← กลับไปหน้าบทความ
กรณีศึกษาตามธุรกิจ

โรงงานบรรจุภัณฑ์ B2B: ทำให้ลูกค้าขอใบเสนอราคาใน LINE ได้ครบในรอบเดียว ไม่ต้องถามกลับสิบรอบ

02 ส.ค. 04:06 · อ่าน 2 นาที
โรงงานบรรจุภัณฑ์ B2B: ทำให้ลูกค้าขอใบเสนอราคาใน LINE ได้ครบในรอบเดียว ไม่ต้องถามกลับสิบรอบ

สรุปสั้น ๆ

ลูกค้า B2B ที่ขอใบเสนอราคาบรรจุภัณฑ์ไม่ได้ต้องการราคาถูกสุดเสมอไป เขาต้องการคนที่เข้าใจสเปกงานเขาและเสนอราคาได้ไว แต่โรงงานส่วนใหญ่เสียดีลเพราะขอข้อมูลกระท่อนกระแท่น กว่าจะได้สเปกครบก็หลายวัน คู่แข่งที่เสนอไวกว่าปิดไปแล้ว การทำแบบฟอร์มขอข้อมูลให้ครบในรอบเดียวคือจุดที่เปลี่ยนเกม

โรงงานผลิตกล่องและบรรจุภัณฑ์เจ้าหนึ่งรับงาน B2B เป็นหลัก ลูกค้าคือแบรนด์อาหาร เครื่องสำอาง ของขวัญ ที่ต้องการสั่งกล่องแบบมีแบรนด์ตัวเอง เจ้าของโรงงานเปิด LINE รับลูกค้าใหม่ แล้วมาบ่นว่า 'ลูกค้าทักมาขอราคา คุยไปคุยมาหลายวันกว่าจะได้สเปกครบ พอส่งราคาไปก็บอกว่าไปเจ้าอื่นแล้ว เจ้าอื่นเสนอไวกว่า'

งาน B2B แบบนี้ต่างจากขายปลีกโดยสิ้นเชิง ลูกค้าคนหนึ่งอาจสั่งครั้งละหลักหมื่นถึงหลักแสนชิ้น ปิดดีลเดียวคุ้มกว่าขายปลีกเป็นร้อยออเดอร์ แต่ก็ปิดยากกว่ามาก เพราะสเปกซับซ้อน ต้องรู้ขนาด วัสดุ จำนวนพิมพ์ ระบบพิมพ์ การเคลือบ แล้วลูกค้าเกือบทุกรายขอราคาหลายโรงงานมาเทียบ

ผมเข้าไปช่วยจัดระบบการรับ RFQ หรือคำขอใบเสนอราคาใหม่ทั้งหมด เป้าหมายไม่ใช่แค่ตอบไว แต่คือทำให้ 'เสนอราคาได้ไวโดยไม่ต้องไล่ถามสเปกทีละอย่าง' เพราะในงาน B2B ความไวในการเสนอราคาคือสิ่งที่ลูกค้าใช้ตัดสินว่าโรงงานนี้มืออาชีพหรือเปล่าตั้งแต่ก่อนเห็นตัวเลข

ความจริงที่เจ็บ: ครึ่งหนึ่งของเวลาหมดไปกับการถามสเปกกลับไปกลับมา

พอผมไล่ดูแชท ผมเห็นรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ ลูกค้าทักมาว่า 'ขอราค่ากล่องครีมหน่อยครับ สั่งประมาณ 3,000 ใบ' แอดมินถามขนาด ลูกค้าตอบ แอดมินถามวัสดุ ลูกค้าบอกไม่รู้แนะนำหน่อย แอดมินถามจะพิมพ์กี่สี ลูกค้าหายไปครึ่งวันค่อยตอบ กว่าจะได้สเปกครบพอจะคิดราคา ผ่านไปสามสี่วัน

ปัญหาคือลูกค้า B2B ที่กำลังหาโรงงานมักส่งคำขอไปหลายเจ้าพร้อมกัน โรงงานไหนเสนอราคากลับมาก่อนและครบ เจ้านั้นได้เปรียบมหาศาล ไม่ใช่แค่เรื่องความไว แต่มันสื่อว่าโรงงานนี้รู้งาน จัดการเป็นระบบ ในทางกลับกัน โรงงานที่ถามวนไปเรื่อย ๆ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าต้องคอยจ้ำจี้ ซึ่งน่าเบื่อสำหรับคนที่มีงานอื่นต้องทำ

หัวใจของความเร็วในการตอบลูกค้าในงาน B2B จึงไม่ใช่แค่ตอบไวเฉย ๆ แต่คือตอบด้วยสิ่งที่มีประโยชน์ นั่นคือใบเสนอราคาที่ครบ ไม่ใช่คำถามกลับอีกสิบข้อ

แบบฟอร์มขอสเปกในข้อความเดียว — จุดที่เปลี่ยนเกมทั้งหมด

สิ่งแรกที่เราทำคือออกแบบข้อความเดียวที่แอดมินส่งทันทีที่ลูกค้าทักเรื่องขอราคา ระบุชัดว่าต้องการข้อมูลอะไรบ้างเพื่อเสนอราคาได้ครบ พร้อมอธิบายสั้น ๆ ว่าถ้ายังไม่แน่ใจข้อไหนก็บอกได้ เดี๋ยวช่วยแนะนำ วิธีนี้ทำให้ลูกค้าเห็นทั้งหมดในทีเดียว แล้วรวบตอบกลับมาในรอบเดียวได้

การใส่ตัวเลือกให้ด้วยช่วยเยอะ เช่น แทนที่จะถามลอย ๆ ว่า 'ใช้กระดาษอะไร' เราใส่ตัวเลือกที่โรงงานทำได้พร้อมบอกว่าแต่ละแบบเหมาะกับงานประเภทไหน ลูกค้าที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดาษก็เลือกได้โดยไม่ต้องถามกลับ ลดรอบการสื่อสารไปได้มาก

  1. ประเภทบรรจุภัณฑ์และสินค้าที่จะบรรจุ (กล่องครีม ถุง ฉลาก ฯลฯ) — กำหนดโครงสร้างงาน
  2. ขนาด กว้าง×ยาว×สูง หรือแนบแบบเดิมถ้ามี — ถ้าไม่มีให้ส่งขนาดสินค้าที่จะใส่
  3. จำนวนที่ต้องการต่อครั้ง และความถี่ที่คาดว่าจะสั่งซ้ำ — มีผลกับราคาต่อชิ้นมาก
  4. ระบบพิมพ์และจำนวนสี หรือแนบไฟล์อาร์ตเวิร์กถ้ามีแล้ว — พร้อมตัวเลือกให้เลือก
  5. งานเคลือบ/ปั๊มนูน/ไดคัทพิเศษ และวันที่ต้องการของ — ตัวกำหนดต้นทุนและคิวผลิต

เสนอราคาแบบ B2B เข้าใจ ไม่ใช่ตัวเลขต่อชิ้นลอย ๆ

อีกจุดที่เราปรับคือรูปแบบใบเสนอราคา เดิมโรงงานส่งไปแค่ 'กล่องครีม 3,000 ใบ ใบละ 8.50 บาท' ซึ่งลูกค้าเอาไปเทียบกับเจ้าที่เสนอ 7.80 แล้วรู้สึกว่าเราแพง ทั้งที่สเปกคนละเกรด

เราเปลี่ยนเป็นใบเสนอราคาที่แจกแจงให้เห็นว่าราคานั้นรวมอะไร กระดาษเกรดไหน กี่สี เคลือบแบบไหน มีค่าบล็อกพิมพ์ครั้งแรกเท่าไหร่ และที่สำคัญคือใส่ราคาที่จำนวนต่างกันให้เห็นด้วย เช่น ถ้าสั่ง 5,000 ใบ ราคาต่อใบจะลดลงเป็นเท่าไหร่ ข้อมูลนี้มีค่ามากสำหรับลูกค้า B2B เพราะช่วยให้เขาวางแผนสั่งได้ และเป็นการจัดการข้อโต้แย้งเรื่องราคาตั้งแต่ก่อนเขาจะเอ่ยว่าแพง

เรายังแนบตัวอย่างงานจริงที่โรงงานเคยทำในเกรดใกล้เคียงและรูปกล่องตัวอย่างที่จับต้องได้ ให้ลูกค้าเห็นว่าเงินที่จ่ายเพิ่มไปได้คุณภาพแบบไหนกลับมา สำหรับแบรนด์ที่ใส่ใจภาพลักษณ์สินค้า จุดนี้มักเป็นตัวตัดสิน

ตามงาน B2B ต้องอดทน เพราะฝั่งลูกค้าต้องขออนุมัติภายใน

งาน B2B มีจังหวะเฉพาะที่คนขายปลีกมักไม่เข้าใจ คนที่ทักมาขอราคาส่วนใหญ่ไม่ใช่คนตัดสินใจสุดท้าย เขาต้องเอาราคาไปเสนอเจ้านายหรือฝ่ายจัดซื้ออีกที การเงียบไปหนึ่งสัปดาห์จึงมักแปลว่ากำลังรออนุมัติภายใน ไม่ใช่ไม่เอา

เราเลยวางจังหวะตามที่ให้คุณค่าใหม่แทนการทวง ครั้งแรกหลังส่งราคา 2-3 วัน ถามแบบเปิดว่ามีอะไรให้ช่วยอธิบายเพิ่มเพื่อเอาไปเสนอทีมไหม หรืออยากได้ตัวอย่างจริงส่งไปดูก่อนตัดสินใจไหม ครั้งที่สองราวหนึ่งสัปดาห์ อาจส่งข้อมูลว่าคิวผลิตช่วงนี้เป็นยังไง เผื่อลูกค้าที่มีเดดไลน์จะได้วางแผน หลักการเดียวกับที่ผมเขียนไว้ในเรื่องการวางลำดับการตามลูกค้า คือทุกครั้งต้องมีเหตุผลใหม่ ไม่ใช่ถามซ้ำว่าตัดสินใจยัง

สิ่งที่ผมย้ำคือ อย่าเร่งลูกค้า B2B ด้วยความรู้สึกว่ากำลังจะเสียดีล เพราะการจี้หนักเกินไปทำให้ดูสิ้นหวังและกดดันคนที่ยังต้องผ่านกระบวนการภายใน แต่ก็อย่าปล่อยเงียบจนเขาลืม การให้คุณค่าอย่างสม่ำเสมอคือทางสายกลางที่ได้ผล

ผลลัพธ์ และทำไมต้องวัดในกรอบเวลาที่ยาวพอ

หลังจัดระบบใหม่ราวสองเดือน เวลาเฉลี่ยจากที่ลูกค้าทักถึงส่งใบเสนอราคาลดจากราว 3 วันเหลือไม่ถึงครึ่งวัน และอัตราการปิดจากใบเสนอราคาที่ส่งขยับจากราว 12% เป็นราว 22% ตัวเลขนี้ในเชิงจำนวนดูไม่เยอะ แต่เมื่อดีลเฉลี่ยอยู่ที่ 40,000-60,000 บาทต่อออเดอร์ และหลายรายกลายเป็นลูกค้าประจำที่สั่งซ้ำทุกไตรมาส ผลกระทบต่อรายได้มหาศาล

สิ่งที่ผมเน้นกับเจ้าของคือ ธุรกิจ B2B แบบนี้ห้ามตัดสินความคุ้มของแอดด้วยกรอบเดือนเดียว เพราะดีลหนึ่งอาจใช้เวลาปิดสองถึงสามเดือนกว่าฝั่งลูกค้าจะอนุมัติ ถ้าดูผลแค่สิ้นเดือนแล้วบอกว่าแอดไม่คุ้มอาจตัดงบทิ้งทั้งที่ดีลก้อนใหญ่กำลังจะปิด การมองในกรอบระยะเวลาคืนทุนที่แท้จริงสำคัญมากสำหรับดีลปิดช้าแบบนี้

อีกเรื่องที่เจ้าของเพิ่งเข้าใจคือ ลูกค้า B2B ที่หายไปสองเดือนแล้วกลับมาสั่ง ถ้าไม่มีที่บันทึกว่ามาจากแอดตัวไหน จะถูกนับเป็น 'ลูกค้าที่จู่ ๆ ก็ติดต่อมา' ทำให้ประเมินความคุ้มของแอดต่ำกว่าความจริงมาก การผูกบทสนทนากับที่มาของแอดไว้ให้ได้ยาว ๆ จึงเป็นเรื่องจำเป็นในธุรกิจแบบนี้

สรุป

งานบรรจุภัณฑ์ B2B ปิดยากเพราะสเปกซับซ้อนและลูกค้าเทียบหลายเจ้า แต่จุดที่ทำให้เสียดีลบ่อยที่สุดไม่ใช่ราคา หากคือการขอสเปกที่กระท่อนกระแท่นจนเสนอราคาช้า ทำให้คู่แข่งที่ไวกว่าปิดไปก่อน การทำแบบฟอร์มขอข้อมูลให้ครบในรอบเดียวพร้อมตัวเลือกให้เลือก คือจุดที่เปลี่ยนเกมได้มากที่สุด

เมื่อเสนอราคาได้ไวและแจกแจงชัดว่าจ่ายให้คุณภาพแบบไหน พร้อมตามงานที่ให้คุณค่าใหม่โดยไม่เร่งเกินไป อัตราปิดก็ขยับขึ้นอย่างมีความหมาย และเพราะดีล B2B ปิดช้า การวัดผลในกรอบเวลาที่ยาวพอและผูกลูกค้ากับที่มาของแอด จึงจำเป็นเพื่อไม่ให้ประเมินความคุ้มของแอดต่ำกว่าจริง

  • เสียดีล B2B เพราะขอสเปกช้า ไม่ใช่เพราะราคา — รวบข้อมูลให้ครบในรอบเดียว
  • ใบเสนอราคาแบบแจกแจง+ราคาตามจำนวน ช่วยกันการโดนเทียบแล้วแพ้
  • ดีลปิดช้าต้องวัดในกรอบเวลายาวและผูกลูกค้ากับที่มาของแอด

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมลูกค้า B2B ขอราคาแล้วไปเจ้าอื่นบ่อย

ส่วนใหญ่เพราะเขาส่งคำขอราคาหลายโรงงานพร้อมกัน โรงงานที่เสนอราคากลับมาก่อนและครบมักได้เปรียบ เพราะสื่อว่ารู้งานและเป็นระบบ ถ้าโรงงานไหนถามสเปกกลับไปกลับมาหลายวัน ลูกค้ามักปิดกับเจ้าที่ไวกว่าไปก่อนแล้ว

ควรขอข้อมูลอะไรบ้างเพื่อเสนอราคาบรรจุภัณฑ์ได้ครบในรอบเดียว

อย่างน้อยควรมีประเภทบรรจุภัณฑ์และสินค้าที่จะบรรจุ ขนาด จำนวนต่อครั้งและความถี่ที่จะสั่งซ้ำ ระบบพิมพ์และจำนวนสี งานเคลือบหรือไดคัทพิเศษ และวันที่ต้องการของ การรวบทั้งหมดไว้ในข้อความเดียวพร้อมใส่ตัวเลือกให้เลือก ช่วยลดการถามกลับและย่นเวลาเสนอราคาได้มาก

ลูกค้าไม่รู้สเปกวัสดุ ควรทำยังไง

ใส่ตัวเลือกวัสดุที่โรงงานทำได้พร้อมบอกสั้น ๆ ว่าแต่ละแบบเหมาะกับงานประเภทไหน ลูกค้าที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจะเลือกได้เองโดยไม่ต้องถามกลับหลายรอบ ถ้ายังไม่แน่ใจ อาจเสนอสองสามตัวเลือกพร้อมราคาให้เขาเทียบ ก็ช่วยให้เขาตัดสินใจง่ายขึ้น

ส่งใบเสนอราคาแบบไหนถึงจะไม่โดนเทียบราคาแล้วแพ้

อย่าส่งเป็นราคาต่อชิ้นลอย ๆ ให้แจกแจงว่ารวมกระดาษเกรดไหน กี่สี งานเคลือบอะไร มีค่าบล็อกพิมพ์เท่าไหร่ และใส่ราคาที่จำนวนต่างกันให้เห็นด้วย พร้อมตัวอย่างงานจริง เพื่อให้ลูกค้าเทียบได้ถูกว่ากำลังจ่ายให้คุณภาพแบบไหน ไม่ใช่เทียบแค่ตัวเลข

ควรตามลูกค้า B2B ที่เงียบไปบ่อยแค่ไหน

ไม่ควรถี่ เพราะคนที่ทักมาขอราค่ามักต้องเอาไปขออนุมัติภายในก่อน การเงียบหนึ่งสัปดาห์จึงมักแปลว่ากำลังรออนุมัติ ควรเว้นระยะและให้แต่ละครั้งมีคุณค่าใหม่ เช่น เสนอส่งตัวอย่างจริงหรือแจ้งสถานะคิวผลิต แทนการถามซ้ำว่าตัดสินใจยัง

จะวัดความคุ้มของแอดงาน B2B ที่ปิดช้ายังไง

ต้องวัดในกรอบเวลาที่ยาวพอ เพราะดีลหนึ่งอาจใช้เวลาปิดสองถึงสามเดือน และต้องผูกลูกค้ากับที่มาของแอดไว้ให้ได้ยาว ไม่งั้นดีลที่ปิดช้าหรือลูกค้าที่กลับมาสั่งซ้ำจะถูกนับเป็นลูกค้าที่จู่ ๆ ก็ติดต่อมา ทำให้ประเมินความคุ้มต่ำกว่าจริง

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง