← กลับไปหน้าบทความ
คู่มือ

ส่งเอกสารสมัครสินเชื่อผ่านฟอร์มเว็บกับผ่านแชท LINE ต่างกันตรงไหน

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:52อัปเดต 12 ส.ค. 04:52อ่าน 1 นาที
ส่งเอกสารสมัครสินเชื่อผ่านฟอร์มเว็บกับผ่านแชท LINE ต่างกันตรงไหน
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

การส่งเอกสารสมัครสินเชื่อผ่านแชท LINE ให้บริบทและการยืนยันตัวตนเบื้องต้นที่ดีกว่า เพราะเจ้าหน้าที่คุยโต้ตอบและตรวจเอกสารได้ทันที ส่วนฟอร์มบนเว็บไซต์เก็บข้อมูลเป็นระบบและสะดวกสำหรับลูกค้าที่ไม่อยากพิมพ์คุยยาว แต่ทั้งสองทางต้องผูกกับ UTM และสถานะเดียวกัน ไม่งั้นจะเทียบอัตราอนุมัติของแต่ละช่องทางไม่ได้จริง

บริษัทสินเชื่อรายหนึ่งเปิดให้ลูกค้าส่งเอกสารสมัครได้สองทาง ทางแรกคือทักเข้า LINE แล้วส่งรูปเอกสารในแชทให้เจ้าหน้าที่ตรวจ ทางที่สองคือกรอกฟอร์มและอัปโหลดเอกสารบนเว็บไซต์โดยตรง ปัญหาที่เกิดขึ้นคือทีมการตลาดเห็นยอดสมัคร 2 ช่องทางแยกกันคนละระบบ พอถึงสิ้นเดือนไม่มีใครตอบได้ว่าช่องทางไหนได้ใบสมัครที่ผ่านการอนุมัติมากกว่ากัน

ความต่างของสองช่องทางนี้ไม่ได้อยู่แค่ที่หน้าตาการใช้งาน แต่อยู่ที่ธรรมชาติของข้อมูลที่เก็บได้ การส่งผ่านแชทมีการโต้ตอบไปมา เจ้าหน้าที่มีโอกาสตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นและถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทันทีถ้าเอกสารไม่ครบ ในขณะที่การส่งผ่านฟอร์มเว็บเป็นการอัปโหลดทางเดียว ไม่มีการตรวจสอบทันที แต่ได้ข้อมูลที่เป็นระบบและวัดง่ายกว่าตั้งแต่ต้น

บทความนี้จะเทียบให้เห็นว่าสองช่องทางนี้ต่างกันตรงไหนในแง่การวัดผล ข้อดีข้อเสียของแต่ละแบบ และวิธีทำให้ทั้งสองช่องทางเทียบกันได้บนมาตรฐานเดียวกัน แทนที่จะปล่อยให้เป็นข้อมูลคนละชุดที่รวมกันไม่ได้

สองเส้นทางที่พาลูกค้าไปถึงการส่งเอกสารสมัคร

เส้นทางแรกคือแชท LINE ลูกค้าคลิกโฆษณาแล้วทักเข้ามาถามข้อมูลสินเชื่อ เจ้าหน้าที่ตอบคำถามและอธิบายเงื่อนไขไปเรื่อย ๆ จนถึงจุดที่ขอให้ลูกค้าส่งรูปเอกสารในแชทนั้นเอง ข้อดีคือเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นได้ทันที เช่นเห็นว่ารูปไม่ชัดหรือเอกสารขาดหน้าไหน ก็ขอเพิ่มได้เลยโดยไม่ต้องรอ

เส้นทางที่สองคือฟอร์มบนเว็บไซต์ ลูกค้าคลิกโฆษณาเข้าหน้าเว็บแล้วกรอกข้อมูลพร้อมอัปโหลดเอกสารทั้งหมดในครั้งเดียว ไม่ต้องคุยกับใครก่อน ข้อดีคือสะดวกสำหรับลูกค้าที่ไม่อยากพิมพ์คุยยาว ๆ และข้อมูลที่ได้เป็นระบบพร้อมนำไปตรวจสอบทันที แต่ข้อเสียคือถ้าเอกสารไม่ครบหรือไม่ชัด ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตรวจแล้วติดต่อกลับ ซึ่งอาจใช้เวลานานกว่าการแก้ไขระหว่างคุยในแชท

เทียบสองช่องทางในมุมที่ใช้วัดผลจริง

ตารางนี้เทียบคุณสมบัติของสองช่องทางที่ส่งผลต่อการวัดผล ไม่ใช่การบอกว่าช่องทางไหนดีกว่ากันเสมอไป เพราะแต่ละธุรกิจเหมาะกับช่องทางที่ต่างกัน:

มิติสมัครผ่านแชท LINEสมัครผ่านฟอร์มเว็บ
ความเป็นระบบของข้อมูลต้องให้เจ้าหน้าที่บันทึกเองเก็บอัตโนมัติเป็นฐานข้อมูล
การตรวจเอกสารเบื้องต้นทำได้ทันทีระหว่างคุยต้องรอเจ้าหน้าที่ตรวจภายหลัง
ความเร็วในการส่งเอกสารครบอาจเร็วกว่าถ้าแก้ไขได้ทันทีช้ากว่าถ้าต้องรอติดต่อกลับ
อัตราเอกสารครบถ้วนตั้งแต่ครั้งแรกสูงกว่า เพราะมีคนช่วยตรวจระหว่างทางต่ำกว่า เพราะไม่มีการตรวจสอบทันที
ความยากในการเชื่อม UTMต้องผูกกับสถานะแชทเองผูกกับฟอร์มได้ตรงไปตรงมากว่า

ทำไมการสมัครผ่านแชทถึงวัดยากกว่าที่คิด

ปัญหาหลักของการสมัครผ่านแชทคือข้อมูลการส่งเอกสารอยู่ในรูปภาพและข้อความสนทนา ไม่ได้อยู่ในรูปแบบฟิลด์ที่ดึงไปวิเคราะห์ได้ง่าย ถ้าไม่มีระบบให้เจ้าหน้าที่กดบันทึกสถานะ 'ส่งเอกสารครบแล้ว' แยกออกมาจากข้อความ ข้อมูลนี้จะจมอยู่ในแชทและต้องมานั่งไล่อ่านย้อนหลังถ้าอยากรู้ตัวเลขรวม

อีกปัญหาคือการเชื่อมโยงกับต้นทางโฆษณา ถ้าไม่มีการติดแท็กว่าลูกค้าคนนี้ทักมาจากแคมเปญไหนตั้งแต่ต้น พอถึงขั้นส่งเอกสารก็จะไม่รู้ว่าใบสมัครนี้มาจากแอดตัวไหน ทำให้วัดประสิทธิภาพของแต่ละแคมเปญไม่ได้ว่าตัวไหนสร้างใบสมัครที่มีคุณภาพมากกว่ากัน เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับ การติดตามข้ามอุปกรณ์ โดยเฉพาะเมื่อลูกค้าคลิกโฆษณาจากมือถือแล้วมาส่งเอกสารจากคอมพิวเตอร์ในภายหลัง

จุดอ่อนของการสมัครผ่านฟอร์มที่หลายคนมองข้าม

แม้การสมัครผ่านฟอร์มจะวัดง่ายกว่าในแง่ข้อมูล แต่ก็มีจุดอ่อนที่ต้องระวัง เพราะฟอร์มไม่มีคนคุยโต้ตอบระหว่างทาง ทำให้บางคนอัปโหลดเอกสารผิดประเภทหรือไม่ครบโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ว่าต้องแก้ไขก็ต้องรอเจ้าหน้าที่ตรวจแล้วติดต่อกลับ ซึ่งอาจทำให้ลูกค้าบางคนเสียความสนใจไประหว่างรอ

อีกจุดที่ต้องระวังคือฟอร์มเว็บมักไม่มีการอธิบายเงื่อนไขสินเชื่อแบบเจาะจงเหมือนตอนคุยในแชท ทำให้บางคนสมัครโดยเข้าใจเงื่อนไขไม่ครบถ้วน เมื่อเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไปอธิบายเพิ่มเติม บางคนอาจเปลี่ยนใจไม่สมัครต่อเพราะเงื่อนไขไม่ตรงกับที่คาดหวังไว้ตอนแรก

ทำให้สองช่องทางวัดผลบนมาตรฐานเดียวกัน

วิธีที่ทำให้เทียบสองช่องทางนี้ได้จริงคือกำหนดนิยาม 'เอกสารครบพร้อมพิจารณา' ให้เหมือนกันทั้งสองทาง ไม่ว่าจะมาจากแชทหรือฟอร์ม ต้องบันทึกข้อมูลชุดเดียวกันคือ ต้นทางโฆษณา ประเภทสินเชื่อ วันที่เอกสารครบ และสถานะอนุมัติหรือไม่ ถ้าทำได้ครบ จะเปรียบเทียบได้ตรงว่าช่องทางไหนสร้างใบสมัครที่มีคุณภาพมากกว่ากัน

สำหรับบริษัทที่มีทั้งสองช่องทางพร้อมกัน แนะนำให้ผูกฟอร์มบนเว็บกับ UTM ของหน้า Landing Page ที่พาไป ส่วนการสมัครผ่านแชทให้ติดแท็กต้นทางทันทีที่ลูกค้าเข้ามา แล้วรวมข้อมูลทั้งสองมาไว้ในตารางเดียวกันทุกสัปดาห์ ไม่ปล่อยให้อยู่คนละระบบแยกกันตลอดเดือน การรวมข้อมูลแบบนี้ทำได้ง่ายขึ้นถ้ามี แดชบอร์ดสรุปภาพรวมที่ดึงข้อมูลจากหลายแหล่งมารวมกัน แทนที่จะเปิดสองไฟล์แยกกันทุกครั้งที่ต้องดูรายงาน

วัดอัตราเอกสารครบถ้วนตั้งแต่ครั้งแรก ไม่ใช่แค่จำนวนที่ส่งมา

ตัวชี้วัดที่มักถูกมองข้ามคืออัตราที่ลูกค้าส่งเอกสารครบถ้วนตั้งแต่ครั้งแรก เพราะถ้าต้องขอเอกสารเพิ่มหลายรอบ นอกจากจะเสียเวลาเจ้าหน้าที่แล้ว ยังเพิ่มความเสี่ยงที่ลูกค้าจะเปลี่ยนใจระหว่างรอส่งเอกสารเพิ่มด้วย ควรวัดตัวเลขนี้แยกตามช่องทาง เพื่อดูว่าช่องทางไหนได้เอกสารครบถ้วนตั้งแต่ต้นมากกว่ากัน

โดยทั่วไปการสมัครผ่านแชทมักมีอัตราเอกสารครบถ้วนสูงกว่า เพราะเจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบระหว่างทางได้ทันที แต่ถ้าฟอร์มเว็บมีคำอธิบายชัดเจนว่าต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างพร้อมตัวอย่างประกอบ ก็สามารถลดช่องว่างนี้ลงได้พอสมควรเช่นกัน

ส่งสัญญาณสมัครสำเร็จกลับแพลตฟอร์มโฆษณา

เมื่อมีข้อมูลเอกสารครบที่เชื่อมกับต้นทางแล้ว บางแพลตฟอร์มโฆษณารองรับการส่งเหตุการณ์นี้กลับไปเป็น Conversion Action เพื่อให้ระบบ Bidding เรียนรู้ว่าคลิกแบบไหนมีแนวโน้มสร้างใบสมัครที่เอกสารครบ เรื่องนี้ต้องตรวจสอบตามสถานะการเชื่อมต่อจริงของแต่ละแพลตฟอร์ม บางส่วนต้องตั้งค่า Conversion Action และ Credential ให้ครบก่อนจึงจะใช้งานได้

