← กลับไปหน้าบทความ
เอเจนซี่

เจ้าของร้านเชื่อแต่ตัวเลข Last-Click จะอธิบายโมเดล Attribution แบบใหม่ให้เขาเปิดใจยังไง

ทีมบรรณาธิการ linli10 ก.ค. 11:47อัปเดต 10 ก.ค. 11:47อ่าน 1 นาที
เจ้าของร้านเชื่อแต่ตัวเลข Last-Click จะอธิบายโมเดล Attribution แบบใหม่ให้เขาเปิดใจยังไง
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

การอธิบายโมเดล attribution ใหม่ให้เจ้าของธุรกิจที่เชื่อ Last-Click มานาน ไม่ควรเริ่มด้วยทฤษฎี แต่ควรเริ่มด้วยตัวเลขที่เขาคุ้นเคยอยู่แล้ว แล้วค่อย ๆ ชี้ให้เห็นช่องโหว่ด้วยตัวอย่างจากธุรกิจของเขาเอง วิธีนี้ได้ผลกว่าการพยายามสอนคำศัพท์ทางเทคนิคตั้งแต่ประโยคแรก

ทีมเอเจนซี่ ‘GrowthLab’ (ชื่อสมมติ) เคยเจอสถานการณ์ที่ทำงานด้วยยากมาก คือเจ้าของร้านครัวเรือน ‘KitchenPro’ (ชื่อสมมติ) ยืนยันหนักแน่นว่า ‘ผมดูแค่ Facebook Ads Manager ก็พอ ตัวไหนปิดยอดเยอะสุดก็ลงเงินไปทางนั้น’ ทั้งที่ทีมเห็นชัดว่าตัวเลขนั้นไม่ครบภาพ เพราะไม่ได้นับลูกค้าที่เห็นแอด TikTok มาก่อนแล้วค่อยทักไลน์ทีหลัง

ปัญหาคือถ้าทีมเอเจนซี่เริ่มประโยคด้วย ‘Last-Click Attribution มีข้อจำกัดเพราะไม่ได้คำนึงถึง multi-touch journey’ เจ้าของร้านส่วนใหญ่จะฟังไม่ทันและรู้สึกว่าเอเจนซี่กำลังหาเรื่องทำให้ซับซ้อนเพื่อเก็บค่าคอนซัลต์แพงขึ้น

สิ่งที่ได้ผลจริงกับ KitchenPro ไม่ใช่การสอนทฤษฎี แต่คือการเอาตัวเลขที่เขาเชื่ออยู่แล้วมาชี้ช่องโหว่ให้เห็นด้วยตาตัวเอง บทความนี้จะเล่าวิธีที่ใช้ได้ผลจริง

เริ่มจากตัวเลขที่เขาเชื่ออยู่แล้ว ไม่ใช่ตัวเลขใหม่ที่เขาไม่รู้จัก

แทนที่จะเสนอรายงาน attribution แบบใหม่ทันที ทีม GrowthLab เริ่มจากการเอารายงาน Last-Click ที่ KitchenPro ดูอยู่ทุกวันมาวางตรงหน้าเขา แล้วถามคำถามง่าย ๆ ว่า ‘เดือนนี้ Facebook Ads Manager บอกว่าปิดยอดกี่บาท แล้ว TikTok บอกว่าปิดยอดกี่บาท’ พอบวกสองตัวเลขนี้เข้าด้วยกันแล้วเทียบกับยอดขายจริงในบัญชี ตัวเลขรวมจากทั้งสองแพลตฟอร์มกลับสูงกว่ายอดขายจริงเกือบสองเท่า

ความขัดแย้งนี้เองที่เปิดประตูให้คุยกันต่อได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่เจ้าของร้านเห็นด้วยตาตัวเองจากตัวเลขของเขาเอง ไม่ใช่ทฤษฎีที่เอเจนซี่ยกมาอ้าง คำถามที่ตามมาโดยธรรมชาติคือ ‘อ้าว แล้วทำไมมันไม่เท่ากับยอดขายจริง’ ซึ่งเป็นจุดที่เริ่มอธิบายเรื่อง multi-touch ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

หยิบเคสลูกค้าจริงของเขามาเล่า ไม่ใช้ตัวอย่างลอย ๆ

หลังจากเปิดประเด็นได้แล้ว ขั้นต่อไปคือหยิบเคสลูกค้าจริงสักหนึ่งหรือสองเคสของ KitchenPro มาเล่าเป็นเรื่อง เช่นลูกค้าคนหนึ่งที่คลิกโฆษณา Facebook ก่อนแล้วค่อยทักไลน์หลายวันถัดมา พร้อมโชว์บทสนทนาจริงที่ลูกค้าพิมพ์ว่า ‘เห็นในเฟซบุ๊กพี่เมื่ออาทิตย์ก่อนค่ะ’ การเห็นหลักฐานเป็นชื่อจริง เคสจริง มีน้ำหนักกว่าการฟังทฤษฎีมากหลายเท่า

เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ไม่ได้ปฏิเสธ multi-touch เพราะไม่เข้าใจ แต่เพราะไม่เคยเห็นมันเกิดขึ้นกับธุรกิจของตัวเองแบบจับต้องได้ พอเห็นเคสจริงที่ตรงกับสิ่งที่ทีมพยายามอธิบาย ความเชื่อจะเปลี่ยนได้เร็วกว่าที่คิด

อย่าขอให้เขาเชื่อโมเดลใหม่ 100% ตั้งแต่ครั้งแรก

ข้อผิดพลาดที่เอเจนซี่มือใหม่มักทำคือ พอเจ้าของร้านเริ่มเปิดใจ ก็รีบเสนอให้เปลี่ยนไปใช้โมเดล multi-touch เต็มรูปแบบทันที ซึ่งมักทำให้เขารู้สึกว่าถูกบังคับให้ทิ้งสิ่งที่คุ้นเคยไปเลยในคราวเดียว

วิธีที่ได้ผลกว่าคือเสนอให้ดูควบคู่กันไปก่อนสักหนึ่งถึงสองเดือน ให้เขายังดู Last-Click ต่อไปตามปกติ แต่เพิ่มรายงาน multi-touch วางคู่กันเป็นข้อมูลอ้างอิง แล้วปล่อยให้เวลาช่วยพิสูจน์ว่าโมเดลไหนสะท้อนความจริงมากกว่า

สามขั้นตอนสรุปสำหรับคุยกับลูกค้าที่เชื่อ Last-Click

ขั้นตอนสิ่งที่ทำเป้าหมาย
1. เปิดประเด็นบวกยอด Last-Click จากทุกแพลตฟอร์ม เทียบกับยอดขายจริงให้เขาเห็นความขัดแย้งด้วยตาตัวเอง
2. ยกเคสจริงโชว์บทสนทนาจริงที่มีจุดสัมผัสหลายจุดทำให้ multi-touch จับต้องได้ ไม่ใช่ทฤษฎี
3. ให้เวลาเปรียบเทียบรันสองรายงานคู่กันสักหนึ่งถึงสองเดือนให้ข้อมูลพิสูจน์ตัวเองแทนการโน้มน้าว

สรุป

การเปลี่ยนความเชื่อของลูกค้าที่ยึดติดกับ Last-Click ไม่ใช่เรื่องของการโน้มน้าวด้วยทฤษฎีที่ถูกต้องกว่า แต่คือการทำให้เขาเห็นความขัดแย้งในตัวเลขที่เขาเชื่ออยู่แล้วด้วยตาตัวเอง

เอเจนซี่ที่เก่งเรื่องนี้มักไม่ใช่คนที่รู้ทฤษฎีเยอะที่สุด แต่คือคนที่รู้จักเลือกจังหวะและวิธีเล่าเรื่องให้เจ้าของธุรกิจรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนค้นพบความจริงนั้นเอง ไม่ใช่ถูกสอน

  • เริ่มอธิบายจากตัวเลขที่ลูกค้าคุ้นเคยอยู่แล้ว ไม่ใช่ทฤษฎีใหม่ที่เขาไม่รู้จัก
  • ใช้เคสจริงของลูกค้าเองเป็นหลักฐาน แทนตัวอย่างลอย ๆ จากที่อื่น
  • ให้เวลารันรายงานคู่ขนานก่อนขอให้เปลี่ยนโมเดลทั้งหมด อย่าเร่งให้ตัดสินใจทันที

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าเจ้าของร้านยืนยันจะดูแค่ Last-Click ต่อไปหลังจากคุยกันแล้ว ควรทำยังไง

เคารพการตัดสินใจของเขา แต่แนะนำให้ทำรายงาน multi-touch เก็บไว้เป็นข้อมูลคู่ขนานเงียบ ๆ ต่อไป เพราะเมื่อถึงจุดที่ผลลัพธ์จาก Last-Click เริ่มขัดแย้งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ข้อมูลที่เก็บไว้จะกลายเป็นหลักฐานที่ช่วยเปิดบทสนทนาใหม่ได้ง่ายกว่า

ควรใช้ศัพท์เทคนิคอย่าง multi-touch attribution ตั้งแต่ต้นไหม

ไม่แนะนำให้เริ่มด้วยศัพท์เทคนิค ควรเริ่มด้วยคำถามหรือสถานการณ์ที่เขาคุ้นเคยก่อน แล้วค่อยแนะนำคำศัพท์ทีหลังเมื่อเขาเริ่มเข้าใจแนวคิดแล้ว การพูดศัพท์ก่อนความเข้าใจมักทำให้ฝ่ายลูกค้ารู้สึกว่าเอเจนซี่กำลังพยายามทำให้ดูซับซ้อนเกินจริง

ถ้าลูกค้าถามว่าทำไมเอเจนซี่ไม่บอกเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ควรตอบยังไง

ตอบตรง ๆ ว่าตอนเริ่มทำงานด้วยกัน Last-Click ก็เพียงพอสำหรับการตัดสินใจเบื้องต้น แต่พอธุรกิจมีข้อมูลสะสมมากขึ้นและยิงแอดหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน ภาพที่ซับซ้อนขึ้นก็จำเป็นต้องมีเครื่องมือวัดผลที่ละเอียดขึ้นตาม ไม่ใช่ความผิดของฝ่ายไหน แต่เป็นธรรมชาติของธุรกิจที่โตขึ้น

มีวิธีทำให้ตัวเลข multi-touch น่าเชื่อถือมากกว่าการเล่าด้วยปากเปล่าไหม

มี ควรมีรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรที่แสดงเคสจริงพร้อมตัวเลขเทียบก่อนหลัง เช่นก่อนใช้ multi-touch จัดงบแบบหนึ่ง หลังใช้จัดงบอีกแบบหนึ่ง แล้วดูผลลัพธ์ยอดขายรวมเทียบกัน ตัวเลขที่จับต้องได้มีน้ำหนักกว่าคำอธิบายเชิงทฤษฎีเสมอ

ระบบที่ช่วยรวมข้อมูลจากหลายแพลตฟอร์มมาไว้ที่เดียวช่วยเรื่องนี้ได้แค่ไหน

ช่วยได้มาก เพราะลดภาระที่เอเจนซี่ต้องมานั่งรวมตัวเลขจากหลายที่ด้วยมือ ระบบอย่าง linli ช่วยผูกข้อมูลคลิกจากแต่ละแพลตฟอร์มเข้ากับการปิดจริงในไลน์ ทำให้มีรายงานที่พร้อมเอาไปคุยกับลูกค้าได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอสรุปมือทุกเดือน

ใช้เวลานานแค่ไหนโดยเฉลี่ยกว่าลูกค้าจะเริ่มเปิดใจกับโมเดลใหม่

แตกต่างกันไปตามแต่ละคน แต่จากประสบการณ์ทำงานกับลูกค้าหลายเจ้า ส่วนใหญ่ใช้เวลาประมาณหนึ่งถึงสามเดือนของการดูรายงานคู่ขนาน ก่อนที่จะเริ่มถามหาโมเดล multi-touch เองโดยที่เอเจนซี่ไม่ต้องเสนออีก

ลองตรวจด้วยตัวเอง

ตรวจ Tracking โฆษณาเข้า LINE

ใส่ URL หน้า Landing ของคุณ แล้วดูว่าเส้นทาง Ads → LINE ของคุณวัดผลได้จริงหรือขาดตรงไหน

ตรวจ Tracking ฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

พิสูจน์ผลงานแอดเข้า LINE ให้ลูกค้าเห็นถึงยอดขาย

ดูแลลูกค้าหลายราย แต่ละรายมี LINE OA ของตัวเอง linli แยกโปรเจกต์ แยก Tracking และส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มของแต่ละลูกค้า เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

จะปล่อยให้ AI คุยต่อ หรือส่งให้แอดมินคนรับดี เส้นแบ่งนี้กำหนดตัวเลขปิดการขายทั้งเดือน

จะปล่อยให้ AI คุยต่อ หรือส่งให้แอดมินคนรับดี เส้นแบ่งนี้กำหนดตัวเลขปิดการขายทั้งเดือน

เอเจนซี่หลายเจ้าตั้ง AI ให้คุยแทนคนทั้งบทสนทนา แล้วแปลกใจว่าทำไมยอดปิดลดลง บทความนี้ชวนดูเส้นแบ่งที่ควรใช้ตัดสินว่าเมื่อไหร่ควรส่งต่อให้คน
แผน 4 เฟส เอา AI เข้าไปช่วยลูกค้าเอเจนซี่ โดยไม่ทำให้ระบบวัดผลที่วางมาทั้งปีพังกลางทาง

แผน 4 เฟส เอา AI เข้าไปช่วยลูกค้าเอเจนซี่ โดยไม่ทำให้ระบบวัดผลที่วางมาทั้งปีพังกลางทาง

เอเจนซี่ที่อยากเสนอ AI automation ให้ลูกค้า มักรีบเปิดใช้งานเต็มรูปแบบทีเดียว บทความนี้เสนอแผนทยอย 4 เฟสที่ป้องกันความแม่นยำของ tracking ไม่ให้พังระหว่างเปลี่ยนผ่าน
คำถามที่ลูกค้าถามซ้ำ ๆ ในแชททุกวัน คือบทโฆษณาที่ดีที่สุดที่คุณยังไม่ได้เขียน

คำถามที่ลูกค้าถามซ้ำ ๆ ในแชททุกวัน คือบทโฆษณาที่ดีที่สุดที่คุณยังไม่ได้เขียน

แอดมินตอบคำถามเดิม ๆ ซ้ำทุกวันโดยไม่มีใครเอาไปใช้ต่อ ทั้งที่คำถามของลูกค้าคือข้อมูลดิบชั้นดีสำหรับทำครีเอทีฟและเลือกกลุ่มเป้าหมายให้ตรงขึ้น บทความนี้เล่าวิธีแปลงแชทเป็นไอเดียโฆษณา