← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

วัด LTV แบบนับเฉพาะออเดอร์แรก กับนับทุกออเดอร์ซ้ำ ต่างกันตรงไหน

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 06:56อัปเดต 12 ส.ค. 06:56อ่าน 2 นาที
วัด LTV แบบนับเฉพาะออเดอร์แรก กับนับทุกออเดอร์ซ้ำ ต่างกันตรงไหน
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

LTV แบบนับเฉพาะออเดอร์แรกจะได้ตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริงสำหรับธุรกิจที่มีลูกค้าซื้อซ้ำ ส่วนแบบนับทุกออเดอร์ซ้ำต้องกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นตัวเลขจะสูงเกินจริงและนำไปเทียบกับ CAC ได้ไม่ตรง

ทีมการตลาดของธุรกิจหนึ่งคำนวณ LTV ของลูกค้าที่มาจาก LINE โดยดูแค่มูลค่าออเดอร์แรกที่ลูกค้าซื้อ แล้วสรุปว่าลูกค้าแต่ละรายมีมูลค่าเฉลี่ย 450 บาท เมื่อเทียบกับ CAC ที่ 500 บาท ทีมจึงตัดสินใจลดงบโฆษณาลงเพราะดูเหมือนขาดทุนต่อราย แต่พอไปดูข้อมูลจริงกลับพบว่าลูกค้ากลุ่มนี้ส่วนใหญ่กลับมาซื้อซ้ำเฉลี่ย 3 ครั้งภายในหกเดือน ทำให้ LTV ที่แท้จริงสูงกว่าตัวเลขที่เคยคำนวณไว้มาก

นี่คือความแตกต่างสำคัญระหว่างการวัด LTV แบบนับเฉพาะออเดอร์แรก กับแบบนับรวมทุกออเดอร์ซ้ำ ทั้งสองวิธีมีจุดแข็งและข้อจำกัดต่างกัน และเลือกใช้ผิดวิธีอาจทำให้ตัดสินใจเรื่องงบโฆษณาผิดพลาดไปคนละทิศทาง

บทความนี้จะเปรียบเทียบทั้งสองวิธีให้เห็นชัดว่าต่างกันตรงไหน เหมาะกับสถานการณ์แบบไหน และมีข้อควรระวังอะไรเมื่อนำ LTV ไปเทียบกับ CAC เพื่อตัดสินใจเรื่องงบ

LTV แบบนับเฉพาะออเดอร์แรก คำนวณง่ายแต่มีข้อจำกัด

วิธีนี้คำนวณ LTV จากมูลค่าเฉลี่ยของออเดอร์แรกที่ลูกค้าซื้อเพียงอย่างเดียว ข้อดีคือคำนวณง่าย ใช้ข้อมูลน้อย และเห็นผลได้เร็วโดยไม่ต้องรอติดตามลูกค้าเป็นเวลานาน เหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มยิงแอดและยังไม่มีข้อมูลการซื้อซ้ำสะสมมากพอ หรือธุรกิจที่ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อครั้งเดียวจริง ๆ ไม่มีการซื้อซ้ำ

ข้อจำกัดสำคัญคือถ้าธุรกิจมีสัดส่วนลูกค้าที่ซื้อซ้ำสูง วิธีนี้จะประเมินมูลค่าลูกค้าต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก เหมือนกรณีตัวอย่างต้นบทความที่ทีมเกือบตัดสินใจลดงบโฆษณาผิดพลาด เพราะไม่เห็นมูลค่าที่แท้จริงจากการซื้อซ้ำ ธุรกิจที่ใช้วิธีนี้อย่างเดียวโดยไม่เคยตรวจสอบพฤติกรรมซื้อซ้ำเลย มีความเสี่ยงที่จะประเมินมูลค่าลูกค้าต่ำเกินไปเป็นพิเศษ

LTV แบบนับรวมทุกออเดอร์ซ้ำ ต้องกำหนดกรอบเวลาให้ชัด

วิธีนี้รวมมูลค่าจากทุกออเดอร์ที่ลูกค้าซื้อภายในกรอบเวลาที่กำหนด เช่นรวมยอดซื้อทั้งหมดภายในหนึ่งปีนับจากออเดอร์แรก จุดที่สำคัญมากคือต้อง 'กำหนดกรอบเวลา' ให้ชัดเจน เพราะถ้ารวมทุกออเดอร์แบบไม่มีกรอบเวลาเลย ลูกค้าที่ซื้อมานานหลายปีจะทำให้ตัวเลข LTV ดูสูงมากผิดปกติ และไม่สะท้อนมูลค่าที่ธุรกิจจะได้รับในระยะเวลาที่ใช้ตัดสินใจเรื่องงบจริง ๆ

การเลือกกรอบเวลาที่เหมาะสมควรอิงกับรอบการตัดสินใจทางธุรกิจ เช่นถ้าธุรกิจต้องการรู้ว่าลูกค้าแต่ละรายคุ้มค่ากับ CAC หรือไม่ภายในหนึ่งปี ก็ควรใช้กรอบเวลาหนึ่งปีในการคำนวณ LTV ไม่ใช่ปล่อยให้กรอบเวลายาวไม่มีที่สิ้นสุดจนตัวเลขไม่มีความหมายในการตัดสินใจจริง ควรระบุกรอบเวลาที่ใช้กำกับไว้ในรายงานทุกครั้งด้วย เพื่อให้ผู้ที่นำตัวเลขไปใช้ต่อเข้าใจขอบเขตของตัวเลขนั้นได้ถูกต้อง

เปรียบเทียบสองวิธีในตารางเดียว เพื่อเลือกใช้ให้เหมาะกับธุรกิจ

สรุปความต่างของทั้งสองวิธีไว้ในตารางนี้เพื่อให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น:

ประเด็นนับเฉพาะออเดอร์แรกนับรวมทุกออเดอร์ซ้ำ
ความง่ายในการคำนวณง่าย ใช้ข้อมูลน้อยต้องติดตามข้อมูลระยะยาวกว่า
ความแม่นยำสำหรับธุรกิจที่มีลูกค้าซื้อซ้ำต่ำกว่าความเป็นจริงใกล้เคียงความเป็นจริงมากกว่า
ความเสี่ยงหากไม่กำหนดกรอบเวลาไม่มี เพราะดูแค่ออเดอร์เดียวตัวเลขอาจสูงเกินจริงถ้าไม่มีกรอบเวลา
เหมาะกับธุรกิจแบบไหนเพิ่งเริ่มยิงแอด ข้อมูลน้อยมีข้อมูลสะสมพอ ลูกค้าซื้อซ้ำสม่ำเสมอ

เทียบ LTV กับ CAC ให้ตรงวิธี ไม่ใช่ผสมสองวิธีเข้าด้วยกัน

ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือคำนวณ LTV แบบหนึ่ง แต่นำไปเทียบกับ CAC ที่คำนวณด้วยกรอบเวลาอีกแบบหนึ่ง เช่นใช้ LTV แบบนับรวมทุกออเดอร์ในสามปี แต่เทียบกับ CAC ที่ต้องการคืนทุนภายในหกเดือน ทำให้ดูเหมือนคุ้มค่ามากเกินจริงเพราะกรอบเวลาไม่สอดคล้องกัน สิ่งที่ควรทำคือเลือกกรอบเวลาเดียวกันสำหรับทั้ง LTV และเป้าหมาย Payback ที่ธุรกิจต้องการ

หากธุรกิจต้องการตัดสินใจว่าจะเพิ่มงบโฆษณาในระยะสั้นได้หรือไม่ ควรใช้ LTV ที่คำนวณในกรอบเวลาใกล้เคียงกับที่ต้องการคืนทุน เช่นกรอบเวลาหกเดือนถึงหนึ่งปี มากกว่าใช้ LTV ตลอดอายุความสัมพันธ์กับลูกค้าที่อาจยาวหลายปี เพราะเงินสดที่ต้องใช้จ่ายค่าโฆษณาล่วงหน้าเป็นปัญหาในระยะสั้นมากกว่าระยะยาว

แยก LTV ตามกลุ่มลูกค้าที่มาจากแคมเปญต่างกัน

ลูกค้าที่มาจากแคมเปญรีทาร์เก็ตอาจมีพฤติกรรมซื้อซ้ำต่างจากลูกค้าที่มาจากแคมเปญกว้างที่เพิ่งรู้จักแบรนด์ครั้งแรก การคำนวณ LTV รวมทุกแหล่งที่มาเป็นตัวเลขเดียว อาจทำให้มองไม่เห็นว่ากลุ่มลูกค้าไหนมีมูลค่าระยะยาวสูงกว่ากลุ่มอื่น ทั้งที่ต้นทุนการหามาอาจใกล้เคียงกัน ซึ่งเชื่อมโยงกับหลักการแยกวิเคราะห์ตามแหล่งที่มาที่ใช้ใน การวัด CAC ลูกค้าที่มาจาก LINE ด้วยเช่นกัน

การแยก LTV ตามแคมเปญหรือช่องทางที่มาของลูกค้า ช่วยให้ธุรกิจเห็นว่าควรลงทุนเพิ่มในช่องทางไหนเพื่อได้ลูกค้าที่มีมูลค่าระยะยาวสูงกว่า แม้ CAC ของช่องทางนั้นอาจสูงกว่าช่องทางอื่นก็ตาม เพราะสุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญคือความคุ้มค่าในระยะยาว ไม่ใช่แค่ CAC ที่ต่ำในตอนแรก การตัดสินใจเพียงเพราะเห็นว่าช่องทางหนึ่ง CAC ถูกกว่า โดยไม่เคยเทียบ LTV ควบคู่กันเลย จึงเป็นความเสี่ยงที่ทำให้พลาดโอกาสจากช่องทางที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว

ตัวอย่างสมมติ เปรียบเทียบตัวเลข LTV จากสองวิธีในกลุ่มลูกค้าเดียวกัน

ลองดูตัวอย่างสมมติของกลุ่มลูกค้าที่มาจาก LINE จำนวนหนึ่งที่ซื้อออเดอร์แรกเฉลี่ย 500 บาทต่อราย ถ้าคำนวณแบบนับเฉพาะออเดอร์แรก LTV จะอยู่ที่ 500 บาทเท่านั้น แต่ถ้าพบว่ากลุ่มลูกค้านี้กลับมาซื้อซ้ำเฉลี่ย 2.5 ครั้งภายในกรอบเวลาหนึ่งปี ด้วยมูลค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกันในแต่ละครั้ง LTV แบบนับรวมทุกออเดอร์ซ้ำจะขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 1,250 บาทต่อราย ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อประกอบกรอบวิเคราะห์เท่านั้น ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจหรือทุกกลุ่มสินค้า

ถ้าธุรกิจในตัวอย่างนี้มี CAC อยู่ที่ 500 บาทต่อราย การดูแค่ LTV แบบออเดอร์แรกจะทำให้สรุปว่าธุรกิจแทบไม่มีกำไรจากการยิงแอดเลย ทั้งที่ความจริงเมื่อรวมการซื้อซ้ำเข้าไปแล้ว ธุรกิจได้กำไรกลับมามากกว่าต้นทุนที่จ่ายไปเกินสองเท่า ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าการเลือกวิธีคำนวณ LTV ผิด อาจนำไปสู่การตัดสินใจลดงบโฆษณาที่จริง ๆ แล้วยังคุ้มค่าอยู่มาก

ในทางกลับกัน หากธุรกิจใช้ LTV แบบนับรวมทุกออเดอร์ซ้ำโดยไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน แล้วบังเอิญมีลูกค้าเก่าบางรายที่ซื้อต่อเนื่องมานานหลายปีปนอยู่ในกลุ่มตัวอย่าง ตัวเลขเฉลี่ยอาจถูกดึงให้สูงเกินจริงจนไม่สะท้อนพฤติกรรมของลูกค้าส่วนใหญ่ในกลุ่มที่เพิ่งเริ่มซื้อ จึงควรตรวจสอบการกระจายตัวของข้อมูลด้วย ไม่ใช่ดูแค่ค่าเฉลี่ยตัวเดียวโดยไม่รู้ว่ามีค่าผิดปกติปะปนอยู่หรือไม่

linli ช่วยตรงไหน และธุรกิจยังต้องคำนวณเองส่วนไหน

ระบบอย่าง linli ช่วยเก็บประวัติการซื้อและแหล่งที่มาของลูกค้าแต่ละรายไว้ในที่เดียว ทำให้การดึงข้อมูลไปคำนวณ LTV ทั้งแบบนับเฉพาะออเดอร์แรกและแบบนับรวมทุกออเดอร์ซ้ำทำได้สะดวกขึ้น แต่การกำหนดกรอบเวลาที่เหมาะสม และการตัดสินใจว่าจะใช้วิธีไหนในการเทียบกับ CAC ยังเป็นการตัดสินใจที่ธุรกิจต้องทำเองตามบริบทของสินค้าและพฤติกรรมลูกค้า

สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้คือตรวจสอบว่าลูกค้าที่มาจาก LINE ของธุรกิจมีสัดส่วนซื้อซ้ำมากน้อยแค่ไหน ถ้ามีสัดส่วนซื้อซ้ำสูงพอสมควร ควรเริ่มคำนวณ LTV แบบนับรวมทุกออเดอร์ซ้ำควบคู่ไปกับแบบออเดอร์แรก เพื่อไม่ให้ประเมินมูลค่าลูกค้าต่ำเกินจริงเหมือนกรณีตัวอย่างต้นบทความ

สรุป

LTV แบบนับเฉพาะออเดอร์แรกคำนวณง่ายแต่ประเมินมูลค่าลูกค้าต่ำกว่าความเป็นจริงถ้าธุรกิจมีลูกค้าซื้อซ้ำ ส่วนแบบนับรวมทุกออเดอร์ซ้ำต้องกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นตัวเลขจะสูงเกินจริงจนใช้เทียบกับ CAC ไม่ได้

