← กลับไปหน้าบทความ
เอเจนซี่

เอเจนซี่ดูแลลูกค้า 8 เจ้า แต่ละเจ้าอยากได้โมเดล attribution คนละแบบ จะวางมาตรฐานให้เทียบผลงานกันได้ยังไง

ทีมบรรณาธิการ linli07 ก.ย. 07:43อัปเดต 07 ก.ย. 07:43อ่าน 1 นาที
เอเจนซี่ดูแลลูกค้า 8 เจ้า แต่ละเจ้าอยากได้โมเดล attribution คนละแบบ จะวางมาตรฐานให้เทียบผลงานกันได้ยังไง
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

เอเจนซี่ที่ดูแลลูกค้าหลายเจ้าควรมีโมเดล attribution มาตรฐานภายในหนึ่งชุดสำหรับเปรียบเทียบผลงานทีมเอง แยกจากโมเดลที่รายงานให้ลูกค้าแต่ละเจ้าตามที่พวกเขาต้องการ เพราะถ้าใช้แค่โมเดลเดียวปนกันทั้งหมด จะเปรียบเทียบผลงานข้ามบัญชีไม่ได้เลยเนื่องจากแต่ละธุรกิจมีธรรมชาติวงจรขายต่างกัน

‘Pulse Digital’ (ชื่อสมมติ) เอเจนซี่ที่ดูแลลูกค้าแปดเจ้าพร้อมกัน ตั้งแต่คลินิกความงาม อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงร้านอีคอมเมิร์ซ แต่ละเจ้าเคยขอให้ทีมใช้โมเดล attribution คนละแบบตามที่เจ้าของธุรกิจคุ้นเคยหรือเคยอ่านมา ลูกค้าคลินิกอยากดูแค่ Last-Click เพราะเข้าใจง่าย ลูกค้าอสังหาฯ อยากได้ Time-Decay เพราะวงจรขายยาว ส่วนลูกค้าอีคอมเมิร์ซอยากได้ Linear เพราะรู้สึกว่ายุติธรรมที่สุด

ปัญหาที่ตามมาคือทีมบัญชี (account manager) ของ Pulse Digital ไม่มีทางเปรียบเทียบผลงานของตัวเองข้ามบัญชีได้เลย เพราะตัวเลขที่รายงานออกมาคำนวณจากคนละโมเดล การบอกว่าบัญชี A ‘ทำผลงานได้ดีกว่า’ บัญชี B จึงไม่มีความหมายอะไร เพราะเปรียบเทียบกันด้วยมาตรวัดที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

ทางออกที่ Pulse Digital ใช้ในที่สุดคือแยกสองชั้นออกจากกัน — ชั้นนอกคือรายงานที่ส่งให้ลูกค้าแต่ละเจ้าตามโมเดลที่พวกเขาต้องการ กับชั้นในคือมาตรฐานภายในที่ทีมใช้เปรียบเทียบผลงานกันเอง บทความนี้จะพาดูว่าจะวางระบบสองชั้นนี้อย่างไรให้ไม่ขัดแย้งกัน

แนวคิดหลัก: แยก ‘รายงานให้ลูกค้า’ กับ ‘มาตรฐานเปรียบเทียบภายใน’ ออกจากกัน

รายงานที่ส่งให้ลูกค้าควรใช้โมเดลที่ลูกค้าแต่ละเจ้าเข้าใจและเชื่อถือ เพราะเป้าหมายของรายงานฝั่งนี้คือการสื่อสารและสร้างความไว้วางใจ ไม่ใช่การเปรียบเทียบ แต่มาตรฐานภายในที่ทีมใช้ประเมินผลงานตัวเองควรเป็นชุดเดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าลูกค้าจะชอบโมเดลไหนก็ตาม เพื่อให้เปรียบเทียบได้อย่างยุติธรรมว่าบัญชีไหนทีมทำงานได้ผลจริง

การมีสองชั้นแบบนี้ไม่ได้แปลว่าโกหกลูกค้าหรือมีตัวเลขสองชุดที่ขัดแย้งกัน แต่เป็นการยอมรับความจริงว่าโมเดล attribution แต่ละแบบเหมาะกับการสื่อสารคนละบริบท เหมือนการใช้หน่วยวัดต่างกันสำหรับวัตถุประสงค์ต่างกัน

เลือกโมเดลมาตรฐานภายในอย่างไรให้ยุติธรรมกับทุกบัญชี

โมเดลมาตรฐานภายในที่ Pulse Digital เลือกใช้คือ Position-Based (U-Shaped) แบบปรับน้ำหนักตามวงจรขายของแต่ละอุตสาหกรรม เพราะให้เครดิตทั้งจุดเริ่มต้นและจุดปิดการขายในสัดส่วนที่สมเหตุสมผล โดยไม่เอนเอียงไปทางใดทางหนึ่งสุดโต่งเหมือน First-Click หรือ Last-Click ล้วน ๆ

จุดสำคัญคือแม้จะใช้โครงสร้างโมเดลเดียวกัน แต่ยังต้องปรับพารามิเตอร์ เช่น attribution window ให้ต่างกันตามธรรมชาติของแต่ละธุรกิจ บัญชีอสังหาฯ ที่วงจรขายยาวควรมีหน้าต่างเวลานานกว่าบัญชีอีคอมเมิร์ซที่ปิดไวภายในไม่กี่วัน มิฉะนั้นจะกลายเป็นมาตรฐานที่ ‘เท่ากันในนาม’ แต่ไม่ยุติธรรมในทางปฏิบัติ

ตัวอย่างการวางสองชั้นสำหรับลูกค้าสามประเภทที่ธรรมชาติต่างกัน

ประเภทลูกค้าโมเดลที่รายงานให้ลูกค้าโมเดลมาตรฐานภายในทีม
คลินิกความงามLast-Click (ตามที่ลูกค้าคุ้นเคย)U-Shaped ปรับ window สั้น
อสังหาริมทรัพย์Time-Decay (ตามที่ลูกค้าขอ)U-Shaped ปรับ window ยาว
อีคอมเมิร์ซLinear (ตามที่ลูกค้ารู้สึกว่ายุติธรรม)U-Shaped ปรับ window มาตรฐาน

เตรียมคำอธิบายไว้ล่วงหน้า เมื่อลูกค้าถามว่าทำไมตัวเลขไม่ตรงกับที่เห็นในแพลตฟอร์มโฆษณาเอง

ปัญหาหนึ่งที่เอเจนซี่ต้องเจอบ่อยคือลูกค้าเปิดดู Ads Manager เองแล้วเห็นตัวเลขไม่ตรงกับรายงานที่เอเจนซี่ส่งให้ เพราะแพลตฟอร์มโฆษณาใช้ attribution window และโมเดลของตัวเองที่อาจต่างจากที่เอเจนซี่ใช้วิเคราะห์ ควรอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจตั้งแต่เริ่มงานว่าการตั้งค่าหน้าต่างเวลาต่างกันทำให้ตัวเลขต่างกันได้เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ความผิดพลาดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

การเตรียมคำอธิบายไว้ล่วงหน้าและสื่อสารตั้งแต่ต้นสัญญา ช่วยลดความสับสนและความไม่ไว้วางใจที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง ดีกว่าปล่อยให้ลูกค้าตกใจเองตอนเห็นตัวเลขไม่ตรงกันโดยไม่มีคำอธิบายรองรับ

ใช้มาตรฐานภายในทำอะไรได้บ้างนอกจากเปรียบเทียบผลงานทีม

  • ประเมินว่าบัญชีลูกค้าไหนควรได้รับทรัพยากรหรือความสนใจเพิ่ม โดยดูจากแนวโน้มที่สอดคล้องกันในมาตรวัดเดียวกัน
  • ตัดสินใจว่าจะรับลูกค้าใหม่ประเภทไหนเพิ่ม โดยดูว่าประเภทธุรกิจไหนที่ทีมทำผลงานได้ดีที่สุดตามมาตรฐานภายใน
  • ใช้เป็นข้อมูลฝึกอบรมทีมใหม่ ให้เห็นภาพว่าการตั้งค่าพารามิเตอร์ต่างกันตามธรรมชาติธุรกิจส่งผลต่อผลลัพธ์อย่างไร

ขั้นตอนเริ่มวางระบบสองชั้นสำหรับเอเจนซี่ที่ยังไม่เคยทำ

  1. สำรวจว่าลูกค้าแต่ละเจ้าคุ้นเคยหรือขอโมเดลแบบไหนอยู่แล้ว บันทึกเป็นมาตรฐานการรายงานเฉพาะบัญชีนั้น
  2. เลือกโมเดลมาตรฐานภายในหนึ่งชุดที่ทีมจะใช้เปรียบเทียบทุกบัญชี พร้อมกำหนดวิธีปรับพารามิเตอร์ตามประเภทธุรกิจ
  3. อธิบายให้ลูกค้าทุกเจ้าทราบตั้งแต่ต้นว่าเอเจนซี่มีการวิเคราะห์ภายในแยกต่างหากเพื่อพัฒนาคุณภาพงาน โดยไม่กระทบรายงานที่ลูกค้าได้รับ
  4. ทบทวนมาตรฐานภายในทุกไตรมาส ปรับพารามิเตอร์ตามข้อมูลจริงที่สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่ตั้งค่าครั้งเดียวแล้วใช้ตลอดไป

ถ้าลูกค้าขอเปลี่ยนโมเดลรายงานกลางคันหลังทำสัญญาไปแล้ว จะจัดการยังไง

บางครั้งลูกค้าที่เคยขอ Last-Click อาจเปลี่ยนใจอยากดู Time-Decay กลางคันหลังอ่านบทความหรือฟังคำแนะนำจากที่อื่นมา กรณีนี้ Pulse Digital มีนโยบายว่าจะไม่ปฏิเสธ แต่จะอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจก่อนว่าการเปลี่ยนโมเดลกลางทางจะทำให้เปรียบเทียบผลงานย้อนหลังกับช่วงก่อนหน้ายากขึ้น เพราะฐานการคำนวณเปลี่ยนไป แล้วเสนอให้เริ่มรายงานโมเดลใหม่ควบคู่กับโมเดลเดิมสักหนึ่งถึงสองเดือนก่อนเปลี่ยนเต็มรูปแบบ เพื่อให้ลูกค้าเห็นความต่างและมั่นใจก่อนตัดสินใจเปลี่ยนจริง

วิธีนี้ช่วยป้องกันไม่ให้ลูกค้ารู้สึกว่าตัวเลขเปลี่ยนไปแบบไม่มีคำอธิบาย ขณะเดียวกันก็ทำให้เอเจนซี่ไม่ต้องรื้อระบบมาตรฐานภายในของตัวเองทุกครั้งที่ลูกค้าเปลี่ยนใจ เพราะมาตรฐานภายในยังคงเดิม เปลี่ยนแค่ชั้นรายงานที่ส่งให้ลูกค้าเห็นเท่านั้น

จะอธิบายระบบสองชั้นนี้ตั้งแต่วันแรกที่รับลูกค้าใหม่ได้อย่างไร

Pulse Digital พบว่าวิธีที่ป้องกันปัญหาความเข้าใจผิดได้ดีที่สุดคือพูดเรื่องนี้ตั้งแต่การประชุมเริ่มงานครั้งแรกกับลูกค้าใหม่ทุกเจ้า โดยอธิบายว่าจะรายงานผลด้วยโมเดลที่ลูกค้าเข้าใจและเลือกเอง แต่เบื้องหลังทีมงานก็มีการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อพัฒนาคุณภาพงานอย่างต่อเนื่อง การพูดเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นทำให้ลูกค้าไม่รู้สึกแปลกใจในภายหลังหากมีการพูดถึงมาตรฐานภายในหรือมีคำถามเปรียบเทียบผลงานข้ามบัญชี

การสื่อสารตั้งแต่ต้นยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเอเจนซี่ด้วย เพราะแสดงให้เห็นว่าทีมงานมีกระบวนการทำงานที่เป็นระบบ ไม่ใช่แค่ทำตามที่ลูกค้าสั่งอย่างเดียวโดยไม่มีมุมมองเชิงวิเคราะห์ของตัวเอง ลูกค้าหลายเจ้าของ Pulse Digital ให้ feedback ว่าความโปร่งใสเรื่องนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขาไว้ใจและต่อสัญญาต่อเนื่องหลายปี

อีกประโยชน์หนึ่งของการอธิบายตั้งแต่ต้นคือช่วยลดภาระของ account manager เวลาต้องรับมือกับคำถามยากในภายหลัง เพราะลูกค้าที่เข้าใจโครงสร้างการทำงานตั้งแต่ต้นมักไม่ตกใจหรือตั้งคำถามเชิงกล่าวหาเวลาเห็นความคลาดเคลื่อนของตัวเลขเล็กน้อยระหว่างรายงาน ในขณะที่ลูกค้าที่ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนมักตีความไปในทางลบทันทีว่าเอเจนซี่ปิดบังอะไรบางอย่าง

Pulse Digital จึงจัดทำเอกสารสั้น ๆ หนึ่งหน้าอธิบายเรื่องนี้ให้ทีม account manager ใช้ประกอบการพูดคุยกับลูกค้าใหม่ทุกเจ้า แทนที่จะปล่อยให้แต่ละคนอธิบายด้วยคำพูดของตัวเองซึ่งอาจสื่อสารไม่ตรงกัน เอกสารนี้ยังช่วยให้พนักงานใหม่ที่เพิ่งเข้าทีมเข้าใจแนวทางการสื่อสารกับลูกค้าได้เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอให้เจอปัญหาจริงก่อนถึงจะเรียนรู้วิธีอธิบาย

สรุป

เอเจนซี่ที่ดูแลลูกค้าหลายเจ้าไม่จำเป็นต้องบังคับใช้โมเดล attribution เดียวกันทั้งหมด แต่ควรแยกชั้นรายงานให้ลูกค้ากับมาตรฐานเปรียบเทียบภายในออกจากกันอย่างชัดเจน

การมีมาตรฐานภายในที่ปรับพารามิเตอร์ตามธรรมชาติของแต่ละธุรกิจ ช่วยให้ทีมเปรียบเทียบผลงานข้ามบัญชีได้อย่างยุติธรรม โดยยังคงรายงานให้ลูกค้าแต่ละเจ้าในรูปแบบที่พวกเขาเข้าใจและเชื่อถือได้เหมือนเดิม

  • แยก ‘รายงานให้ลูกค้า’ กับ ‘มาตรฐานเปรียบเทียบภายใน’ ออกจากกันอย่างชัดเจน
  • ใช้โครงสร้างโมเดลเดียวกันภายในทีม แต่ปรับพารามิเตอร์ตามธรรมชาติวงจรขายของแต่ละอุตสาหกรรม
  • สื่อสารกับลูกค้าตั้งแต่ต้นว่าทำไมตัวเลขในรายงานอาจต่างจากที่เห็นในแพลตฟอร์มโฆษณาเอง

คำถามที่พบบ่อย

การมีรายงานสองชุดแบบนี้ถือว่าหลอกลวงลูกค้าไหม

ไม่ใช่ เพราะตัวเลขทั้งสองชุดคำนวณจากข้อมูลจริงชุดเดียวกัน เพียงแต่ใช้โมเดลคำนวณต่างกันเพื่อวัตถุประสงค์ต่างกัน ตราบใดที่เอเจนซี่ไม่ได้ปิดบังหรือให้ข้อมูลเท็จกับลูกค้า การมีมาตรฐานภายในแยกต่างหากถือเป็นแนวปฏิบัติปกติของธุรกิจที่ดูแลหลายบัญชี

ถ้าลูกค้าถามตรง ๆ ว่าเอเจนซี่มีมาตรฐานภายในของตัวเองไหม ควรตอบยังไง

ควรตอบตรงไปตรงมาว่ามี และอธิบายว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมพัฒนาคุณภาพงานและเปรียบเทียบผลงานข้ามบัญชีได้ ไม่ได้กระทบความถูกต้องของรายงานที่ลูกค้าได้รับ ความโปร่งใสแบบนี้มักช่วยสร้างความน่าเชื่อถือมากกว่าปิดบัง

ทำไมไม่ใช้โมเดลเดียวกับทุกลูกค้าไปเลยเพื่อความง่าย

ทำได้ถ้าลูกค้าทุกเจ้ายอมรับ แต่ในทางปฏิบัติลูกค้าแต่ละเจ้ามักมีความคุ้นเคยหรือความเชื่อมั่นในโมเดลที่ต่างกัน การบังคับใช้โมเดลเดียวอาจทำให้ลูกค้าบางเจ้ารู้สึกว่าตัวเลขไม่สมเหตุสมผลตามที่พวกเขาเข้าใจธุรกิจตัวเอง ซึ่งกระทบความสัมพันธ์ได้

มาตรฐานภายในควรเปลี่ยนบ่อยแค่ไหน

ไม่ควรเปลี่ยนบ่อยเกินไป เพราะจะทำให้เปรียบเทียบผลงานข้ามช่วงเวลาไม่ได้ แนะนำทบทวนพารามิเตอร์ทุกไตรมาสแต่คงโครงสร้างโมเดลหลักไว้อย่างน้อยหนึ่งปี เว้นแต่มีเหตุผลสำคัญที่ต้องเปลี่ยนกะทันหัน เช่นพฤติกรรมตลาดเปลี่ยนแปลงมาก

เอเจนซี่ขนาดเล็กที่มีลูกค้าแค่สองสามเจ้า จำเป็นต้องทำระบบสองชั้นนี้ไหม

ถ้ามีลูกค้าน้อยและแต่ละเจ้าใช้โมเดลใกล้เคียงกันอยู่แล้ว อาจยังไม่จำเป็นต้องแยกชั้นซับซ้อนขนาดนี้ แต่เมื่อจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นและแต่ละเจ้ามีความต้องการต่างกันมากขึ้น การวางระบบสองชั้นแต่เนิ่น ๆ จะช่วยประหยัดเวลาปรับตัวในอนาคต

จะอธิบายให้ทีม account manager ใหม่เข้าใจระบบสองชั้นนี้ได้ยังไงเร็วที่สุด

ใช้ตัวอย่างเปรียบเทียบง่าย ๆ เช่น เปรียบรายงานลูกค้าเป็นภาษาที่ลูกค้าเข้าใจ ส่วนมาตรฐานภายในเป็นภาษากลางที่ทีมใช้คุยกันเอง ทั้งสองพูดถึงเรื่องเดียวกันแต่ใช้คำต่างกันเพื่อให้แต่ละฝ่ายเข้าใจง่ายที่สุดตามบริบทของตัวเอง

ลองตรวจด้วยตัวเอง

ตรวจ Tracking โฆษณาเข้า LINE

ใส่ URL หน้า Landing ของคุณ แล้วดูว่าเส้นทาง Ads → LINE ของคุณวัดผลได้จริงหรือขาดตรงไหน

ตรวจ Tracking ฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

พิสูจน์ผลงานแอดเข้า LINE ให้ลูกค้าเห็นถึงยอดขาย

ดูแลลูกค้าหลายราย แต่ละรายมี LINE OA ของตัวเอง — linli แยกโปรเจกต์ แยก Tracking และส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มของแต่ละลูกค้า เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

เอเจนซี่ที่ดูแลหลายแบรนด์พร้อมกัน จะจัดการข้อมูลลูกค้าแต่ละเจ้าใน LINE ให้แยกกันชัดเจนได้อย่างไร

เอเจนซี่ที่ดูแลหลายแบรนด์พร้อมกัน จะจัดการข้อมูลลูกค้าแต่ละเจ้าใน LINE ให้แยกกันชัดเจนได้อย่างไร

เอเจนซี่ที่รับดูแลลูกค้าหลายแบรนด์มักเจอปัญหาข้อมูลลูกค้าปนกันหรือไม่ชัดเจนว่าใครเป็นเจ้าของข้อมูลจริง บทความนี้ชวนดูวิธีวางโครงสร้างข้อมูลให้แยกกันสะอาดตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันปัญหาทั้งด้านความไว้วางใจและด้านกฎหมาย
แดชบอร์ดเอเจนซี่รายงานคอนเวอร์ชั่น 180 ราย แต่สเปรดชีตลูกค้าเห็น 95 ราย ต้องเชื่อฝั่งไหน

แดชบอร์ดเอเจนซี่รายงานคอนเวอร์ชั่น 180 ราย แต่สเปรดชีตลูกค้าเห็น 95 ราย ต้องเชื่อฝั่งไหน

เวลาตัวเลขสองฝั่งไม่ตรงกัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ใครโกหกใคร แต่มักอยู่ที่นิยามคำว่า 'คอนเวอร์ชั่น' ที่แต่ละฝั่งนับไม่เหมือนกัน
เปลี่ยนทีม Media Buyer แล้วปรับโครงสร้างแคมเปญใหม่ทั้งหมด Tracking เดิมหายไปพร้อมกัน

เปลี่ยนทีม Media Buyer แล้วปรับโครงสร้างแคมเปญใหม่ทั้งหมด Tracking เดิมหายไปพร้อมกัน

ทุกครั้งที่เปลี่ยนทีม media buyer แล้วมีการล้างโครงสร้างแคมเปญเก่าสร้างใหม่หมด มักพา pixel, conversion event และ referral tag เดิมหายไปด้วยโดยไม่มีใครตั้งใจ บทความนี้แนะนำ checklist ส่งมอบงานที่ป้องกันปัญหานี้