สิ่งที่ควรระวังคือถ้าเลือกส่งสัญญาณเอกสารครบเป็น Conversion หลักเร็วเกินไปโดยที่ปริมาณข้อมูลยังน้อย ระบบอาจยังเรียนรู้ได้ไม่แม่นพอ ควรดูปริมาณและความสม่ำเสมอของข้อมูลก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะใช้เป็นสัญญาณหลักหรือใช้ร่วมกับสัญญาณอนุมัติวงเงินที่ใกล้ยอดขายจริงมากกว่า

ควรลงทุนพัฒนาช่องทางไหนเพิ่มก่อน

เมื่อเก็บข้อมูลทั้งสองช่องทางบนมาตรฐานเดียวกันได้สักระยะ จะเริ่มเห็นแนวโน้มว่าช่องทางไหนสร้างใบสมัครที่มีคุณภาพสูงกว่าสำหรับธุรกิจของตัวเอง บริษัทที่มีทีมเจ้าหน้าที่ตอบเร็วและเก่งเรื่องตรวจเอกสาร มักได้ผลดีจากช่องทางแชท เพราะใช้จุดแข็งด้านการพูดคุยได้เต็มที่ ในขณะที่บริษัทที่มีทราฟฟิกเว็บไซต์เยอะอยู่แล้วและอยากลดภาระเจ้าหน้าที่ อาจได้ประโยชน์จากการพัฒนาฟอร์มเว็บให้ใช้งานง่ายขึ้นแทน

ไม่ควรตัดสินใจเลิกช่องทางใดช่องทางหนึ่งเร็วเกินไปจากข้อมูลแค่หนึ่งหรือสองสัปดาห์ เพราะพฤติกรรมลูกค้าอาจแตกต่างกันตามช่วงเวลาหรือแคมเปญที่กำลังยิงอยู่ ควรดูข้อมูลอย่างน้อยหนึ่งเดือนเต็มก่อนสรุปว่าช่องทางไหนควรได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมมากกว่ากัน

จัดกำลังเจ้าหน้าที่ให้พอกับใบสมัครจากทั้งสองช่องทาง

ปัญหาที่ตามมาเมื่อเปิดสองช่องทางพร้อมกันคือบางช่วงอาจมีใบสมัครกระจุกตัวจนเจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารไม่ทัน โดยเฉพาะถ้าฟอร์มเว็บได้รับใบสมัครจำนวนมากพร้อมกันในช่วงที่มีแคมเปญพิเศษ ในขณะที่แชท LINE ก็มีคนทักเข้ามาต่อเนื่องเช่นกัน ถ้าไม่มีการจัดสรรกำลังคนให้เหมาะสม อาจทำให้ใบสมัครบางส่วนถูกตรวจสอบล่าช้ากว่าที่ควร ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่ลูกค้าจะเปลี่ยนใจไปสมัครที่อื่นระหว่างรอ

ทางแก้ที่ใช้ได้จริงคือกำหนดเป้าหมายเวลาตรวจสอบเอกสารให้ชัดเจนสำหรับทั้งสองช่องทาง เช่นภายในสี่ชั่วโมงในเวลาทำการ แล้วจัดสรรเจ้าหน้าที่ให้ดูแลทั้งสองช่องทางสลับกันตามปริมาณงานจริง ไม่ใช่แบ่งทีมตายตัวจนบางช่วงช่องทางหนึ่งมีคนล้นแต่อีกช่องทางหนึ่งไม่มีใครดูแล การวางกำลังคนแบบนี้เกี่ยวข้องกับ การกำหนดบทบาทของทีมหลังบ้าน ให้ชัดว่าใครรับผิดชอบช่องทางไหนในแต่ละช่วงเวลา

เทียบต้นทุนต่อใบสมัครที่อนุมัติของแต่ละช่องทาง

นอกจากอัตราเอกสารครบถ้วนและอัตราอนุมัติแล้ว ควรเทียบต้นทุนต่อใบสมัครที่อนุมัติจริงของแต่ละช่องทางด้วย เพราะบางครั้งช่องทางที่มีอัตราอนุมัติสูงกว่าอาจมีต้นทุนต่อหัวสูงกว่าเช่นกัน เนื่องจากต้องใช้เจ้าหน้าที่คุยนานกว่าในการปิดแต่ละเคส ในขณะที่ช่องทางที่อัตราอนุมัติต่ำกว่าอาจมีต้นทุนต่อหัวถูกกว่าเพราะประมวลผลอัตโนมัติมากกว่า

การตัดสินใจว่าควรลงทุนเพิ่มในช่องทางไหนจึงไม่ควรดูแค่อัตราอนุมัติอย่างเดียว แต่ต้องนำต้นทุนที่ใช้ไปทั้งค่าโฆษณาและเวลาของเจ้าหน้าที่มาเทียบกับจำนวนใบสมัครที่อนุมัติจริงของแต่ละช่องทาง เพื่อให้เห็นภาพความคุ้มค่าที่ครบถ้วนกว่าการดูแค่ตัวเลขอัตราแปลงเพียงอย่างเดียว

สรุป

การส่งเอกสารสมัครสินเชื่อผ่านแชท LINE และผ่านฟอร์มเว็บไซต์มีจุดแข็งจุดอ่อนต่างกัน ไม่มีช่องทางไหนดีกว่ากันเสมอไป แต่ปัญหาที่แท้จริงคือหลายบริษัทปล่อยให้ข้อมูลของสองช่องทางแยกกันอยู่คนละระบบจนเทียบกันไม่ได้

สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้คือกำหนดนิยาม 'เอกสารครบพร้อมพิจารณา' ให้เหมือนกันทั้งสองช่องทาง แล้วรวมข้อมูลมาดูในตารางเดียวกันทุกสัปดาห์ เพื่อให้เห็นภาพจริงว่าช่องทางไหนสร้างใบสมัครที่มีคุณภาพมากกว่ากัน

  • แชท LINE ให้การตรวจเอกสารเบื้องต้นได้ทันทีแต่ต้องพึ่งการบันทึกของเจ้าหน้าที่
  • ฟอร์มเว็บเก็บข้อมูลเป็นระบบกว่าแต่เสี่ยงเอกสารไม่ครบตั้งแต่ครั้งแรก
  • รวมสองช่องทางเข้ามาตรฐานเดียวกันก่อน ค่อยเทียบอัตราอนุมัติ
  • วัดอัตราเอกสารครบถ้วนตั้งแต่ครั้งแรกแยกตามช่องทางเสมอ

คำถามที่พบบ่อย

ควรเลือกใช้ช่องทางเดียวหรือเปิดทั้งสองช่องทางพร้อมกัน

เปิดทั้งสองช่องทางได้ ถ้ามีระบบเชื่อมข้อมูลให้เทียบกันได้บนมาตรฐานเดียว ไม่จำเป็นต้องเลือกช่องทางเดียว เพราะลูกค้าแต่ละกลุ่มถนัดคนละแบบ บางคนอยากคุยก่อนส่งเอกสาร บางคนอยากอัปโหลดครั้งเดียวจบ

ทำไมการสมัครผ่านแชทถึงมีอัตราเอกสารครบถ้วนสูงกว่าฟอร์มเว็บบ่อยครั้ง

เพราะการคุยโต้ตอบในแชทช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารเบื้องต้นได้ทันทีและขอเพิ่มได้เลยถ้าไม่ครบ ต่างจากฟอร์มที่อัปโหลดครั้งเดียวแล้วต้องรอตรวจภายหลัง

ถ้าลูกค้าสมัครผ่านฟอร์มแต่ทักถามเพิ่มเติมใน LINE ด้วย ควรนับเป็นสองใบสมัครไหม

ไม่ควร ต้องมีการเช็กว่าเป็นคนเดียวกันโดยดูจากเบอร์โทรหรือเลขบัตรประชาชนที่ตรงกัน แล้วรวมเป็นใบสมัครเดียว ไม่งั้นจะนับซ้ำจนตัวเลขสมัครสูงเกินความจริง

ควรวัดผลแคมเปญโฆษณาจากจำนวนใบสมัครหรือจำนวนที่อนุมัติจริง

ควรดูทั้งสองตัวคู่กัน จำนวนใบสมัครบอกว่าแคมเปญดึงความสนใจได้แค่ไหน ส่วนอัตราอนุมัติบอกคุณภาพของใบสมัครที่ได้มา ถ้าดูแค่จำนวนใบสมัครอย่างเดียวอาจพลาดแคมเปญที่สมัครเยอะแต่อนุมัติได้น้อย

จำเป็นต้องมีระบบซับซ้อนไหมถึงจะเชื่อมสองช่องทางนี้ได้

ไม่จำเป็นต้องซับซ้อนตั้งแต่แรก บริษัทขนาดเล็กเริ่มจากสเปรดชีตที่บันทึกต้นทาง วันที่เอกสารครบ และสถานะอนุมัติของทั้งสองช่องทางในตารางเดียวกันก็ใช้งานได้แล้ว ค่อยขยับไปใช้ระบบที่ซับซ้อนขึ้นเมื่อปริมาณข้อมูลมากพอ

ทดลองวัดผลโฆษณาเข้า LINE ฟรี 14 วัน

สมัครแล้วสร้างโปรเจกต์ เชื่อม LINE ติดตั้ง Tracking แล้วเริ่มเห็น Funnel จาก Click ถึง Purchase ได้ทันที ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

Lead เพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่ยอดปิดเท่าเดิม ทั้งที่เลิกใช้ spreadsheet ไปแล้ว

Lead เพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่ยอดปิดเท่าเดิม ทั้งที่เลิกใช้ spreadsheet ไปแล้ว

หลายทีมคิดว่าแค่เลิกจดสเปรดชีตแล้วย้ายไปใช้ Dashboard ปัญหาจะหมดไป แต่ถ้า Dashboard ยังตอบคำถามผิด ปัญหาเดิมก็ยังอยู่ บทความนี้ชวนดูว่า LINE conversion tracking ไม่ใช้ spreadsheet ที่ดีต้องออกแบบให้ตอบอะไรได้จริง
ปิดยอดขายทุกวันแต่รายงานสรุปท้ายเดือนไม่ตรงกับที่แอดมินจำได้ แก้ยังไง

ปิดยอดขายทุกวันแต่รายงานสรุปท้ายเดือนไม่ตรงกับที่แอดมินจำได้ แก้ยังไง

แอดมินจำได้ว่าปิดยอดทุกวัน แต่พอถึงรายงานสรุปท้ายเดือนตัวเลขกลับไม่ตรง บทความนี้ชวนดูวิธีแทนรายงานยอดขาย LINE manual ด้วยระบบที่บันทึกทันทีที่ปิดการขาย ไม่ต้องพึ่งความจำหรือรวบรวมท้ายเดือน
งบโฆษณาหลักหมื่นต่อเดือนเข้า LINE แต่ไม่รู้กี่คนเดินเข้าร้านจริง

งบโฆษณาหลักหมื่นต่อเดือนเข้า LINE แต่ไม่รู้กี่คนเดินเข้าร้านจริง

ติดตั้ง LINE Tag แล้วแต่ยังตอบไม่ได้ว่าคนที่คลิกแอดเดินเข้าร้านจริงกี่คน บทความนี้เทียบ LINE Tag กับ LINE conversion tracking ว่าต่างกันตรงไหน และแต่ละแบบเหมาะกับธุรกิจแบบไหน