← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

งบวันละ 1,000 ได้กี่ทัก อ่านงบต่อวันคู่กับต้นทุนต่อการทักให้เป็นเรื่องเดียวกัน

ทีมบรรณาธิการ linli09 ก.ค. 14:12อัปเดต 16 ส.ค. 09:12อ่าน 2 นาที
งบวันละ 1,000 ได้กี่ทัก อ่านงบต่อวันคู่กับต้นทุนต่อการทักให้เป็นเรื่องเดียวกัน
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

งบต่อวันกับต้นทุนต่อการทัก (CPL) ต้องอ่านคู่กันเสมอ เพราะงบหารด้วย CPL คือจำนวนแชทที่จะเข้ามาต่อวัน ถ้าตั้งงบโดยไม่ดูตัวนี้ คุณอาจได้แชทมากเกินกว่าที่ทีมปิดไหว หรือน้อยเกินกว่าจะคุ้มค่าคนเฝ้าจอ การวางแผนงบที่ดีเริ่มจากถามว่าทีมรับไหวกี่แชท

มีร้านหนึ่งตั้งงบกระโดดจากวันละ 800 เป็น 3,000 เพราะอยากได้ยอดเยอะขึ้น ผลคือแชทเข้ามาวันละเกือบร้อย แอดมินสองคนตอบไม่ทัน ลูกค้ารอเป็นชั่วโมง หลายคนเลยหนีไปหาร้านอื่น สุดท้ายจ่ายค่าแอดแพงขึ้นแต่ปิดได้สัดส่วนน้อยลง กลายเป็นเสียเงินฟรี

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่งบเยอะไป แต่อยู่ที่ตั้งงบโดยไม่ได้คิดว่ามันจะแปลเป็นแชทกี่ตัว งบต่อวันเป็นแค่ครึ่งเดียวของสมการ อีกครึ่งคือต้นทุนต่อการทัก หรือ CPL ที่บอกว่าเงินหนึ่งบาทซื้อการทักได้เท่าไหร่ สองตัวนี้ต้องอ่านคู่กันเสมอ

สมการง่ายที่สุดในบทความนี้ ถ้า CPL คุณอยู่ที่ 40 บาทต่อการทัก งบวันละ 1,000 จะได้แชทราว 25 ตัวต่อวัน ถ้าเพิ่มงบเป็น 3,000 ก็ราว 75 ตัว คำถามถัดมาไม่ใช่ ‘อยากได้แชทกี่ตัว’ แต่คือ ‘ทีมปิดไหวกี่ตัว’ เพราะแชทที่รับไม่ทันคือค่าแอดที่จ่ายทิ้ง

ตารางนี้ช่วยให้เห็นภาพว่างบแต่ละระดับแปลเป็นแชทเท่าไหร่ที่ CPL 40 บาท และต้องใช้คนดูแลราวกี่คน (ประมาณจากแอดมินหนึ่งคนดูแลไหวราว 30-35 แชทที่ปิดจริงต่อวัน):

งบ/วันแชท/วัน (โดยประมาณ)แอดมินที่ควรมี
800201 คน
1,600401-2 คน
3,000752-3 คน
6,0001504-5 คน

วางแผนย้อนกลับจากกำลังทีม

วิธีที่ผมแนะนำคือคิดย้อนกลับ เริ่มจากถามว่าทีมปิดแชทได้ดีจริง ๆ วันละกี่ตัว แล้วค่อยคูณกลับด้วย CPL เป็นเพดานงบ เช่นทีมไหววันละ 40 แชท CPL 40 บาท เพดานงบที่เหมาะคือราว 1,600 ต่อวัน เกินจากนี้ไม่ได้แปลว่ายอดจะเพิ่มตาม เพราะคอขวดย้ายไปอยู่ที่คนตอบแล้ว เรื่องนี้เชื่อมกับความเร็วในการตอบแชทโดยตรง

อีกเรื่องที่ต้องระวังคือ CPL ไม่ได้นิ่ง มันขยับตามการแข่งขันและคุณภาพโฆษณา ถ้า CPL พุ่งขึ้นโดยงบเท่าเดิม จำนวนแชทจะลด ถ้า CPL ถูกลงแชทจะทะลักเกินคาด จึงต้องดู CPL กับงบเป็นคู่ตลอด ไม่ใช่ตั้งงบครั้งเดียวแล้วลืม และอย่าลืมว่า CPL ถูกแต่แชทไม่มีคุณภาพก็ไม่ได้แปลว่าคุ้ม

ตัวอย่างสมมติ: ร้านเครื่องสำอางที่ตั้งงบเกินกำลังทีมโดยไม่รู้ตัว

ลองไล่ตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ร้านเครื่องสำอางแห่งหนึ่งมีแอดมิน 2 คน แต่ละคนปิดแชทได้จริงเฉลี่ยวันละ 18 แชท (นับเฉพาะแชทที่คุยจนจบ ไม่ใช่แค่ทักทายแล้วเงียบ) รวมกำลังทีมได้ 36 แชทจริงต่อวัน ส่วน CPL เฉลี่ยที่เห็นในรายงานแอดอยู่ที่ 45 บาทต่อการทัก

เพดานงบตามสูตรคือ 36 คูณ 45 เท่ากับ 1,620 บาทต่อวัน แต่ร้านนี้ตั้งงบไว้ที่ 2,500 บาทต่อวันเพราะอยากได้ยอดเพิ่ม เมื่อหารด้วย CPL 45 บาท จะได้แชทเข้ามาราว 55 ตัวต่อวัน ซึ่งเกินกำลังทีมที่รับไหวอยู่ 19 แชท

19 แชทที่เกินมานี้ไม่ได้หายไปเฉย ๆ แต่กลายเป็นแชทที่ตอบช้าหรือไม่ได้ตอบเลย ถ้าอัตราปิดของแชทที่ตอบช้าต่ำกว่าแชทที่ตอบทันมาก การเพิ่มงบจาก 1,620 เป็น 2,500 บาทอาจไม่ได้แปลว่ายอดขายเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน 55 ต่อ 36 เลย เพราะแชทส่วนเกินมีโอกาสปิดต่ำกว่าปกติ นี่คือจุดที่ตัวเลขงบสวยบนแพลตฟอร์มกับยอดขายจริงเริ่มไม่ตรงกัน

สัญญาณที่พอใช้เตือนได้ว่างบเริ่มเกินกำลังทีม

ไม่มีเกณฑ์ตายตัวที่ใช้ได้กับทุกร้าน เพราะความเร็วในการตอบที่ลูกค้ายอมรับได้กับจำนวนแอดมินที่มีต่างกันไปตามธุรกิจ แต่สัญญาณต่อไปนี้เป็นจุดที่ควรเริ่มสงสัยและตรวจสอบ ไม่ใช่ตัวเลขมาตรฐานที่ต้องเชื่อตามนี้เป๊ะ:

สัญญาณความหมายที่เป็นไปได้สิ่งที่ควรทำ
First response time เฉลี่ยยืดออกเรื่อย ๆ ทุกสัปดาห์แชทเข้าเร็วกว่าที่ทีมตอบไหวหยุดเพิ่มงบ แล้วไล่ดูจำนวนแชทเทียบกำลังทีม
มีแชทค้างไม่ได้ตอบข้ามวันสะสมมากขึ้นbacklog เกินกำลังทีมจริง ไม่ใช่แค่ช่วงพีคสั้น ๆลดงบกลับไปที่เพดานเดิม หรือเพิ่มคน
อัตราปิดต่อแชทลดลงต่อเนื่องหลังขยับงบขึ้นแชทส่วนเกินตอบช้าจนลูกค้าหลุดทบทวนว่าขยับงบเร็วเกินไปหรือไม่

ขั้นตอนตรวจและปรับงบเมื่อสงสัยว่าเกินกำลังทีม

  1. นับจำนวนแชทที่ปิดจบจริงย้อนหลัง 2 สัปดาห์ต่อแอดมินหนึ่งคน ไม่ใช่แค่จำนวนแชทที่ทักเข้ามา
  2. ดึง CPL เฉลี่ยจากรายงานแพลตฟอร์มโฆษณาช่วงเดียวกัน
  3. คำนวณเพดานงบ = จำนวนแชทที่ทีมปิดไหวรวมกัน คูณ CPL
  4. เทียบกับงบที่ใช้จริงตอนนี้ ถ้าสูงกว่าเพดานเกินราว 30% ให้ทยอยลดงบหรือหยุดเพิ่มก่อน
  5. ถ้าจำเป็นต้องขยับงบขึ้นจริง ให้ขยับทีละ 15-20% แล้วเฝ้าดู first response time อย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ก่อนขยับรอบถัดไป
  6. บันทึกตัวเลขทุกครั้งที่ปรับงบ เพื่อย้อนดูภายหลังว่าการปรับครั้งไหนทำให้อัตราปิดเปลี่ยนไปยังไง

ข้อจำกัดที่สมการนี้ไม่ได้บอก

CPL ที่แพลตฟอร์มโฆษณารายงานอาจนับรวมคนที่แค่กดปุ่มหรือทักทายสั้น ๆ แล้วเงียบไปด้วย ซึ่งไม่ตรงกับนิยาม 'แชทที่ทีมต้องรับผิดชอบตอบจริง' ของธุรกิจคุณ ถ้าใช้ CPL จากแพลตฟอร์มตรง ๆ มาคำนวณเพดานงบ ตัวหารอาจคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ทางที่แม่นกว่าคือเทียบกับจำนวนแชทจริงที่เข้า LINE OA ในช่วงเวลาเดียวกัน แล้วคำนวณ CPL ของตัวเองย้อนกลับจากตรงนั้น

อีกจุดที่สมการนี้ไม่ครอบคลุมคือกำลังทีมไม่คงที่ทุกวัน วันเสาร์อาทิตย์หรือช่วงที่มีคนลา ทีมอาจรับแชทได้น้อยกว่าวันธรรมดา ถ้าใช้เพดานงบตัวเดียวคงที่ทั้งสัปดาห์ อาจทำให้งบเกินกำลังทีมเฉพาะบางวันโดยไม่รู้ตัว ธุรกิจที่จำนวนแอดมินไม่เท่ากันทุกวันจึงควรมีเพดานงบแยกตามวันแทนที่จะใช้ตัวเดียวตลอดสัปดาห์

สรุป

งบต่อวันไม่มีความหมายถ้าอ่านลอย ๆ มันมีความหมายก็ต่อเมื่ออ่านคู่กับ CPL เพราะงบหาร CPL คือจำนวนแชทที่จะทะลักเข้ามา และจำนวนแชทที่ทีมปิดไม่ไหวคือค่าแอดที่จ่ายทิ้งเปล่า ๆ การวางงบที่ดีจึงเริ่มจากถามกำลังทีมก่อน ไม่ใช่เริ่มจากตัวเลขงบที่อยากตั้ง

  • งบต่อวัน หาร CPL = จำนวนแชทที่จะเข้ามาต่อวัน
  • วางงบย้อนกลับจากจำนวนแชทที่ทีมปิดไหว
  • CPL ขยับตลอด ต้องอ่านคู่กับงบเป็นระยะ

คำถามที่พบบ่อย

CPL คืออะไร ต่างจากต้นทุนต่อออเดอร์ยังไง

CPL คือต้นทุนต่อการทักหรือต่อ lead หนึ่งครั้ง ส่วนต้นทุนต่อออเดอร์คือต้นทุนต่อการปิดขายได้จริง ซึ่งสูงกว่า CPL เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ทักจะซื้อ ต้องเอา CPL หารด้วยอัตราปิดถึงจะได้ต้นทุนต่อออเดอร์

ตั้งงบต่อวันเท่าไหร่ดี

ให้คิดย้อนกลับจากจำนวนแชทที่ทีมปิดไหวต่อวัน คูณด้วย CPL จะได้เพดานงบที่เหมาะ ตั้งเกินกว่านั้นแชทจะเข้ามามากกว่าที่ทีมรับได้ ทำให้ลูกค้ารอนานและหนีไป กลายเป็นจ่ายค่าแอดทิ้ง

เพิ่มงบแล้วทำไมยอดไม่เพิ่มตาม

บ่อยครั้งเพราะคอขวดย้ายจากงบไปอยู่ที่คนตอบแชท เมื่อแชทเข้ามาเกินกำลังทีม อัตราปิดจะตกเพราะตอบช้า ยอดเลยไม่โตตามงบ ต้องเพิ่มกำลังทีมหรือทำให้ปิดเร็วขึ้นควบคู่กับการเพิ่มงบ

CPL ถูกลงเป็นเรื่องดีเสมอไหม

ไม่เสมอไป CPL ถูกลงบางทีมาพร้อมคุณภาพแชทที่แย่ลง เช่นได้คนทักเล่นหรือคนที่ไม่พร้อมซื้อมากขึ้น ควรดู CPL คู่กับอัตราปิดจริง ถ้า CPL ถูกลงแต่ปิดได้สัดส่วนน้อยลง ต้นทุนต่อออเดอร์อาจแพงขึ้นก็ได้

ควรปรับงบตาม CPL ที่ขยับบ่อยแค่ไหน

ควรดู CPL อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพราะมันขยับตามการแข่งขันและคุณภาพโฆษณา ถ้า CPL เปลี่ยนมากพอที่จะทำให้จำนวนแชทเกินหรือต่ำกว่ากำลังทีม ก็ควรปรับงบให้สมดุลกับที่ทีมรับไหว

ลองตรวจด้วยตัวเอง

Ads Budget Calculator

เริ่มจากเป้ารายได้ แล้วคำนวณย้อนกลับว่าต้องมีกี่ Lead กี่คลิก และงบเท่าไร

คำนวณงบฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ลูกค้าคนหนึ่งซื้อซ้ำ 4 ครั้งใน 2 ปี พอรู้ LTV แล้วคุณจะกล้าจ่ายค่าแอดแพงกว่าคู่แข่ง

ลูกค้าคนหนึ่งซื้อซ้ำ 4 ครั้งใน 2 ปี พอรู้ LTV แล้วคุณจะกล้าจ่ายค่าแอดแพงกว่าคู่แข่ง

คู่แข่งยอมจ่ายค่าแอดต่อลูกค้าได้แค่เท่ากับกำไรออเดอร์แรก แต่ถ้าคุณรู้ว่าลูกค้าซื้อซ้ำกี่ครั้ง คุณจะกล้าจ่ายแพงกว่าและยังกำไร บทความนี้เจาะ LTV กับการวางงบแอด
ยอดเข้าเยอะแต่ทำไมเงินไม่พอจ่ายค่าแอดเดือนหน้า เงินสดกับกำไรเป็นคนละเรื่องกัน

ยอดเข้าเยอะแต่ทำไมเงินไม่พอจ่ายค่าแอดเดือนหน้า เงินสดกับกำไรเป็นคนละเรื่องกัน

หลายร้านกำไรบนกระดาษแต่เงินสดขาดมือจนต้องหยุดยิงแอด ปัญหาอยู่ที่จังหวะเงินเข้าออกไม่ตรงกัน บทความนี้เจาะความต่างของเงินสดกับกำไรเวลายิงแอด
ทำไมยอดขายจากแชท LINE กระทบกับตัวเลขปิดบัญชีของฝ่ายการเงินไม่ลง (และจะกระทบยอดให้ตรงได้ยังไง)

ทำไมยอดขายจากแชท LINE กระทบกับตัวเลขปิดบัญชีของฝ่ายการเงินไม่ลง (และจะกระทบยอดให้ตรงได้ยังไง)

ฝ่ายขายบอกว่าปิดดีลได้เท่านี้ แต่ฝ่ายการเงินเห็นยอดรับเงินไม่เท่ากัน ความเหลื่อมนี้พบบ่อยในธุรกิจที่ปิดการขายผ่านแชท LINE บทความนี้อธิบายสาเหตุและวางกระบวนการกระทบยอดรายเดือนที่ใช้ได้จริง