← กลับไปหน้าบทความ
แพลตฟอร์มโฆษณา

ต้นทุนต่อลีดในแอดถูกลงทุกเดือน แต่ทีมขายบ่นว่าลีดที่ได้ไม่มีใครซื้อจริง

02 ส.ค. 04:16 · อ่าน 1 นาที
ต้นทุนต่อลีดในแอดถูกลงทุกเดือน แต่ทีมขายบ่นว่าลีดที่ได้ไม่มีใครซื้อจริง

สรุปสั้น ๆ

cost per lead ต่ำไม่ได้แปลว่าลีดดี มันแค่บอกว่าจ่ายถูกต่อการทักหนึ่งครั้ง ถ้าทีมขายบ่นว่าลีดห่วย ให้ไล่ดูคุณภาพของคนที่ทักจริง ไม่ใช่แค่ราคาต่อการทัก เพราะสองตัวเลขนี้วัดคนละอย่างกัน

มีร้านหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย (สมมติชื่อ 'ร้านฟิตเนสสายบ้าน') ฝ่ายการตลาดโชว์กราฟให้ดูด้วยความภูมิใจว่า cost per lead ลดจาก 180 บาทเหลือ 95 บาทภายในสองเดือน ทุกคนในห้องประชุมยิ้ม แต่พอถามทีมขายที่นั่งรับแชทจริงกลับได้คำตอบตรงข้ามสิ้นเชิงว่า 'ลีดเดือนนี้ห่วยมาก ทักมาแล้วไม่มีเงิน ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายที่ซื้อได้เลย'

สองฝ่ายไม่ได้โกหกกันแน่นอน แค่มองคนละมุม ฝ่ายการตลาดมองที่ 'ราคาต่อการทักหนึ่งครั้ง' ส่วนทีมขายมองที่ 'คุณภาพของคนที่ทักมา' ซึ่งเป็นตัวแปรคนละตัวกัน และปัญหาก็อยู่ตรงนี้แหละ — เวลาไล่งบให้ถูกลง แพลตฟอร์มมักไปเจอกลุ่มคนที่ทักง่ายแต่ไม่ได้อยากซื้อจริง

cost per lead กับ 'ลีดดี' เป็นคนละเรื่องกัน

cost per lead บอกแค่ว่าคุณจ่ายเงินไปเท่าไหร่ต่อการที่มีคนหนึ่งคนกดทักเข้ามาในแชท มันไม่ได้บอกอะไรเลยว่าคนคนนั้นมีกำลังซื้อไหม สนใจจริงหรือทักเล่น หรือแม้แต่เป็นคนจริงหรือบัญชีปลอม

เวลาแพลตฟอร์มโฆษณาพยายาม 'ลดต้นทุนต่อลีด' ให้อัตโนมัติ มันจะไปเรียนรู้ว่ากลุ่มคนแบบไหนกดทักง่ายที่สุด ซึ่งบางทีกลุ่มนั้นคือคนที่ทักเพราะเห็นคำว่า 'ฟรี' หรือ 'ลดราคา' ไม่ใช่คนที่ตั้งใจซื้อสินค้าจริง ๆ

นี่คือจุดที่ความตั้งใจของคนที่ทักเข้ามาสำคัญกว่าจำนวนคนที่ทักเสียอีก เพราะลีด 100 คนที่ตั้งใจซื้อ 30 คน มีค่ามากกว่าลีด 300 คนที่ตั้งใจซื้อแค่ 5 คน แม้ต้นทุนต่อลีดของกลุ่มหลังจะถูกกว่าก็ตาม

ทำไมระบบยิงแอดถึงพาไปเจอลีดห่วยตอนพยายามลดต้นทุน

  • ระบบ optimization ของแพลตฟอร์มมักฝึกจากสัญญาณ 'การทักแชท' เป็นเป้าหมายสำเร็จ โดยไม่รู้ว่าทักแล้วปิดการขายได้จริงหรือเปล่า ถ้าไม่ส่งสัญญาณคุณภาพกลับไป ระบบจะยิ่งเรียนรู้ผิดทาง
  • ครีเอทีฟที่เน้นคำกว้าง เช่น 'ทักเลยฟรี' มักได้คนทักเยอะและถูก แต่กลุ่มคนที่ตอบสนองคำแบบนี้มักเป็นกลุ่มที่ไม่ได้ตั้งใจซื้อจริงจัง
  • งบที่ไหลไปกลุ่มเป้าหมายกว้างเกินไป (broad targeting) มักให้ cost per lead ถูกในช่วงแรก แต่คุณภาพลีดจะแย่ลงเรื่อย ๆ เมื่อระบบพยายามหาคนเพิ่มในราคาถูกลงเรื่อย ๆ ต่างจากการปล่อยให้ลำดับการตามลีดที่มีคุณภาพทำหน้าที่คัดกรองอีกชั้นก่อนถึงมือทีมขาย

วิธีตรวจว่าปัญหาจริงอยู่ตรงไหน

  1. ให้ทีมขายแท็กทุกแชทที่เข้ามาว่าเป็น 'สนใจจริง / ถามเล่น / ไม่ตรงกลุ่ม / สแปม' อย่างน้อยสองสัปดาห์ อย่าเพิ่งเชื่อความรู้สึก ให้มีตัวเลขมายืนยัน
  2. แยกดูสัดส่วนแท็กเหล่านี้ตามแคมเปญและกลุ่มเป้าหมายย่อย เพื่อดูว่าคุณภาพลีดต่างกันจริงไหมระหว่างกลุ่มที่ cost per lead ถูกกับแพง
  3. ผูกยอดปิดการขายจริงกลับไปที่แคมเปญต้นทาง เพื่อดูว่ากลุ่มที่ cost per lead ถูกที่สุด ปิดการขายได้จริงกี่เปอร์เซ็นต์ เทียบกับกลุ่มที่แพงกว่า
  4. ถ้าพบว่ากลุ่มถูกปิดได้น้อยกว่าจริง ให้ลองส่งสัญญาณ 'คุณภาพลีด' กลับเข้าระบบโฆษณา เช่นผ่านการอิมพอร์ตยอดขายออฟไลน์กลับเข้าแพลตฟอร์ม เพื่อให้ระบบเรียนรู้ว่าคนแบบไหนถึงปิดได้จริง ไม่ใช่แค่ทักได้ถูก

ตัวอย่างสมมติ: เมื่อแยกดูตามกลุ่มเป้าหมาย

ลองดูตัวอย่างสมมติ (ไม่ใช่ข้อมูลจริง) ที่แสดงให้เห็นว่าทำไมดูแค่ cost per lead อย่างเดียวถึงหลอกตาได้:

กลุ่มเป้าหมายCost per lead% ที่ปิดการขายได้จริง
กว้าง + คำว่าฟรี95 บาท4%
สนใจเฉพาะสินค้า160 บาท18%
เคยทักมาก่อนแล้วหาย130 บาท22%

ไม่ใช่ความผิดของฝ่ายการตลาดฝ่ายเดียว

ผมอยากชี้แจงมุมหนึ่งที่มักถูกมองข้าม — ฝ่ายการตลาดไม่ได้ตั้งใจยิงงบไปหาคนที่ไม่ซื้อ พวกเขาแค่ทำตามตัวชี้วัดที่ถูกวางไว้ให้ ถ้าองค์กรวัดผลแค่ 'จำนวนลีด' หรือ 'ต้นทุนต่อลีด' โดยไม่วัดคุณภาพ ฝ่ายการตลาดก็จะปรับให้ตัวเลขนั้นดีที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งบางทีก็แลกมาด้วยคุณภาพที่ลดลง

ทางแก้ที่ยั่งยืนกว่าคือเปลี่ยนตัวชี้วัดหลักจาก 'จำนวนลีดถูกสุด' เป็น 'ต้นทุนต่อการปิดการขายจริง' แล้วให้ทั้งฝ่ายขายและฝ่ายการตลาดดูตัวเลขเดียวกัน จะได้ไม่ทะเลาะกันด้วยข้อมูลคนละชุด และยังช่วยให้เห็นสัดส่วนมูลค่าลูกค้าต่อต้นทุนที่แท้จริงแทนที่จะดูแค่ราคาต่อการทัก

สรุป

ตัวเลขต้นทุนต่อลีดที่สวยงามบอกได้แค่ว่าคุณจ่ายถูกลงต่อการทักหนึ่งครั้ง มันไม่เคยบอกว่าคนที่ทักมามีกำลังซื้อหรือความตั้งใจจริงแค่ไหน ความขัดแย้งระหว่างตัวเลขฝ่ายการตลาดกับความรู้สึกทีมขาย ส่วนใหญ่เกิดจากการวัดคนละตัวแปรโดยไม่รู้ตัว

ทางออกไม่ใช่การเลือกเชื่อฝั่งใดฝั่งหนึ่ง แต่คือการสร้างตัวชี้วัดร่วมที่ทั้งสองฝ่ายมองเห็นเหมือนกัน เมื่อทุกคนดูตัวเลขเดียวกัน การถกเถียงจะเปลี่ยนจากการโทษกันเป็นการแก้ปัญหาร่วมกัน

  • cost per lead วัดความถูกของการทัก ไม่ได้วัดคุณภาพของคนที่ทัก
  • ให้ทีมขายแท็กคุณภาพแชทแล้วผูกกลับไปที่แคมเปญ เพื่อเห็นภาพจริง
  • เปลี่ยนตัวชี้วัดหลักเป็นต้นทุนต่อการปิดการขาย ไม่ใช่แค่ต้นทุนต่อลีด

คำถามที่พบบ่อย

cost per lead ต่ำแต่ทีมขายบ่น ควรเชื่อฝั่งไหน

ควรเชื่อข้อมูลที่มีหลักฐาน ไม่ใช่ความรู้สึกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ให้ทีมขายแท็กคุณภาพแชทจริงและผูกกลับไปที่แคมเปญ จะเห็นภาพชัดกว่าการเถียงกันด้วยความรู้สึก

ทำไมกลุ่มเป้าหมายกว้างถึงให้ cost per lead ถูกแต่คุณภาพแย่

เพราะกลุ่มกว้างมีคนเยอะที่ตอบสนองต่อคำกระตุ้นง่าย ๆ เช่นคำว่าฟรีหรือลดราคา โดยไม่จำเป็นต้องมีความตั้งใจซื้อจริง ทำให้ทักง่ายและถูก แต่ปิดการขายยาก

ควรหยุดเน้นเรื่องต้นทุนต่อลีดไปเลยไหม

ไม่ต้องหยุด แค่อย่าใช้เป็นตัวชี้วัดเดียว ควรดูคู่กับสัดส่วนการปิดการขายจริง เพื่อให้เห็นภาพว่าลีดที่ถูกนั้นคุ้มจริงหรือแค่ดูดีในตัวเลข

ต้องให้ทีมขายแท็กคุณภาพลีดนานแค่ไหนถึงเห็นผล

อย่างน้อยสองสัปดาห์ถึงหนึ่งเดือน เพื่อให้มีจำนวนตัวอย่างพอสำหรับเทียบระหว่างแคมเปญ ถ้าน้อยกว่านั้นอาจเห็นแค่ความผันผวนระยะสั้นที่ยังสรุปอะไรไม่ได้

ถ้าลีดคุณภาพต่ำมาจากกลุ่มเป้าหมายกว้าง ควรตัดกลุ่มนั้นเลยไหม

ไม่จำเป็นต้องตัดทันที ลองปรับข้อความโฆษณาให้กรองคนก่อนเข้ามาทัก เช่นระบุราคาคร่าว ๆ หรือเงื่อนไขให้ชัดขึ้น จะช่วยลดจำนวนคนที่ทักเล่นได้โดยไม่ต้องปิดกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด

มีวิธีให้ระบบโฆษณาเรียนรู้เรื่องคุณภาพลีดเองไหม

มีถ้าส่งสัญญาณคุณภาพกลับเข้าระบบ เช่นผ่านการอิมพอร์ตยอดขายจริงหรือ event การปิดการขายในแชท เพื่อให้ตัว optimization ปรับไปหากลุ่มที่ปิดได้จริง ไม่ใช่แค่กลุ่มที่ทักถูก

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง