะแต่อย่างใด

ทำไมกลุ่ม Lookalike จากลิสต์นี้ถึงพาคนผิดกลุ่มมาได้ง่ายขนาดนี้

  • คนที่ร่วมกิจกรรมแจกฟรีมีสัดส่วนไม่น้อยที่เป็น ‘นักล่าของแถม’ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมออนไลน์คล้ายกันชัดเจน เช่น ติดตามเพจกิจกรรมจำนวนมาก คอมเมนต์บ่อย แชร์บ่อย ทำให้ระบบมองว่าเป็นกลุ่มที่มี ‘ลักษณะเด่นร่วมกัน’ ง่ายต่อการหาคนคล้าย ๆ กันมาเพิ่ม
  • ในขณะที่คนที่ซื้อเครื่องประดับราคาหลักพันจริงมักไม่มีพฤติกรรมออนไลน์ที่เด่นชัดขนาดนั้น การหาคนคล้ายจากลิสต์ลูกค้าซื้อจริงจึงอาจได้ผลลัพธ์ที่แคบกว่าแต่ตรงกลุ่มมากกว่า
  • ทีมงานไม่เคยแยกลิสต์ตามพฤติกรรม มีแค่ลิสต์เดียวที่รวมทุกคนที่เคย ‘สัมผัสแบรนด์’ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร ทำให้ไม่มีทางเลือกอื่นตอนต้องสร้างกลุ่ม Lookalike นอกจากใช้ลิสต์ที่ใหญ่ที่สุดที่มีอยู่ ซึ่งบังเอิญเป็นลิสต์ที่ผิดกลุ่มที่สุดด้วย

เทียบผลลัพธ์เมื่อภายหลังสร้างกลุ่มใหม่จากลิสต์ลูกค้าซื้อจริง

แหล่งลิสต์ต้นแบบอัตราถามเรื่องของฟรีอัตราสนใจซื้อจริง
ลิสต์คนร่วมกิจกรรมแจกฟรี55% ของแชท20% ของแชท
ลิสต์ลูกค้าที่เคยซื้อจริง (สร้างใหม่)6% ของแชท48% ของแชท

บทเรียนที่กว้างกว่าเรื่องกลุ่มเป้าหมาย

หลังเหตุการณ์นี้ ทีมของแสงจันทร์ เจมส์เริ่มแยกฐานข้อมูลลูกค้าตามพฤติกรรมอย่างชัดเจนมากขึ้น แบ่งเป็นกลุ่มคนที่เคยซื้อจริง กลุ่มที่เคยทักถามแต่ไม่ซื้อ และกลุ่มที่มาจากกิจกรรมแจกของ เพื่อให้เลือกลิสต์ต้นแบบได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของแต่ละแคมเปญ การทำวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าตามพฤติกรรมการซื้อช่วยให้เห็นความต่างของแต่ละกลุ่มชัดขึ้นมาก

บทเรียนที่กว้างกว่าคือ ข้อมูลลูกค้าไม่ได้มีค่าเท่ากันทุกก้อน ลิสต์ที่ใหญ่ที่สุดไม่ได้แปลว่าจะเป็นลิสต์ที่ดีที่สุดเสมอไป และก่อนจะใช้ข้อมูลใดสร้างกลุ่มเป้าหมาย ควรถามก่อนว่าคนในลิสต์นี้ ‘สัมผัสแบรนด์ด้วยเหตุผลอะไร’ เพราะเหตุผลนั้นเองที่ระบบจะเอาไปใช้หาคนคล้าย ๆ กันมาเพิ่ม

สรุป

เคสของแสงจันทร์ เจมส์แสดงให้เห็นว่ากลุ่ม Lookalike จะดีหรือแย่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีของแพลตฟอร์มโฆษณา แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของ ‘ลิสต์ต้นแบบ’ ที่ป้อนเข้าไปตั้งแต่ต้น ระบบทำได้แค่หาคนคล้ายกับสิ่งที่เราบอกมันเท่านั้น

บทเรียนสำคัญคือก่อนสร้างกลุ่มเป้าหมายใหม่จากลิสต์ใดก็ตาม ควรถามตัวเองก่อนเสมอว่าคนในลิสต์นั้นมีเหตุผลอะไรถึงเข้ามาอยู่ในลิสต์ เพราะเหตุผลนั้นเองที่จะกำหนดว่ากลุ่มเป้าหมายใหม่ที่ได้มาจะหน้าตาเป็นแบบไหน

  • กลุ่ม Lookalike สะท้อนพฤติกรรมของลิสต์ต้นแบบเสมอ ถ้าลิสต์ต้นแบบผิดกลุ่ม กลุ่มเป้าหมายใหม่ก็จะผิดกลุ่มตามไปด้วย
  • ลิสต์คนร่วมกิจกรรมแจกของฟรีมักมีพฤติกรรมต่างจากลิสต์ลูกค้าที่ซื้อจริง แม้จะมาจากแบรนด์เดียวกัน
  • แยกฐานข้อมูลลูกค้าตามพฤติกรรมตั้งแต่ต้น จะช่วยให้เลือกลิสต์ต้นแบบได้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของแต่ละแคมเปญ

คำถามที่พบบ่อย

ควรใช้ลิสต์แบบไหนสร้างกลุ่ม Lookalike ถึงจะปลอดภัยที่สุด

ควรใช้ลิสต์ลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าจริงเป็นอันดับแรกเสมอถ้ามีข้อมูลเพียงพอ เพราะสะท้อนพฤติกรรมที่ธุรกิจต้องการมากที่สุด ถ้าลิสต์ลูกค้าซื้อจริงมีน้อยเกินไป อาจใช้ลิสต์คนที่คุยต่อจนถึงขั้นถามราคาแทน ซึ่งยังใกล้เคียงเจตนาซื้อมากกว่าลิสต์คนร่วมกิจกรรมแจกของ

ลิสต์คนร่วมกิจกรรมแจกของฟรีไม่มีประโยชน์เลยหรือเปล่า

ยังมีประโยชน์สำหรับวัตถุประสงค์อื่น เช่น การสร้างการรับรู้แบรนด์ในวงกว้างหรือการเพิ่มยอดผู้ติดตาม แต่ไม่เหมาะกับการสร้างกลุ่ม Lookalike เพื่อหาคนที่มีแนวโน้มซื้อสินค้าราคาสูง เพราะพฤติกรรมของคนสองกลุ่มนี้ต่างกันค่อนข้างมาก

ลิสต์ต้องมีคนกี่คนถึงจะสร้างกลุ่ม Lookalike ได้ผลดี

ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มที่ใช้ แต่โดยทั่วไปยิ่งลิสต์มีคุณภาพสูงและมีจำนวนพอสมควร (มักแนะนำตั้งแต่หลักร้อยขึ้นไป) ก็ยิ่งช่วยให้ระบบหาความคล้ายคลึงได้แม่นยำขึ้น ถ้าลิสต์เล็กเกินไปอาจต้องรวมช่วงเวลาให้กว้างขึ้นเพื่อให้ได้จำนวนที่พอเหมาะ

จะรู้ได้เร็วแค่ไหนว่ากลุ่ม Lookalike ที่สร้างมาผิดกลุ่ม

สัญญาณเร็วที่สุดมักมาจากเนื้อหาการสนทนาในแชท ไม่ใช่ตัวเลขในหลังบ้านโฆษณา ถ้าเริ่มเห็นคำถามที่ไม่เกี่ยวกับการซื้อสินค้าซ้ำ ๆ ในหลายแชทตั้งแต่สัปดาห์แรก นั่นคือสัญญาณที่ควรรีบตรวจสอบลิสต์ต้นแบบที่ใช้

ควรอัปเดตลิสต์ลูกค้าที่ใช้สร้าง Lookalike บ่อยแค่ไหน

ควรอัปเดตเป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อมีลูกค้าใหม่เข้ามาเพิ่มพอสมควรแล้ว เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปตามเวลา ลิสต์ที่เก่าเกินไปอาจไม่สะท้อนกลุ่มเป้าหมายปัจจุบันได้แม่นยำเท่าที่ควร

linli ช่วยจัดการเรื่องแยกกลุ่มลูกค้าแบบนี้ได้ไหม

หลักการที่ต้องมีคือการเห็นว่าแชทแต่ละเส้นจบลงด้วยการซื้อจริงหรือไม่ เพื่อแยกลิสต์ลูกค้าซื้อจริงออกจากลิสต์ที่แค่สัมผัสแบรนด์ เครื่องมืออย่าง linli ช่วยให้เห็นข้อมูลนี้ชัดขึ้นโดยไม่ต้องนั่งไล่แยกมือทีละแชท แต่การเลือกใช้ลิสต์ให้ถูกวัตถุประสงค์ยังต้องอาศัยการตัดสินใจของทีมการตลาดอยู่ดี

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง