← กลับไปหน้าบทความ
ทีมแอดมิน

เงียบไปสามสัปดาห์แล้วอยากทักกลับ: พูดยังไงให้ไม่รู้สึกอึดอัดทั้งสองฝ่าย

02 ส.ค. 04:14 · อ่าน 1 นาที
เงียบไปสามสัปดาห์แล้วอยากทักกลับ: พูดยังไงให้ไม่รู้สึกอึดอัดทั้งสองฝ่าย

สรุปสั้น ๆ

ยิ่งเงียบไปนาน การกลับไปทักยิ่งต้องระวังไม่ให้ฟังดูเหมือนขอโทษที่หายไปหรือแก้ตัวว่าทำไมเพิ่งทักกลับมา สิ่งที่ได้ผลคือเปิดด้วยเหตุผลใหม่ที่ไม่เกี่ยวกับการหายไป ให้ลูกค้ารู้สึกว่านี่คือบทสนทนาใหม่ ไม่ใช่การสานต่อความเงียบที่น่าอึดอัด

มีความแตกต่างทางความรู้สึกที่ชัดเจนระหว่างการตามลูกค้าที่เพิ่งเงียบไปหนึ่งวัน กับการกลับไปทักคนที่เงียบไปสามสัปดาห์หรือเป็นเดือน ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ทั้งสองฝ่ายยิ่งรู้สึกว่ามี 'ช่องว่าง' ที่ต้องอธิบาย ซึ่งเป็นความรู้สึกอึดอัดที่ทำให้หลายร้านเลือกที่จะไม่ทักกลับไปเลย ปล่อยให้รายชื่อนั้นตายไปเงียบ ๆ

แต่ลูกค้าที่เคยสนใจจริงจังพอที่จะทักแชทเข้ามา ไม่ได้หายมูลค่าไปพร้อมกับเวลาที่ผ่านไปเสมอไป หลายคนแค่มีเรื่องอื่นแทรกเข้ามาในชีวิตจนลืมกลับมาคุยต่อ บทความนี้จะพาดูวิธีเปิดบทสนทนาใหม่กับคนกลุ่มนี้ โดยไม่ทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้สึกกระอักกระอ่วนกับช่องว่างของเวลาที่หายไป

อย่าเปิดด้วยการขอโทษหรือแก้ตัวเรื่องความเงียบ

สัญชาตญาณของหลายคนเมื่อจะทักกลับหาลูกค้าที่เงียบไปนาน คือเปิดด้วยประโยคที่พูดถึงความเงียบนั้นตรง ๆ เช่น 'ขอโทษที่หายไปนานนะคะ' หรือ 'พอดีไม่ได้ทักไปนานเลย' ประโยคแบบนี้ยิ่งทำให้ลูกค้านึกถึงช่องว่างของเวลาที่ผ่านไป และอาจทำให้เขารู้สึกผิดที่ไม่ได้ตอบกลับ ซึ่งความรู้สึกผิดมักนำไปสู่การเลี่ยงตอบมากกว่าการอยากคุยต่อ

วิธีที่ได้ผลกว่าคือเปิดบทสนทนาเหมือนไม่มีช่องว่างของเวลาเกิดขึ้นเลย โดยเริ่มด้วยเนื้อหาใหม่ทันที ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นบทสนทนาใหม่ที่เพิ่งเริ่ม ไม่ใช่การสานต่อความเงียบเก่าที่ค้างอยู่

ใช้เหตุผลใหม่เปิด ไม่ใช่หยิบเรื่องเก่ามาพูดซ้ำ

การกลับไปพูดถึงสิ่งที่คุยค้างไว้เมื่อสามสัปดาห์ก่อนตรง ๆ เช่น 'พี่คะ เรื่องที่คุยไว้เมื่อเดือนก่อนสนใจไหมคะ' มักได้ผลตอบรับต่ำ เพราะมันเรียกร้องให้ลูกค้าย้อนความจำ ซึ่งหลายคนอาจจำรายละเอียดไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ และรู้สึกเขินที่ต้องยอมรับว่าลืมไปแล้ว

การเปิดด้วยเหตุผลใหม่ เช่นสินค้าตัวใหม่ที่เข้ามา โปรโมชันที่เพิ่งมี หรือข้อมูลที่เพิ่งได้รับซึ่งเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เขาเคยสนใจ ทำงานได้ดีกว่ามาก เพราะมันให้เหตุผลที่ชัดเจนว่าทำไมถึงทักมาตอนนี้ ไม่ใช่แค่ 'นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ปิดยอด'

ลดแรงกดดันในการตอบกลับให้ต่ำที่สุด

คนที่เงียบไปนานมักมีกำแพงในใจอยู่บ้างเรื่องการกลับมาคุยต่อ อาจเพราะรู้สึกว่าต้องอธิบายว่าทำไมหายไป หรือกลัวว่ากลับมาแล้วจะโดนถามซ้ำเรื่องเดิมที่ยังไม่พร้อมตอบ ข้อความที่เปิดใหม่จึงควรออกแบบให้ตอบรับหรือไม่ตอบก็ได้โดยไม่รู้สึกผิด

ตัวอย่างเช่นปิดท้ายด้วย 'ถ้ายังไม่สะดวกตอนนี้ไม่เป็นไรเลยนะคะ พอดีมีของใหม่เลยอยากแจ้งให้ทราบก่อนใคร' ประโยคแบบนี้เปิดทางให้เขาไม่ต้องตอบก็ได้โดยไม่รู้สึกแย่ ซึ่งขัดกับสัญชาตญาณที่คิดว่ายิ่งกดดันยิ่งได้คำตอบ แต่ในทางจิตวิทยา การลดแรงกดดันกลับทำให้อัตราตอบกลับสูงขึ้นในหลายกรณี

ไม่ใช่ทุกคนที่ควรได้ข้อความแบบเดียวกัน

ลูกค้าเก่าที่เงียบไปนานไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกันหมด บางคนเงียบเพราะราคา บางคนเงียบเพราะยังไม่ถึงเวลาต้องใช้ บางคนเงียบเพราะไปซื้อที่อื่นแล้วเรียบร้อย การส่งข้อความเปิดใหม่แบบเดียวให้ทุกคนจึงมีโอกาสพลาดจุด

ถ้าพอจดจำได้ว่าลูกค้าคนไหนเงียบเพราะอะไร ให้ปรับเนื้อหาข้อความเปิดใหม่ให้สอดคล้อง เช่นคนที่เคยติดเรื่องราคาอาจได้ข้อความเกี่ยวกับตัวเลือกราคาย่อมกว่า ส่วนคนที่ยังไม่ถึงเวลาต้องใช้อาจได้ข้อความที่ไม่รีบเร่งเรื่องซื้อเลย ซึ่งต่างจากการยิงแอด Retargeting แบบกว้างที่ไม่รู้จักบุคคล ตรงที่นี่คือการทักแบบรู้จักกันเป็นรายคน

สรุป

ยิ่งลูกค้าเงียบไปนาน การกลับไปทักยิ่งต้องระวังไม่ให้เน้นย้ำช่องว่างของเวลาที่ผ่านไป การเปิดด้วยเหตุผลใหม่แทนการพูดถึงเรื่องเก่า และการลดแรงกดดันในการตอบกลับ คือสองหลักที่ช่วยให้บทสนทนาเปิดขึ้นใหม่ได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดทั้งสองฝ่าย

ลองเลือกรายชื่อลูกค้าเก่าที่เงียบไปนานสักห้าคน แล้วลองเขียนข้อความเปิดใหม่ตามหลักนี้ดู สังเกตว่าอัตราตอบกลับต่างจากการทักแบบเดิมที่เคยใช้ไหม รายชื่อเหล่านี้คือโอกาสที่ค่าแอดจ่ายไปแล้วตั้งแต่ต้น การฟื้นกลับมาแม้เพียงบางส่วนก็คุ้มกว่าปล่อยทิ้ง

  • อย่าเปิดด้วยการขอโทษหรือพูดถึงความเงียบตรง ๆ เพราะทำให้ลูกค้ารู้สึกผิดและเลี่ยงตอบ
  • ใช้เหตุผลใหม่เปิดบทสนทนา ไม่ใช่หยิบเรื่องเก่าที่ค้างไว้มาพูดซ้ำ
  • ลดแรงกดดันในการตอบกลับ ปิดท้ายให้ตอบหรือไม่ตอบก็ได้โดยไม่รู้สึกแย่

คำถามที่พบบ่อย

ควรรอนานแค่ไหนถึงเรียกว่าเงียบไปนานพอจะใช้วิธีนี้

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่โดยทั่วไปถ้าเกินสองสัปดาห์ขึ้นไปโดยไม่มีการติดต่อกันเลย มักเข้าข่ายที่ควรใช้วิธีเปิดบทสนทนาใหม่แทนการตามแบบปกติ

ถ้าลูกค้าไม่ตอบข้อความเปิดใหม่เลย ควรทักซ้ำอีกไหม

ควรเว้นระยะให้นานขึ้นกว่าการตามปกติ อาจเป็นเดือนถัดไปหรือเมื่อมีเหตุผลใหม่จริง ๆ เท่านั้น เพราะทักถี่เกินไปกับคนที่เงียบไปนานมีความเสี่ยงโดนบล็อกสูงกว่าคนที่เพิ่งเงียบไปไม่กี่วัน

การใช้โบรดแคสต์กับลูกค้าเก่าที่เงียบไปนานได้ผลเท่าทักส่วนตัวไหม

โดยทั่วไปการทักแบบรู้จักตัวตนของลูกค้าคนนั้นได้ผลดีกว่า เพราะให้ความรู้สึกว่าร้านจำเขาได้ ในขณะที่โบรดแคสต์ให้ความรู้สึกเหมือนข้อความกว้างที่ส่งเหมือนกันทุกคน

ควรใส่โปรโมชันในข้อความเปิดใหม่เลยไหม

ใส่ได้ถ้ามีจริง แต่ไม่ควรเป็นเหตุผลเดียวที่ใช้เปิด เพราะถ้าลูกค้ารู้สึกว่าทักมาแค่เพราะอยากขายของ ความรู้สึกกดดันจะกลับมาอีกครั้ง ควรผสมกับความรู้สึกว่าร้านนึกถึงเขาจริง ๆ ด้วย

ลูกค้าที่ไปซื้อที่อื่นแล้ว ยังควรทักกลับไปไหม

ยังควรทัก เพราะไม่มีทางรู้แน่ชัดว่าเขาซื้อที่อื่นไปแล้วจริงหรือไม่ และแม้ซื้อไปแล้ว การทักด้วยข้อความที่ไม่กดดันยังช่วยรักษาความสัมพันธ์ไว้สำหรับโอกาสถัดไปได้

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง