← กลับไปหน้าบทความ
LINE Tracking

โรงงานและ B2B ยิงแอดเข้า LINE: วัดผลยังไงในเมื่อดีลเดียวใช้เวลาปิดสามเดือนและมีคนตัดสินใจหลายคน

02 ส.ค. 04:12 · อ่าน 1 นาที
โรงงานและ B2B ยิงแอดเข้า LINE: วัดผลยังไงในเมื่อดีลเดียวใช้เวลาปิดสามเดือนและมีคนตัดสินใจหลายคน

สรุปสั้น ๆ

การขาย B2B และงานโรงงานผ่าน LINE ต่างจาก B2C สิ้นเชิง เพราะวงจรตัดสินใจยาวเป็นเดือน ดีลเดียวมูลค่าสูง และมีคนเกี่ยวข้องหลายคนในการตัดสินใจ บทความนี้วางวิธีวัดลีดคุณภาพ การบริหารไปป์ไลน์ และการโยงยอดปิดกลับไปหาแอดโดยไม่หลงตัวเลขยอดทัก

โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์แห่งหนึ่งเริ่มลงแอดหาลูกค้าองค์กรเข้า LINE ทีมการตลาดตื่นเต้นเพราะมีคนทักมาขอใบเสนอราคาวันละหลายราย แต่ทีมขายกลับส่ายหน้า บอกว่าส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาทำรายงาน คนเปิดร้านเล็กที่สั่งจำนวนน้อยเกินรับ หรือคู่แข่งมาเช็กราคา ดีลที่มีมูลค่าคุ้มกับสายการผลิตจริง ๆ นาน ๆ โผล่มาที

นี่คือความจริงของ B2B ที่ทำให้การวัดผลแบบ B2C ใช้ไม่ได้ ในโลก B2C คนทักคือคนซื้อ ปิดในแชทได้ในวันเดียว แต่ B2B ดีลเดียวอาจมูลค่าหลักแสนถึงหลักล้าน ใช้เวลาปิดสองสามเดือน มีทั้งฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายเทคนิค และผู้บริหารร่วมตัดสินใจ การเอาต้นทุนต่อการทักมาวัด B2B จึงไร้ความหมายเกือบสิ้นเชิง เพราะทักสิบรายอาจไม่มีใครใช่ ส่วนทักหนึ่งรายที่ใช่อาจกลายเป็นสัญญาที่เลี้ยงโรงงานได้ทั้งปี

บทความนี้จะวางกรอบการวัดผลที่เหมาะกับธรรมชาติของ B2B ตั้งแต่การกรองลีดคุณภาพ การมองไปป์ไลน์แทนยอดปิดรายเดือน ไปจนถึงการโยงดีลที่ปิดได้ในอีกหลายเดือนกลับไปหาแอดที่พามันเข้ามา

ทำไม B2B วัดแบบนับยอดทักไม่ได้

ปัญหาแรกคือปริมาณกับคุณภาพสวนทางกันรุนแรงใน B2B แอดที่ตั้งกว้างจะได้คนทักเยอะ ต้นทุนต่อการทักดูถูก แต่เต็มไปด้วยคนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ส่วนแอดที่เจาะเฉพาะอุตสาหกรรมจะได้คนทักน้อยและแพงกว่าต่อราย แต่เป็นลีดที่มีอำนาจซื้อจริง ถ้าคุณตัดสินด้วยต้นทุนต่อการทัก คุณจะเลือกแอดผิดทุกครั้ง

ปัญหาที่สองคือความล่าช้า ดีล B2B ปิดในอีกสองสามเดือน แปลว่ายอดขายเดือนนี้อาจมาจากแอดของไตรมาสก่อน การดูรายงานยอดปิดรายเดือนเทียบค่าแอดรายเดือนจึงให้ภาพที่บิดเบี้ยว เพราะสองตัวเลขนี้ไม่ได้อยู่ในกรอบเวลาเดียวกัน

ปัญหาที่สามคือมีคนตัดสินใจหลายคน คนที่ทักเข้ามาขอใบเสนอราคาอาจเป็นแค่ฝ่ายจัดซื้อที่รวบรวมข้อมูล ส่วนคนตัดสินใจจริงคือผู้บริหารที่ไม่เคยทักหาคุณเลย การวัดจึงต้องมองทั้งดีลเป็นหน่วย ไม่ใช่มองรายบทสนทนา และเพราะมูลค่าต่อดีลสูง การเทียบมูลค่าลูกค้ากับต้นทุนหาจึงมีน้ำหนักกว่าต้นทุนต่อการทักมาก

กรองลีด B2B ด้วยคำถามสี่ข้อ

แทนที่จะรีบส่งใบเสนอราคาให้ทุกคนที่ทัก ซึ่งเปลืองเวลาทีมขายมหาศาล ให้กรองด้วยคำถามที่บอกว่าลีดนี้จริงจังและมีอำนาจแค่ไหน กรอบที่นิยมคือดูสี่มิติ ปรับถ้อยคำให้เป็นธรรมชาติในการคุย ไม่ใช่ยิงคำถามเหมือนแบบฟอร์ม

  • ปริมาณและความถี่ — สั่งครั้งละเท่าไหร่ ใช้ประจำหรือครั้งเดียว บอกว่าดีลนี้คุ้มกับกำลังผลิตไหม
  • กรอบเวลา — ต้องการใช้เมื่อไหร่ มีเดดไลน์ไหม คนที่มีกำหนดชัดคือคนจริงจัง
  • งบประมาณ — มีกรอบงบไว้แล้วหรือยังแค่สำรวจราคา ช่วยแยกคนซื้อจากคนเช็กราคา
  • ผู้ตัดสินใจ — คนที่คุยด้วยเป็นคนเคาะเอง หรือต้องเสนอผู้บริหาร รู้ไว้จะได้เตรียมเอกสารให้เขาไปเสนอต่อ

วัดไปป์ไลน์ ไม่ใช่แค่ยอดปิดรายเดือน

เพราะ B2B ปิดช้า ตัวชี้วัดที่ดีที่สุดไม่ใช่ยอดปิดเดือนนี้ แต่คือสุขภาพของไปป์ไลน์ นั่นคือมูลค่ารวมของดีลที่กำลังคุยอยู่ในแต่ละขั้น ถ้าไปป์ไลน์ขั้นต้นเต็มแต่ขั้นปลายว่าง แปลว่าลีดเข้าเยอะแต่ปิดไม่ได้ ต้องแก้ที่การขาย ถ้าไปป์ไลน์ขั้นต้นแห้ง แปลว่าแอดพาลีดคุณภาพเข้ามาน้อย ต้องแก้ที่ต้นทาง

ขั้นไปป์ไลน์สิ่งที่วัดสัญญาณอันตราย
ลีดเข้าใหม่จำนวนลีดที่ผ่านการกรองผ่านการกรองน้อย = แอดกว้างไป
ส่งใบเสนอราคาอัตรากรองเป็นใบเสนอราคาส่งเยอะแต่ไม่คืบ = ลีดไม่จริง
เจรจา/ต่อรองมูลค่าดีลในขั้นนี้ค้างนานเกินไป = ต้องกระตุ้น
ปิดดีลอัตราชนะและมูลค่ารวมอัตราชนะต่ำ = คุณภาพลีดหรือราคา

การติดตามดีลยาวที่ไม่กลายเป็นการกวนใจ

ดีล B2B ที่ค้างอยู่หลายเดือนต้องการการติดตามที่มีเหตุผล ไม่ใช่การส่งข้อความ 'พิจารณายังไงบ้างครับ' ทุกสัปดาห์ซึ่งทำให้ลูกค้ารำคาญ การติดตามที่ดีคือการเข้าไปพร้อมข้อมูลใหม่ที่ช่วยให้เขาตัดสินใจ เช่น เคสลูกค้าในอุตสาหกรรมเดียวกันที่ใช้แล้วได้ผล ตัวอย่างสินค้า หรือการแจ้งว่ามีล็อตการผลิตว่างที่จองได้

การรู้ว่าลูกค้าติดอยู่ที่ขั้นไหนช่วยให้ติดตามได้ตรงจุด ถ้าเขาติดที่ต้องเสนอผู้บริหาร คุณควรช่วยเตรียมเอกสารสรุปที่เขาเอาไปเสนอต่อได้ง่าย ถ้าเขาติดที่เทียบกับคู่แข่ง คุณควรชูจุดต่างให้ชัด การเข้าใจข้อโต้แย้งที่แท้จริงของแต่ละดีลคือสิ่งที่แยกเซลส์ B2B ที่ปิดได้ออกจากคนที่ได้แต่รอ

ระหว่างที่ดีลค้าง อย่าลืมว่าลูกค้าที่คุยด้วยอาจไม่ใช่คนเคาะสุดท้าย การช่วยให้ผู้ติดต่อของคุณดูดีในสายตาเจ้านายเขา คือการลงทุนที่ฉลาด เพราะเขาจะกลายเป็นคนที่ช่วยผลักดันดีลของคุณจากภายใน ซึ่งมีพลังมากกว่าการที่คุณตามจากภายนอกเป็นสิบเท่า

โยงดีลที่ปิดได้กลับไปหาแอดข้ามเดือน

ขั้นสุดท้ายและยากที่สุดของ B2B คือการรู้ว่าแอดตัวไหนพาดีลที่ปิดได้เข้ามา ทั้งที่ดีลนั้นปิดหลังยิงแอดไปแล้วสามเดือน วิธีเดียวที่ทำได้คือบันทึกที่มาของทุกลีดไว้ตั้งแต่วันแรกที่ทัก แล้วผูกติดไปกับดีลนั้นตลอดทางจนปิด เมื่อปิดได้ค่อยย้อนดูว่าจุดเริ่มต้นมาจากแอดไหน

เมื่อทำแบบนี้สะสมไปหลายดีล คุณจะเห็นรูปแบบว่าแอดที่เจาะอุตสาหกรรมเฉพาะ แม้ต้นทุนต่อลีดแพง กลับให้ดีลที่มูลค่าสูงและปิดง่ายกว่า ในขณะที่แอดกว้างที่ลีดถูกกลับไม่เคยกลายเป็นดีลจริงเลย ข้อมูลนี้เปลี่ยนวิธีจัดงบทั้งหมด และการป้อนข้อมูลดีลที่ปิดจริงกลับเข้าแพลตฟอร์มโฆษณายังทำให้ระบบไปหาองค์กรที่หน้าตาคล้ายลูกค้าจริงของคุณมาให้มากขึ้น

สำหรับ B2B ที่ดีลเดียวมีมูลค่ามหาศาล การลงทุนวางระบบวัดผลแบบนี้คุ้มค่าเสมอ เพราะการรู้ว่าแอดหนึ่งตัวพาสัญญาหลักล้านเข้ามา มีค่ามากกว่าการรู้ว่าแอดไหนได้ยอดทักถูกที่สุดอย่างเทียบกันไม่ได้

สรุป

การวัดผล B2B ที่ถูกต้องเริ่มจากการยอมรับว่ามันคือคนละเกมกับ B2C ตรงที่วงจรยาว มูลค่าสูง และมีคนตัดสินใจหลายคน เมื่อคุณเลิกนับยอดทักแล้วหันมากรองลีดคุณภาพ วัดสุขภาพไปป์ไลน์ และติดตามดีลด้วยข้อมูลที่มีเหตุผล คุณจะบริหารการขายจากภาพจริง ไม่ใช่จากตัวเลขผิวเผิน

และเมื่อคุณลงทุนผูกที่มาของแอดไปกับดีลจนปิดได้ในอีกหลายเดือน คุณจะรู้ความจริงที่มีค่าที่สุดข้อหนึ่งในธุรกิจ นั่นคือเงินแอดก้อนไหนที่แปลงเป็นสัญญาจริง แล้วเทงบไปตรงนั้นอย่างมั่นใจ

  • B2B คือคนละเกมกับ B2C อย่าวัดด้วยยอดทักหรือต้นทุนต่อการทัก
  • กรองลีดด้วยปริมาณ กรอบเวลา งบ และผู้ตัดสินใจ
  • วัดสุขภาพไปป์ไลน์ และผูกดีลที่ปิดกลับไปหาแอดข้ามเดือน

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมวัด B2B ด้วยต้นทุนต่อการทักไม่ได้

เพราะใน B2B ปริมาณกับคุณภาพสวนทางกัน แอดกว้างได้ทักเยอะและถูกแต่เต็มไปด้วยคนไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ส่วนแอดเจาะเฉพาะได้ทักน้อยและแพงกว่าแต่เป็นลีดที่มีอำนาจซื้อจริง การตัดสินด้วยต้นทุนต่อการทักจึงทำให้เลือกแอดผิด ควรวัดที่คุณภาพลีดและมูลค่าดีล

ควรกรองลีด B2B ด้วยอะไรบ้าง

ดูสี่มิติคือปริมาณและความถี่การสั่ง กรอบเวลาที่ต้องการใช้ งบประมาณที่มีไว้ และผู้ตัดสินใจว่าคนที่คุยเป็นคนเคาะเองหรือต้องเสนอต่อ ถามให้เป็นธรรมชาติในการคุย ไม่ใช่ยิงเหมือนแบบฟอร์ม เพื่อกรองคนจริงจังออกจากคนเช็กราคา

ทำไมควรวัดไปป์ไลน์แทนยอดปิดรายเดือน

เพราะ B2B ปิดช้า ยอดขายเดือนนี้อาจมาจากแอดของไตรมาสก่อน การดูยอดปิดรายเดือนเทียบค่าแอดรายเดือนให้ภาพบิดเบี้ยว ควรดูสุขภาพไปป์ไลน์คือมูลค่าดีลในแต่ละขั้น เพื่อรู้ว่าปัญหาอยู่ที่ลีดเข้าน้อยหรือปิดไม่ได้

ดีลค้างหลายเดือนควรติดตามยังไงไม่ให้กวนใจ

เข้าไปพร้อมข้อมูลใหม่ที่ช่วยตัดสินใจ เช่น เคสลูกค้าในอุตสาหกรรมเดียวกัน ตัวอย่างสินค้า หรือแจ้งล็อตการผลิตที่จองได้ ไม่ใช่ถามว่าพิจารณายังไงทุกสัปดาห์ และช่วยเตรียมเอกสารให้ผู้ติดต่อเอาไปเสนอผู้บริหารต่อได้ง่าย

คนที่ทักมาขอใบเสนอราคาไม่ใช่คนตัดสินใจ ทำยังไง

รู้ตั้งแต่ต้นว่าเขาเป็นใครในกระบวนการ แล้วช่วยให้เขาดูดีในสายตาผู้บริหาร ด้วยการเตรียมข้อมูลและเอกสารที่เขาเอาไปเสนอต่อได้ เพราะคนในองค์กรที่ช่วยผลักดันดีลจากภายในมีพลังมากกว่าการที่คุณตามจากภายนอก

จะรู้ได้ยังไงว่าแอดตัวไหนพาดีลที่ปิดได้เข้ามา ในเมื่อปิดช้า

บันทึกที่มาของทุกลีดตั้งแต่วันแรกที่ทัก แล้วผูกไปกับดีลนั้นจนปิด เมื่อปิดได้ค่อยย้อนดูจุดเริ่มต้น ระบบอย่าง linli ที่ผูกที่มาแอดกับบทสนทนาช่วยให้ตามข้ามเดือนได้โดยไม่ต้องจดมือ และการป้อนดีลที่ปิดจริงกลับเข้าแพลตฟอร์มช่วยให้แอดหาองค์กรคล้ายลูกค้าจริงมาให้

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง