← กลับไปหน้าบทความ
แพลตฟอร์มโฆษณา

ตั้งแคมเปญ Meta ให้ไล่ล่ายอดขายสูงสุด ไม่ใช่แค่จำนวนคนทักเยอะสุด ต่างกันยังไงระหว่าง Highest Value กับ Highest Volume

ทีมบรรณาธิการ linli13 ก.ค. 13:53อัปเดต 13 ก.ค. 13:53อ่าน 1 นาที
ตั้งแคมเปญ Meta ให้ไล่ล่ายอดขายสูงสุด ไม่ใช่แค่จำนวนคนทักเยอะสุด ต่างกันยังไงระหว่าง Highest Value กับ Highest Volume
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

แคมเปญ Meta ที่ตั้งเป้าเป็น purchase มีตัวเลือกให้ปรับว่าจะให้ระบบไล่ล่า Highest Volume (ให้ได้จำนวนการซื้อมากที่สุดโดยไม่สนมูลค่า) หรือ Highest Value (ให้ได้มูลค่าการซื้อรวมสูงสุด) ร้านค้าที่ปิดการขายในแชท LINE โดยมีมูลค่าออเดอร์ต่างกันมาก มักเหมาะกับ Highest Value มากกว่า แต่ฟีเจอร์นี้จะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อมูลค่าที่ส่งกลับจาก LINE เข้าไปในระบบเป็นตัวเลขจริง ไม่ใช่ค่าประมาณหรือค่าคงที่

ร้านขายเฟอร์นิเจอร์สั่งทำเจ้าหนึ่งขายทั้งของชิ้นเล็กราคาหลักร้อยและเฟอร์นิเจอร์ชุดใหญ่ราคาหลักหมื่น โดยทุกออเดอร์ปิดผ่านแชท LINE เหมือนกันหมด แคมเปญ Meta ที่ยิงอยู่ตั้งเป้าเป็น purchase และปล่อยค่าเริ่มต้นไว้ทุกอย่าง ทำให้เดือนที่ผ่านมาได้ออเดอร์เข้ามาเยอะมากแต่ส่วนใหญ่เป็นของชิ้นเล็ก ในขณะที่ยอดขายรวมกลับไม่ขยับเท่าที่ควร

เมื่อตรวจดูการตั้งค่าแคมเปญ พบว่าไม่เคยมีใครไปแตะตัวเลือกที่ชื่อ Highest Volume vs Highest Value เลย ปล่อยเป็นค่าเริ่มต้นซึ่งเป็น Highest Volume ตั้งแต่วันแรก ทำให้ระบบไล่ล่าจำนวนคนซื้อให้เยอะที่สุดโดยไม่สนว่าแต่ละคนซื้อเท่าไหร่

สำหรับร้านที่มูลค่าออเดอร์ต่างกันมาก การเลือกเป้าหมายให้ตรงกับสิ่งที่ธุรกิจต้องการจริง ๆ สำคัญไม่แพ้การตั้งค่า tracking ให้ถูกต้อง เพราะต่อให้ข้อมูลแม่นแค่ไหน ถ้าเป้าหมายที่บอกระบบไม่ตรงกับที่ต้องการ ผลลัพธ์ก็จะไม่ตรงใจอยู่ดี

ห้าออเดอร์เล็กกับหนึ่งออเดอร์ใหญ่ ไม่เท่ากันในทางธุรกิจ

ถ้ามองแค่ ‘จำนวน conversion’ ห้าออเดอร์ย่อมดูดีกว่าหนึ่งออเดอร์เสมอ แต่ถ้าห้าออเดอร์นั้นรวมกันได้ 3,000 บาท ในขณะที่หนึ่งออเดอร์ใหญ่มีมูลค่า 45,000 บาท การไล่ล่าจำนวนอย่างเดียวกลับทำให้ธุรกิจได้ยอดขายรวมน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

นี่คือสิ่งที่ระบบยิงโฆษณาไม่รู้เอง จนกว่าคุณจะบอกมันชัดเจนว่าอยากให้เพิ่มประสิทธิภาพเพื่ออะไรกันแน่ ระหว่างจำนวนคนซื้อ กับมูลค่ารวมที่ขายได้

Highest Volume กับ Highest Value ต่างกันตรงไหน

Highest Volume คือโหมดที่ระบบพยายามทำให้เกิดการซื้อให้ได้จำนวนมากที่สุดเท่าที่งบจะเอื้อ โดยไม่สนใจว่าแต่ละครั้งมีมูลค่าเท่าไหร่ เหมาะกับร้านที่สินค้าราคาใกล้เคียงกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะจำนวนกับมูลค่ารวมมักไปในทิศทางเดียวกันอยู่แล้ว

Highest Value คือโหมดที่ระบบพยายามทำให้ได้มูลค่าการซื้อรวมสูงสุด โดยอาจเลือกเจาะกลุ่มคนที่มีแนวโน้มซื้อของราคาสูงมากกว่ากลุ่มที่ซื้อบ่อยแต่ราคาต่ำ เหมาะกับร้านที่มูลค่าออเดอร์กระจายกว้าง อย่างร้านเฟอร์นิเจอร์สั่งทำในตัวอย่างต้นเรื่อง

ใช้ได้ผลก็ต่อเมื่อมูลค่าที่ส่งกลับเป็นตัวเลขจริง

Highest Value จะทำงานได้ดีก็ต่อเมื่อ event purchase ที่ส่งกลับเข้าไปมีมูลค่าที่ตรงกับความจริงในทุกออเดอร์ ถ้าทีมยังส่งค่าคงที่แบบเดียวกันทุกออเดอร์ หรือส่งแค่ประมาณการคร่าว ๆ ระบบจะไม่มีทางแยกได้เลยว่าออเดอร์ไหนมีค่ามากกว่ากัน

จุดนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับคุณภาพของ event ที่ส่งเข้า Meta CAPI เพราะไม่ใช่แค่การจับคู่ตัวตนที่ต้องแม่น มูลค่าที่แนบไปก็ต้องสะท้อนราคาที่ปิดจริงในแชทด้วย ถ้าฐานตรงนี้ยังไม่แน่น การเปลี่ยนไปใช้ Highest Value อาจไม่ได้ผลต่างจากเดิมเลย

ร้านที่ขายผ่านแคตตาล็อกสินค้าอยู่แล้วควรตรวจสอบว่ามูลค่าที่คำนวณจากรายการสินค้าแต่ละชิ้นถูกส่งเข้าไปครบถ้วน ไม่ใช่แค่ยอดรวมกลม ๆ ที่แอดมินพิมพ์เองแบบคร่าว ๆ

ควรเปลี่ยนตอนไหน และต้องระวังอะไร

สัญญาณที่บอกว่าควรลองเปลี่ยนไปใช้ Highest Value คือ เมื่อมูลค่าออเดอร์ในร้านคุณกระจายกว้างมาก เช่นสินค้าราคาต่ำสุดกับสูงสุดต่างกันเกินสิบเท่า และคุณมีข้อมูลมูลค่าจริงที่แม่นยำพอจะส่งกลับได้แล้ว

ข้อควรระวังคือ ช่วงแรกหลังเปลี่ยนไปใช้ Highest Value จำนวน conversion โดยรวมอาจลดลง เพราะระบบเลือกเจาะกลุ่มที่มีแนวโน้มซื้อของแพงมากกว่าจะไล่จำนวนคนเยอะเหมือนเดิม เป็นเรื่องปกติที่ต้องให้เวลาระบบเรียนรู้ ไม่ใช่สัญญาณว่าตั้งค่าผิด

ถ้าร้านของคุณยังไม่มีข้อมูลมูลค่าระดับสินค้าที่แม่นยำ ควรจัดการเรื่องนั้นให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยกลับมาลองปรับเป้าหมายแคมเปญ เพราะการเปลี่ยนเป้าหมายโดยที่ข้อมูลพื้นฐานยังไม่พร้อม มักให้ผลลัพธ์ที่สร้างความสับสนมากกว่าช่วยแก้ปัญหา

สรุป

จำนวนคนซื้อกับมูลค่าที่ขายได้ไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป โดยเฉพาะร้านที่มูลค่าออเดอร์กระจายกว้างเพราะปิดการขายในแชท LINE ที่ยืดหยุ่นเรื่องราคาได้มากกว่าเว็บที่ตั้งราคาตายตัว

Highest Value เป็นเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหานี้ได้ แต่มันไม่ใช่ปุ่มเวทมนตร์ที่กดแล้วดีขึ้นทันที มันต้องพึ่งพาข้อมูลมูลค่าที่แม่นยำจากการปิดการขายจริง ถ้าฐานตรงนี้ยังไม่แน่น การเปลี่ยนเป้าหมายแคมเปญอาจไม่ช่วยอะไรเลยไม่ว่าจะตั้งค่าให้ดูดีแค่ไหนก็ตาม

  • Highest Volume ไล่จำนวนการซื้อ ส่วน Highest Value ไล่มูลค่ารวมสูงสุด
  • ร้านที่มูลค่าออเดอร์กระจายกว้างจากการปิดในแชท LINE มักเหมาะกับ Highest Value มากกว่า
  • ต้องมีมูลค่าจริงที่แม่นยำส่งกลับเข้าระบบก่อน ไม่งั้นเปลี่ยนเป้าหมายไปก็ไม่ต่างจากเดิม

คำถามที่พบบ่อย

ร้านที่สินค้าราคาใกล้เคียงกันหมดควรใช้ Highest Value ไหม

ไม่จำเป็น ถ้ามูลค่าออเดอร์ใกล้เคียงกันอยู่แล้ว Highest Volume ก็ให้ผลไม่ต่างกันมาก เพราะจำนวนกับมูลค่ารวมเดินไปในทิศทางเดียวกัน ควรเก็บงบและเวลาไว้ปรับเรื่องอื่นที่ส่งผลมากกว่าแทน

เปลี่ยนไปใช้ Highest Value แล้วยอดขายรวมจะเพิ่มขึ้นทันทีไหม

ไม่ควรคาดหวังผลทันที ระบบต้องใช้เวลาเรียนรู้กลุ่มเป้าหมายใหม่สักระยะ และผลลัพธ์ก็ขึ้นกับว่ามูลค่าที่ส่งกลับเข้าไปแม่นยำแค่ไหนด้วย ถ้าข้อมูลมูลค่ายังไม่แม่น การเปลี่ยนเป้าหมายอาจไม่ช่วยอะไรเลย

ตั้งค่านี้อยู่ตรงไหนในการสร้างแคมเปญ

อยู่ในขั้นตอนตั้งค่าระดับ ad set ของแคมเปญที่ใช้เป้าหมาย Sales หรือ Purchase มองหาส่วน Conversion location และ Performance goal ที่จะมีตัวเลือกระหว่างเน้นจำนวนหรือเน้นมูลค่าให้เลือก

ถ้ามูลค่าที่ส่งกลับยังไม่แม่น ควรใช้ Highest Value เลยไหม

ไม่แนะนำ ควรแก้ไขเรื่องความแม่นยำของมูลค่าที่ส่งกลับจากการปิดการขายในแชทให้เรียบร้อยก่อน เพราะ Highest Value อาศัยข้อมูลมูลค่าเป็นหลักในการตัดสินใจ ถ้าข้อมูลผิดตั้งแต่ต้น การตั้งเป้าหมายแบบนี้จะยิ่งพาไปผิดทางมากขึ้น

สลับกลับไปใช้ Highest Volume ทีหลังได้ไหมถ้าไม่ได้ผล

ได้ สลับกลับไปมาได้ตลอดเวลาในหน้าตั้งค่าเดิม แต่ทุกครั้งที่เปลี่ยนเป้าหมาย ระบบจะต้องใช้เวลาเรียนรู้ใหม่อีกรอบ ควรให้เวลาสักสองถึงสามสัปดาห์ก่อนตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนกลับหรือไม่ ไม่ควรสลับไปมาถี่เกินไป

ลองตรวจด้วยตัวเอง

Meta Ads → LINE Checker

ตรวจว่า fbclid, Pixel และเส้นทางเข้า LINE ของคุณพร้อมให้ Meta วัด Conversion หรือยัง

ตรวจความพร้อมฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ซื้อของสามอย่างในบิลเดียว แต่แต่ละอย่างมาจากแอดคนละตัว ควรแบ่งเครดิตยังไง

ซื้อของสามอย่างในบิลเดียว แต่แต่ละอย่างมาจากแอดคนละตัว ควรแบ่งเครดิตยังไง

เมื่อลูกค้าเห็นสินค้าจากหลายแอดแล้วรวมทุกอย่างมาปิดในบิลเดียว การให้เครดิตทั้งบิลกับแอดตัวเดียวจะทำให้แคมเปญอื่นดูไร้ผลลัพธ์ทั้งที่จริงมีส่วนช่วย บทความนี้เล่าวิธีแบ่งเครดิตอย่างสมเหตุสมผล
TikTok ถูกกว่า Facebook จริงไหม ทำไมต้นทุนโฆษณาสามแพลตฟอร์มเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้เลย

TikTok ถูกกว่า Facebook จริงไหม ทำไมต้นทุนโฆษณาสามแพลตฟอร์มเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้เลย

หลายร้านย้ายงบไปหาแพลตฟอร์มที่ CPM ถูกกว่าโดยไม่รู้ว่ากำลังเทียบของคนละแบบ บทความนี้อธิบายว่าโครงสร้างต้นทุนของ TikTok Facebook และ Google ต่างกันตรงไหน และควรเทียบด้วยตัวเลขไหนถึงจะยุติธรรม
ยิงคนกลุ่มเดียวกันพร้อมกันสามแพลตฟอร์ม คุณอาจกำลังแข่งกับตัวเองข้ามช่องทางโดยไม่รู้ตัว

ยิงคนกลุ่มเดียวกันพร้อมกันสามแพลตฟอร์ม คุณอาจกำลังแข่งกับตัวเองข้ามช่องทางโดยไม่รู้ตัว

ปัญหาแอดชนกันเองไม่ได้มีแค่ในแพลตฟอร์มเดียว หลายร้านยิงกลุ่มเป้าหมายเดียวกันพร้อมกันทั้ง Facebook, TikTok และ Google โดยไม่รู้ว่ากำลังจ่ายซ้ำเพื่อคนคนเดียวกัน บทความนี้ชวนดูว่าจะสังเกตและจัดการยังไง