← กลับไปหน้าบทความ
คู่มือ

ทำไมค่า CPC ของ Google Ads โรงแรมเราแพงกว่าคู่แข่ง ทั้งที่ยิงคีย์เวิร์ดเดียวกัน

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:52อัปเดต 12 ส.ค. 04:52อ่าน 2 นาที
ทำไมค่า CPC ของ Google Ads โรงแรมเราแพงกว่าคู่แข่ง ทั้งที่ยิงคีย์เวิร์ดเดียวกัน
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

ค่า CPC ที่สูงกว่าคู่แข่งไม่ได้แปลว่าแคมเปญ Google Ads ทำงานได้แย่กว่าเสมอไป เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าคือต้นทุนต่อการจองสำเร็จ ซึ่งต้องวัดโดยเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่คลิกโฆษณาไปจนถึงการจองผ่าน LINE

เจ้าของโรงแรมขนาดกลางแห่งหนึ่งสังเกตเห็นว่าค่า CPC เฉลี่ยของคีย์เวิร์ด 'โรงแรมใกล้สนามบิน' ในบัญชี Google Ads ของตัวเองอยู่ที่ประมาณ 25 บาทต่อคลิก ในขณะที่เพื่อนที่ทำโรงแรมใกล้เคียงกันบอกว่าจ่ายแค่ 15 บาทต่อคลิกสำหรับคีย์เวิร์ดคล้ายกัน คำถามที่ผุดขึ้นมาทันทีคือทำไมถึงต่างกันขนาดนี้ ทั้งที่อยู่ในทำเลใกล้เคียงกันและแข่งกับคู่แข่งกลุ่มเดียวกัน

หลังจากตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่าปัจจัยที่ทำให้ CPC ต่างกันมีหลายอย่าง ตั้งแต่คุณภาพของหน้า Landing Page คะแนนคุณภาพของบัญชี ไปจนถึงกลยุทธ์การประมูลที่แต่ละบัญชีเลือกใช้ และที่สำคัญคือ CPC ที่สูงกว่าไม่ได้แปลว่าแคมเปญแย่กว่าเสมอไป ถ้าอัตราการเปลี่ยนคลิกเป็นการจองสำเร็จสูงกว่า ต้นทุนต่อการจองอาจต่ำกว่าคู่แข่งที่มี CPC ถูกกว่าก็ได้

การเปรียบเทียบ CPC อย่างเดียวโดยไม่ดูอัตราการจองสำเร็จจึงเป็นการมองภาพที่ไม่ครบถ้วน และอาจนำไปสู่การตัดสินใจปรับกลยุทธ์ที่ผิดทาง

ปัจจัยที่ทำให้ CPC ของแต่ละบัญชีต่างกันแม้ยิงคีย์เวิร์ดเดียวกัน

คะแนนคุณภาพของ Google Ads เป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อ CPC โดยตรง บัญชีที่มีคะแนนคุณภาพสูงกว่ามักจ่าย CPC ถูกกว่าสำหรับตำแหน่งโฆษณาเดียวกัน คะแนนนี้คำนวณจากอัตราการคลิกที่คาดการณ์ ความเกี่ยวข้องของโฆษณากับคีย์เวิร์ด และประสบการณ์ของหน้า Landing Page ที่ผู้คลิกไปเจอ

นอกจากนี้กลยุทธ์การประมูลที่เลือกใช้ก็มีผล บัญชีที่ใช้การประมูลแบบ Maximize Conversions อาจมี CPC ผันผวนสูงกว่าบัญชีที่ตั้ง CPC สูงสุดไว้ตายตัว เพราะระบบจะประมูลสูงขึ้นในช่วงที่มีโอกาสเกิด Conversion สูง

ตารางเปรียบเทียบ CPC กับต้นทุนต่อการจองสำเร็จ

ตัวชี้วัดบัญชีของเราบัญชีคู่แข่ง (ตัวอย่างสมมติ)
CPC เฉลี่ย25 บาท15 บาท
อัตราคลิกเป็นแชท LINE8%5%
อัตราแชทเป็นจองสำเร็จ20%12%
ต้นทุนต่อการจองสำเร็จ (ตัวอย่างสมมติ)ประมาณ 1,560 บาทประมาณ 2,500 บาท

ตัวอย่างสมมติที่แสดงว่า CPC สูงกว่าไม่ได้แปลว่าแพงกว่าจริง

จากตารางข้างต้น แม้บัญชีของเราจะมี CPC สูงกว่าคู่แข่งถึง 10 บาทต่อคลิก แต่เมื่อคำนวณต้นทุนต่อการจองสำเร็จทั้งเส้นทาง กลับพบว่าถูกกว่าคู่แข่งเกือบ 1,000 บาทต่อการจองหนึ่งครั้ง เพราะอัตราการเปลี่ยนคลิกเป็นแชทและอัตราปิดการขายของเราสูงกว่า

ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบการอธิบายเท่านั้น แต่แสดงให้เห็นหลักการสำคัญว่าการเปรียบเทียบ CPC เพียงอย่างเดียวโดยไม่ดูอัตราการเปลี่ยนเป็นยอดขาย อาจทำให้เข้าใจผิดว่าบัญชีตัวเองด้อยกว่าคู่แข่ง ทั้งที่จริงแล้วมีประสิทธิภาพดีกว่าเมื่อวัดที่ผลลัพธ์สุดท้าย

ทำแบบนี้แล้วพัง เมื่อพยายามลด CPC โดยไม่ดูผลกระทบต่อคุณภาพ Lead

ทำแบบนี้แล้วพัง เพราะเจ้าของโรงแรมบางคนพยายามลด CPC ด้วยการเปลี่ยนกลยุทธ์การประมูลเป็นแบบตั้ง CPC สูงสุดไว้ต่ำ หรือขยายคีย์เวิร์ดให้กว้างขึ้นเพื่อลดการแข่งขัน ผลคือได้คลิกราคาถูกลงจริง แต่คุณภาพของคนที่คลิกเข้ามาลดลงตามไปด้วย เพราะคีย์เวิร์ดกว้างเกินไปดึงดูดคนที่ไม่ได้ตั้งใจจองโรงแรมจริงๆ

การแก้ปัญหานี้คือมุ่งเน้นวัดผลที่ต้นทุนต่อการจองสำเร็จแทนการไล่ตาม CPC ต่ำ และยอมจ่าย CPC สูงขึ้นถ้าคีย์เวิร์ดนั้นนำไปสู่อัตราปิดการขายที่คุ้มค่ากว่า

วิธีเชื่อมโยงข้อมูลจาก Google Ads ไปจนถึงการจองผ่าน LINE

  1. ติดพารามิเตอร์ Auto-tagging หรือ UTM ในลิงก์โฆษณาทุกแคมเปญ เพื่อระบุที่มาของคลิกแต่ละครั้ง
  2. ส่งพารามิเตอร์นั้นต่อไปยังลิงก์ที่นำไปสู่ LINE OA เพื่อให้ทีมแอดมินรู้ว่า Lead แต่ละรายมาจากคีย์เวิร์ดหรือแคมเปญไหน
  3. บันทึกผลลัพธ์การจองของแต่ละ Lead แล้วเชื่อมโยงกลับไปยังแคมเปญต้นทางในรายงาน
  4. คำนวณต้นทุนต่อการจองสำเร็จแยกตามแคมเปญ แล้วใช้ตัวเลขนี้ในการตัดสินใจปรับงบแทนการดู CPC อย่างเดียว

เปรียบเทียบกลยุทธ์คีย์เวิร์ดที่ส่งผลต่อคุณภาพ Lead

  • คีย์เวิร์ดกว้าง (Broad Match) มักได้คลิกราคาถูกกว่า แต่คุณภาพ Lead ต่ำกว่าเพราะดึงดูดคนที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย
  • คีย์เวิร์ดเฉพาะเจาะจง (Exact Match) มักได้คลิกราคาแพงกว่า แต่คุณภาพ Lead สูงกว่าเพราะตรงกับความตั้งใจค้นหาจริง
  • การผสมทั้งสองแบบในสัดส่วนที่เหมาะสมช่วยให้ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพของ Lead ในระดับที่สมดุล การเลือกกลุ่มคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมควรอ้างอิงแนวทางจาก keyword-planner-line เพื่อให้ครอบคลุมคำค้นที่คนใช้จริงโดยไม่กว้างหรือแคบเกินไป

ผลของคุณภาพหน้า Landing Page ต่อคะแนนคุณภาพและ CPC

หน้า Landing Page ที่โหลดช้าหรือไม่มีข้อมูลที่ผู้คลิกกำลังมองหา ส่งผลเสียต่อคะแนนคุณภาพของ Google Ads โดยตรง ทำให้ CPC สูงขึ้นโดยไม่จำเป็น การปรับปรุงความเร็วในการโหลดหน้าเว็บ และให้ข้อมูลที่ตรงกับคำค้นหาของผู้ใช้ เช่นราคาห้องพักและสิ่งอำนวยความสะดวก สามารถช่วยลด CPC ได้โดยไม่ต้องลดคุณภาพของ Lead ที่ได้รับ

นอกจากความเร็วในการโหลดแล้ว การมีปุ่มหรือลิงก์ที่นำไปสู่ LINE OA อย่างชัดเจนบนหน้า Landing Page ก็มีผลต่ออัตราการเปลี่ยนคลิกเป็นแชท ถ้าผู้คลิกต้องเลื่อนหาลิงก์นานเกินไป โอกาสที่จะปิดหน้าเว็บไปก่อนก็สูงขึ้น ซึ่งส่งผลเสียทั้งต่อคะแนนคุณภาพและต่อจำนวน Lead ที่ควรจะได้รับจากงบที่ใช้ไป ช่องว่างระหว่างคลิกโฆษณากับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงใน LINE แบบนี้คือสิ่งที่เรียกว่า click-line-gap ซึ่งควรปิดให้ได้ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบหน้า Landing Page

เปรียบเทียบกลยุทธ์การประมูลที่ส่งผลต่อ CPC และคุณภาพ Lead

กลยุทธ์การประมูลผลต่อ CPCเหมาะกับสถานการณ์
Maximize Clicksมักได้ CPC ต่ำแต่คุณภาพไม่แน่นอนช่วงเริ่มต้นแคมเปญที่ต้องการข้อมูลเร็ว
Manual CPCควบคุม CPC ได้ตายตัวเมื่อต้องการควบคุมงบอย่างเข้มงวด
Maximize ConversionsCPC ผันผวนตามโอกาสเกิด Conversionเมื่อมีข้อมูล Conversion สะสมมากพอให้ระบบเรียนรู้
Target CPACPC ปรับอัตโนมัติเพื่อรักษาต้นทุนต่อ Conversionเมื่อต้องการควบคุมต้นทุนต่อการจองให้คงที่

การทบทวนผลลัพธ์ Google Ads รายเดือนที่ควรทำเป็นประจำ

  • ดูต้นทุนต่อการจองสำเร็จแยกตามคีย์เวิร์ดและแคมเปญ ไม่ใช่ดูภาพรวมทั้งบัญชีรวมกัน
  • ตรวจสอบคะแนนคุณภาพของคีย์เวิร์ดหลักว่ามีแนวโน้มลดลงหรือไม่ ถ้าลดลงควรหาสาเหตุก่อนที่ CPC จะสูงขึ้นมาก
  • เปรียบเทียบอัตราการเปลี่ยนคลิกเป็นแชท LINE ระหว่างคีย์เวิร์ดต่างกลุ่ม เพื่อดูว่ากลุ่มไหนควรเพิ่มงบ
  • ทบทวนคำค้นหาจริงที่ทำให้เกิดคลิก (Search Terms Report) เพื่อตัดคำที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากการยิงโฆษณา

ความแตกต่างของผลลัพธ์ระหว่างอุปกรณ์มือถือกับคอมพิวเตอร์

พฤติกรรมการค้นหาโรงแรมของผู้ใช้มือถือและคอมพิวเตอร์มักต่างกัน ผู้ใช้มือถือมักค้นหาแบบเร่งด่วนใกล้เวลาเดินทาง ในขณะที่ผู้ใช้คอมพิวเตอร์มักวางแผนล่วงหน้าและเปรียบเทียบข้อมูลนานกว่า ความแตกต่างนี้ส่งผลต่อทั้ง CPC และอัตราปิดการขายในแต่ละอุปกรณ์ไม่เท่ากัน

การแยกดูผลลัพธ์ตามอุปกรณ์ช่วยให้เห็นว่าควรปรับสัดส่วนงบไปทางไหนมากกว่า เช่นถ้าผู้ใช้มือถือมีอัตราปิดการขายสูงกว่าอย่างชัดเจน อาจพิจารณาปรับตัวคูณราคาเสนอสำหรับมือถือให้สูงขึ้นเพื่อดึงงบมาทางกลุ่มนี้มากขึ้น การเข้าใจsearch-intent-lineของผู้ใช้แต่ละอุปกรณ์ยังช่วยอธิบายได้ว่าทำไมอัตราปิดการขายถึงต่างกัน แม้จะค้นด้วยคีย์เวิร์ดเดียวกัน

ข้อควรระวังเมื่อนำตัวเลข CPC ของตัวเองไปเทียบกับคู่แข่ง

การเทียบ CPC กับคู่แข่งมักคลาดเคลื่อนเพราะแต่ละบัญชีมีปัจจัยแวดล้อมที่ต่างกันมาก ตั้งแต่อายุของบัญชีโฆษณา ประวัติการคลิกสะสม ไปจนถึงงบประมาณที่แต่ละรายใช้ในช่วงเวลานั้น บัญชีที่เพิ่งเริ่มยิงโฆษณาอาจมี CPC สูงกว่าบัญชีที่ยิงต่อเนื่องมานานเพราะยังไม่มีประวัติให้ระบบใช้ประเมินคะแนนคุณภาพ

แทนที่จะเทียบ CPC กับคู่แข่งโดยตรง ควรใช้ตัวเลขของคู่แข่งเป็นข้อมูลอ้างอิงคร่าวๆ เท่านั้น แล้วมุ่งเน้นการพัฒนาต้นทุนต่อการจองสำเร็จของตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับผลงานเดือนก่อนหน้าของตัวเอง ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ควบคุมได้และมีความหมายมากกว่าการไล่เปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นที่มีบริบทต่างกัน

อีกจุดที่ควรระวังคือแหล่งที่มาของตัวเลข CPC ที่คู่แข่งบอกกล่าวกันเอง เพราะบางครั้งตัวเลขที่แชร์กันมาอาจเป็นค่าเฉลี่ยจากช่วงเวลาที่มีการแข่งขันต่ำกว่าปกติ หรือมาจากกลุ่มคีย์เวิร์ดที่ต่างจากที่เรากำลังยิงอยู่ การนำตัวเลขที่ไม่ได้มาจากบริบทเดียวกันมาเทียบตรงๆ จึงอาจทำให้ประเมินสถานการณ์ผิดพลาดได้ง่าย

สรุป

CPC ที่สูงกว่าคู่แข่งไม่ได้แปลว่าแคมเปญ Google Ads ของโรงแรมทำงานได้แย่กว่าเสมอไป สิ่งที่สำคัญกว่าคือต้นทุนต่อการจองสำเร็จ ซึ่งต้องเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่คลิกโฆษณาไปจนถึงผลการสนทนาใน LINE

ถ้าตอนนี้ยังเปรียบเทียบตัวเองกับคู่แข่งด้วย CPC อย่างเดียว ควรเริ่มคำนวณต้นทุนต่อการจองสำเร็จของตัวเองก่อน เพื่อให้เห็นภาพที่แท้จริงว่าแคมเปญของเราคุ้มค่าแค่ไหนเมื่อเทียบกับผลลัพธ์สุดท้ายที่เกิดขึ้น

การให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดที่ควบคุมได้และมีความหมายต่อธุรกิจจริง เช่นต้นทุนต่อการจองสำเร็จเทียบกับผลงานเดือนก่อนหน้าของตัวเอง จะช่วยให้ทีมการตลาดตัดสินใจปรับกลยุทธ์ได้อย่างมั่นใจมากกว่าการวิ่งไล่ตามตัวเลข CPC ที่เปรียบเทียบกับคู่แข่งซึ่งมีบริบทต่างกันโดยสิ้นเชิง โรงแรมที่กำลังพิจารณาขยายไปยังช่องทางใหม่ควรอ่านเพิ่มเติมที่TikTok Ads โรงแรมเข้า LINE trackingเพื่อเทียบพฤติกรรมผู้ใช้ที่แตกต่างจาก Google Ads

  • CPC สูงไม่ได้แปลว่าแพงกว่าจริง ต้องดูต้นทุนต่อการจองสำเร็จทั้งเส้นทางประกอบ
  • คะแนนคุณภาพและคุณภาพหน้า Landing Page มีผลต่อ CPC โดยตรง ปรับปรุงได้โดยไม่ลดคุณภาพ Lead
  • การเชื่อมโยงข้อมูลจากคลิกโฆษณาไปจนถึงผลการสนทนาใน LINE จำเป็นต่อการวัดผลที่ครบถ้วน

คำถามที่พบบ่อย

ควรเลิกยิงคีย์เวิร์ดที่มี CPC สูงไหมถ้าคู่แข่งจ่ายถูกกว่า

ไม่ควรเลิกทันที ควรดูต้นทุนต่อการจองสำเร็จของคีย์เวิร์ดนั้นก่อน ถ้าอัตราปิดการขายสูงพอ CPC ที่แพงกว่าอาจยังคุ้มค่ากว่าคีย์เวิร์ดราคาถูกที่ปิดการขายได้น้อย การตัดสินใจควรอิงจากข้อมูลต้นทุนต่อการจอง ไม่ใช่แค่ตัวเลข CPC ที่เห็นในหน้ารายงาน

คะแนนคุณภาพของ Google Ads ปรับปรุงได้เร็วแค่ไหน

ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ต้องแก้ไข การปรับปรุงความเกี่ยวข้องของโฆษณาอาจเห็นผลใน 1-2 สัปดาห์ ในขณะที่การปรับปรุงหน้า Landing Page อาจใช้เวลานานกว่าเพราะต้องสะสมข้อมูลพฤติกรรมผู้ใช้ใหม่ให้ระบบประเมินคะแนนได้แม่นยำขึ้น

ทำไมต้องเชื่อมโยงข้อมูลไปจนถึง LINE แทนที่จะดูแค่ Conversion ในหน้าเว็บ

เพราะธุรกิจโรงแรมส่วนใหญ่ปิดการขายจริงผ่านการสนทนาใน LINE ไม่ใช่บนหน้าเว็บโดยตรง การวัดแค่ Conversion บนเว็บจึงเห็นภาพไม่ครบ ต้องติดตามต่อไปจนถึงผลการสนทนาจริง

ถ้างบจำกัด ควรเลือกเน้นคีย์เวิร์ดกว้างหรือเฉพาะเจาะจงก่อน

แนะนำเริ่มจากคีย์เวิร์ดเฉพาะเจาะจงก่อน เพราะแม้ CPC จะสูงกว่า แต่อัตราปิดการขายมักดีกว่า เหมาะกับงบจำกัดที่ต้องการความคุ้มค่าต่อบาทสูงสุด

ต้นทุนต่อการจองสำเร็จที่ดีสำหรับโรงแรมควรอยู่ระดับไหน

ขึ้นอยู่กับราคาห้องพักและกำไรต่อการจองของแต่ละโรงแรม แนะนำให้คำนวณจากกำไรเฉลี่ยต่อการจองหนึ่งครั้ง แล้วตั้งเป้าต้นทุนต่อการจองให้อยู่ในสัดส่วนที่ยังทำกำไรได้อย่างเหมาะสม เช่นไม่เกินหนึ่งในสี่ของกำไรเฉลี่ยต่อการจองหนึ่งครั้ง เพื่อให้ยังเหลือพื้นที่กำไรหลังหักต้นทุนโฆษณาแล้ว

linli ช่วยคำนวณต้นทุนต่อการจองสำเร็จจาก Google Ads ได้ไหม

linli ช่วยเชื่อมโยงคลิกจาก Google Ads ผ่าน LINE ไปจนถึงผลการจอง ทำให้คำนวณต้นทุนต่อการจองสำเร็จแยกตามแคมเปญหรือคีย์เวิร์ดได้โดยไม่ต้องรวบรวมข้อมูลด้วยมือ นอกจากนี้ยังช่วยให้เปรียบเทียบผลงานของแต่ละคีย์เวิร์ดข้ามเดือนได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องดึงรายงานจากหลายระบบมาเทียบกันเอง

ลองตรวจด้วยตัวเอง

Google Ads → LINE Checker

ตรวจหน้า Landing ของคุณว่า gclid, UTM และเส้นทางเข้า LINE พร้อมส่ง Conversion กลับ Google Ads หรือยัง

ตรวจความพร้อมฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

ทดลองวัดผลโฆษณาเข้า LINE ฟรี 14 วัน

สมัครแล้วสร้างโปรเจกต์ เชื่อม LINE ติดตั้ง Tracking แล้วเริ่มเห็น Funnel จาก Click ถึง Purchase ได้ทันที ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ลูกค้าขอเบี้ยประกันในแชทเยอะ แต่ปิดขายได้น้อย แก้ตรงไหนก่อน

ลูกค้าขอเบี้ยประกันในแชทเยอะ แต่ปิดขายได้น้อย แก้ตรงไหนก่อน

ตัวแทนประกันหลายคนเจอปัญหาเดียวกัน คือมีคนขอใบเสนอราคาเข้ามาตลอด แต่ปิดการขายได้น้อยกว่าที่ควร บทความนี้ไล่หาว่าปัญหาน่าจะอยู่ตรงไหนของขั้นตอนขอเบี้ยประกัน และควรวัดอะไรเพิ่มก่อนจะรู้ว่าจุดรั่วอยู่ที่ไหนจริง
ส่งเอกสารสมัครสินเชื่อผ่านฟอร์มเว็บกับผ่านแชท LINE ต่างกันตรงไหน

ส่งเอกสารสมัครสินเชื่อผ่านฟอร์มเว็บกับผ่านแชท LINE ต่างกันตรงไหน

บริษัทสินเชื่อหลายแห่งเปิดให้ลูกค้าส่งเอกสารสมัครได้ทั้งผ่านฟอร์มบนเว็บไซต์และผ่านแชท LINE แต่วัดผลรวมกันจนไม่รู้ว่าช่องทางไหนได้ใบสมัครที่มีคุณภาพมากกว่า บทความนี้เทียบสองวิธีให้เห็นว่าต่างกันตรงไหน และควรเลือกใช้ช่องทางไหนเมื่อไหร่
Lead เพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่ยอดปิดเท่าเดิม ทั้งที่เลิกใช้ spreadsheet ไปแล้ว

Lead เพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่ยอดปิดเท่าเดิม ทั้งที่เลิกใช้ spreadsheet ไปแล้ว

หลายทีมคิดว่าแค่เลิกจดสเปรดชีตแล้วย้ายไปใช้ Dashboard ปัญหาจะหมดไป แต่ถ้า Dashboard ยังตอบคำถามผิด ปัญหาเดิมก็ยังอยู่ บทความนี้ชวนดูว่า LINE conversion tracking ไม่ใช้ spreadsheet ที่ดีต้องออกแบบให้ตอบอะไรได้จริง