← กลับไปหน้าบทความ
ทีมแอดมิน

เงียบไปสามสัปดาห์แล้วอยากทักกลับ พูดยังไงให้ไม่รู้สึกอึดอัดทั้งสองฝ่าย

ทีมบรรณาธิการ linli09 ก.ค. 14:13อัปเดต 09 ก.ค. 14:13อ่าน 1 นาที
เงียบไปสามสัปดาห์แล้วอยากทักกลับ พูดยังไงให้ไม่รู้สึกอึดอัดทั้งสองฝ่าย
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

ยิ่งเงียบไปนาน การกลับไปทักยิ่งต้องระวังไม่ให้ฟังดูเหมือนขอโทษที่หายไปหรือแก้ตัวว่าทำไมเพิ่งทักกลับมา สิ่งที่ได้ผลคือเปิดด้วยเหตุผลใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับการหายไป ให้ลูกค้ารู้สึกว่านี่คือบทสนทนาใหม่ ไม่ใช่การสานต่อความเงียบที่น่าอึดอัด

มีความแตกต่างทางความรู้สึกที่ชัดเจนระหว่างการตามลูกค้าที่เพิ่งเงียบไปหนึ่งวัน กับการกลับไปทักคนที่เงียบไปสามสัปดาห์หรือเป็นเดือน ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ทั้งสองฝ่ายยิ่งรู้สึกว่ามี 'ช่องว่าง' ที่ต้องอธิบาย ซึ่งเป็นความรู้สึกอึดอัดที่ทำให้หลายร้านเลือกที่จะไม่ทักกลับไปเลย ปล่อยให้รายชื่อนั้นตายไปเงียบ ๆ

แต่ลูกค้าที่เคยสนใจจริงจังพอที่จะทักแชทเข้ามา ไม่ได้หายมูลค่าไปพร้อมกับเวลาที่ผ่านไปเสมอไป หลายคนแค่มีเรื่องอื่นแทรกเข้ามาในชีวิตจนลืมกลับมาคุยต่อ บทความนี้จะพาดูวิธีเปิดบทสนทนาใหม่กับคนกลุ่มนี้ โดยไม่ทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกกระอักกระอ่วนกับช่องว่างของเวลาที่หายไป

อย่าเปิดด้วยการขอโทษหรือแก้ตัวเรื่องความเงียบ

สัญชาตญาณของหลายคนเมื่อจะทักกลับหาลูกค้าที่เงียบไปนาน คือเปิดด้วยประโยคที่พูดถึงความเงียบนั้นตรง ๆ เช่น 'ขอโทษที่หายไปนานนะคะ' หรือ 'พอดีไม่ได้ทักไปนานเลย' ประโยคแบบนี้ยิ่งทำให้ลูกค้านึกถึงช่องว่างของเวลาที่ผ่านไป และอาจทำให้เขารู้สึกผิดที่ไม่ได้ตอบกลับ ซึ่งความรู้สึกผิดมักนำไปสู่การเลี่ยงตอบมากกว่าการอยากคุยต่อ

วิธีที่ได้ผลกว่าคือเปิดบทสนทนาเหมือนไม่มีช่องว่างของเวลาเกิดขึ้นเลย โดยเริ่มด้วยเนื้อหาใหม่ทันที ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นบทสนทนาใหม่ที่เพิ่งเริ่ม ไม่ใช่การสานต่อความเงียบเก่าที่ค้างอยู่

ใช้เหตุผลใหม่เปิด ไม่ใช่หยิบเรื่องเก่ามาพูดซ้ำ

การกลับไปพูดถึงสิ่งที่คุยค้างไว้เมื่อสามสัปดาห์ก่อนตรง ๆ เช่น 'พี่คะ เรื่องที่คุยไว้เมื่อเดือนก่อนสนใจไหมคะ' มักได้ผลตอบรับต่ำ เพราะมันเรียกร้องให้ลูกค้าย้อนความจำ ซึ่งหลายคนอาจจำรายละเอียดไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ และรู้สึกเขินที่ต้องยอมรับว่าลืมไปแล้ว

การเปิดด้วยเหตุผลใหม่ เช่นสินค้าตัวใหม่ที่เข้ามา โปรโมชันที่เพิ่งมี หรือข้อมูลที่เพิ่งได้รับซึ่งเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาเคยสนใจ ทำงานได้ดีกว่ามาก เพราะมันให้เหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมถึงทักมาตอนนี้ ไม่ใช่แค่ 'นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ปิดยอด'

ลดแรงกดดันในการตอบกลับให้ต่ำที่สุด

คนที่เงียบไปนานมักมีกำแพงในใจอยู่บ้างเรื่องการกลับมาคุยต่อ อาจเพราะรู้สึกว่าต้องอธิบายว่าทำไมหายไป หรือกลัวว่ากลับมาแล้วจะโดนถามซ้ำเรื่องเดิมที่ยังไม่พร้อมตอบ ข้อความที่เปิดใหม่จึงควรออกแบบให้ตอบรับหรือไม่ตอบก็ได้โดยไม่รู้สึกผิด

ตัวอย่างเช่นปิดท้ายด้วย 'ถ้ายังไม่สะดวกตอนนี้ไม่เป็นไรเลยนะคะ พอดีมีของใหม่เลยอยากแจ้งให้ทราบก่อนใคร' ประโยคแบบนี้เปิดทางให้เขาไม่ต้องตอบก็ได้โดยไม่รู้สึกแย่ ซึ่งขัดกับสัญชาตญาณที่คิดว่ายิ่งกดดันยิ่งได้คำตอบ แต่ในทางจิตวิทยา การลดแรงกดดันกลับทำให้อัตราตอบกลับสูงขึ้นในหลายกรณี

ไม่ใช่ทุกคนที่ควรได้ข้อความแบบเดียวกัน

ลูกค้าเก่าที่เงียบไปนานไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกันหมด บางคนเงียบเพราะราคา บางคนเงียบเพราะยังไม่ถึงเวลาต้องใช้ บางคนเงียบเพราะไปซื้อที่อื่นแล้วเรียบร้อย การส่งข้อความเปิดใหม่แบบเดียวให้ทุกคนจึงมีโอกาสพลาดจุด

ถ้าพอจดจำได้ว่าลูกค้าคนไหนเงียบเพราะอะไร ให้ปรับเนื้อหาข้อความเปิดใหม่ให้สอดคล้อง เช่นคนที่เคยติดเรื่องราคาอาจได้ข้อความเกี่ยวกับตัวเลือกราคาย่อมกว่า ส่วนคนที่ยังไม่ถึงเวลาต้องใช้อาจได้ข้อความที่ไม่รีบเร่งเรื่องซื้อเลย ซึ่งต่างจากการยิงแอด Retargeting แบบกว้างที่ไม่รู้จักบุคคล ตรงที่นี่คือการทักแบบรู้จักกันเป็นรายคน

สรุป

ยิ่งลูกค้าเงียบไปนาน การกลับไปทักยิ่งต้องระวังไม่ให้เน้นย้ำช่องว่างของเวลาที่ผ่านไป การเปิดด้วยเหตุผลใหม่แทนการพูดถึงเรื่องเก่า และการลดแรงกดดันในการตอบกลับ คือสองหลักที่ช่วยให้บทสนทนาเปิดขึ้นใหม่ได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดทั้งสองฝ่าย

ลองเลือกรายชื่อลูกค้าเก่าที่เงียบไปนานสักห้าคน แล้วลองเขียนข้อความเปิดใหม่ตามหลักนี้ดู สังเกตว่าอัตราตอบกลับต่างจากการทักแบบเดิมที่เคยใช้ไหม รายชื่อเหล่านี้คือโอกาสที่ค่าแอดจ่ายไปแล้วตั้งแต่ต้น การฟื้นกลับมาแม้เพียงบางส่วนก็คุ้มกว่าปล่อยทิ้ง

  • อย่าเปิดด้วยการขอโทษหรือพูดถึงความเงียบตรง ๆ เพราะทำให้ลูกค้ารู้สึกผิดและเลี่ยงตอบ
  • ใช้เหตุผลใหม่เปิดบทสนทนา ไม่ใช่หยิบเรื่องเก่าที่ค้างไว้มาพูดซ้ำ
  • ลดแรงกดดันในการตอบกลับ ปิดท้ายให้ตอบหรือไม่ตอบก็ได้โดยไม่รู้สึกแย่

คำถามที่พบบ่อย

ควรรอนานแค่ไหนถึงเรียกว่าเงียบไปนานพอจะใช้วิธีนี้

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่โดยทั่วไปถ้าเกินสองสัปดาห์ขึ้นไปโดยไม่มีการติดต่อกันเลย มักเข้าข่ายที่ควรใช้วิธีเปิดบทสนทนาใหม่แทนการตามแบบปกติ

ถ้าลูกค้าไม่ตอบข้อความเปิดใหม่เลย ควรทักซ้ำอีกไหม

ควรเว้นระยะให้นานขึ้นกว่าการตามปกติ อาจเป็นเดือนถัดไปหรือเมื่อมีเหตุผลใหม่จริง ๆ เท่านั้น เพราะทักถี่เกินไปกับคนที่เงียบไปนานมีความเสี่ยงโดนบล็อกสูงกว่าคนที่เพิ่งเงียบไปไม่กี่วัน

การใช้โบรดแคสต์กับลูกค้าเก่าที่เงียบไปนานได้ผลเท่าทักส่วนตัวไหม

โดยทั่วไปการทักแบบรู้จักตัวตนของลูกค้าคนนั้นได้ผลดีกว่า เพราะให้ความรู้สึกว่าร้านจำเขาได้ ในขณะที่โบรดแคสต์ให้ความรู้สึกเหมือนข้อความกว้างที่ส่งเหมือนกันทุกคน

ควรใส่โปรโมชันในข้อความเปิดใหม่เลยไหม

ใส่ได้ถ้ามีจริง แต่ไม่ควรเป็นเหตุผลเดียวที่ใช้เปิด เพราะถ้าลูกค้ารู้สึกว่าทักมาแค่เพราะอยากขายของ ความรู้สึกกดดันจะกลับมาอีกครั้ง ควรผสมกับความรู้สึกว่าร้านนึกถึงเขาจริง ๆ ด้วย

ลูกค้าที่ไปซื้อที่อื่นแล้ว ยังควรทักกลับไปไหม

ยังควรทัก เพราะไม่มีทางรู้แน่ชัดว่าเขาซื้อที่อื่นไปแล้วจริงหรือไม่ และแม้ซื้อไปแล้ว การทักด้วยข้อความที่ไม่กดดันยังช่วยรักษาความสัมพันธ์ไว้สำหรับโอกาสถัดไปได้

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตอบไวเสมอไม่ใช่คำตอบที่ถูกทุกครั้ง จังหวะไหนควรรีบ จังหวะไหนควรรอ

ตอบไวเสมอไม่ใช่คำตอบที่ถูกทุกครั้ง จังหวะไหนควรรีบ จังหวะไหนควรรอ

ทุกคนพูดว่าตอบแชทเร็วดี แต่บางจังหวะการตอบทันทีกลับทำให้ดูรอเงินเกินไปจนเสียเปรียบ บทความนี้แยกว่าจังหวะไหนความเร็วคือทุกอย่าง จังหวะไหนรอสักครู่กลับได้ผลกว่า
การตลาด ขาย การเงิน ใช้ข้อมูล LINE OA เดียวกัน แต่ควรเห็นไม่เท่ากัน วางสิทธิ์เข้าถึงยังไงให้ไม่ชนกัน

การตลาด ขาย การเงิน ใช้ข้อมูล LINE OA เดียวกัน แต่ควรเห็นไม่เท่ากัน วางสิทธิ์เข้าถึงยังไงให้ไม่ชนกัน

เมื่อหลายแผนกต้องแตะข้อมูลแชท LINE เดียวกัน ปัญหาไม่ใช่แค่ความปลอดภัย แต่คือแต่ละแผนกต้องการมุมมองข้อมูลต่างกัน บทความนี้เสนอโครงสร้างสิทธิ์เข้าถึงที่ใช้ได้จริงในองค์กรหลายทีม
มี 5 แบรนด์ 5 LINE OA จะรวมศูนย์ดูข้อมูลยังไงโดยไม่ทำให้แต่ละแบรนด์เสียความเป็นตัวเอง

มี 5 แบรนด์ 5 LINE OA จะรวมศูนย์ดูข้อมูลยังไงโดยไม่ทำให้แต่ละแบรนด์เสียความเป็นตัวเอง

บริษัทที่มีหลายแบรนด์ย่อยมักเปิด LINE OA แยกกันเพื่อรักษาอัตลักษณ์ แต่ผู้บริหารกลับมองไม่เห็นภาพรวม บทความนี้เสนอวิธีจัดการหลาย LINE OA แบบรวมศูนย์ข้อมูลโดยไม่ต้องยุบรวมบัญชี