สิ่งที่ควรทำต่อจากนี้คือตรวจสอบสัดส่วนการซื้อซ้ำของลูกค้าที่มาจาก LINE แล้วเลือกวิธีคำนวณ LTV ที่เหมาะกับสถานการณ์จริงของธุรกิจ พร้อมกำหนดกรอบเวลาให้สอดคล้องกับเป้าหมายการตัดสินใจเรื่องงบโฆษณา และตรวจสอบการกระจายตัวของข้อมูลก่อนสรุปเป็นค่าเฉลี่ยตัวเดียว เพื่อไม่ให้ลูกค้ากลุ่มเล็กที่ซื้อผิดปกติมาบิดเบือนภาพรวมทั้งหมด

  • LTV แบบนับเฉพาะออเดอร์แรกเหมาะกับธุรกิจที่เพิ่งเริ่มยิงแอดหรือข้อมูลการซื้อซ้ำยังน้อย
  • LTV แบบนับรวมทุกออเดอร์ซ้ำต้องกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจน ไม่เช่นนั้นตัวเลขจะสูงเกินจริง
  • ควรเทียบ LTV กับ CAC โดยใช้กรอบเวลาเดียวกัน ไม่ผสมสองวิธีเข้าด้วยกัน
  • แยกคำนวณ LTV ตามแหล่งที่มาของลูกค้า เพื่อเห็นว่าช่องทางไหนสร้างลูกค้าที่มีมูลค่าระยะยาวสูงกว่า

คำถามที่พบบ่อย

ธุรกิจเพิ่งเริ่มยิงแอด ควรใช้วิธีไหนก่อน

ควรเริ่มจากวิธีนับเฉพาะออเดอร์แรกก่อน เพราะยังไม่มีข้อมูลการซื้อซ้ำสะสมมากพอ แล้วค่อยเปลี่ยนมาใช้วิธีนับรวมทุกออเดอร์ซ้ำเมื่อมีข้อมูลสะสมพอที่จะเห็นแนวโน้มการซื้อซ้ำของลูกค้าได้ชัดเจนขึ้น

ควรใช้กรอบเวลากี่เดือนในการคำนวณ LTV แบบนับรวมทุกออเดอร์

ควรอิงกับรอบการตัดสินใจทางธุรกิจ เช่นถ้าต้องการรู้ความคุ้มค่าภายในหนึ่งปี ก็ใช้กรอบเวลาหนึ่งปี ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ ควรเลือกกรอบเวลาที่สอดคล้องกับเป้าหมายการตัดสินใจของธุรกิจตัวเอง

ถ้าไม่กำหนดกรอบเวลาเลย จะเกิดปัญหาอะไร

ตัวเลข LTV อาจสูงเกินจริงเพราะรวมลูกค้าที่ซื้อมานานหลายปีเข้าไปด้วย ทำให้เมื่อนำไปเทียบกับ CAC ที่ต้องการคืนทุนในระยะสั้น จะดูเหมือนคุ้มค่ามากเกินความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบัน

LTV กับ Revenue per Lead ต่างกันอย่างไร

Revenue per Lead วัดรายได้เฉลี่ยต่อ Lead หนึ่งรายไม่ว่าจะปิดการขายได้หรือไม่ ส่วน LTV วัดมูลค่ารวมที่ลูกค้าที่ปิดการขายสำเร็จแล้วสร้างให้ธุรกิจตลอดกรอบเวลาที่กำหนด เป็นตัวเลขคนละมุมที่ใช้ประกอบการตัดสินใจร่วมกันได้

ควรคำนวณ LTV แยกตามแคมเปญหรือดูภาพรวมพอ

ควรแยกถ้าธุรกิจมีหลายแคมเปญที่ดึงลูกค้าลักษณะต่างกัน เพราะช่วยให้เห็นว่าช่องทางไหนสร้างลูกค้าที่มีมูลค่าระยะยาวสูงกว่า แม้ CAC เบื้องต้นอาจต่างกันก็ตาม การดูแค่ภาพรวมอาจทำให้พลาดโอกาสลงทุนเพิ่มในช่องทางที่คุ้มค่าจริง

linli คำนวณ LTV ให้อัตโนมัติทั้งสองแบบเลยไหม

linli ช่วยเก็บประวัติการซื้อและแหล่งที่มาของลูกค้าให้พร้อมสำหรับการคำนวณ แต่การเลือกวิธีคำนวณและกรอบเวลาที่เหมาะสมกับเป้าหมายทางธุรกิจ ยังเป็นสิ่งที่ทีมต้องตัดสินใจเองตามบริบทของธุรกิจแต่ละราย ตัวเลขตัวอย่างที่ยกมาในบทความนี้เป็นข้อมูลสมมติเพื่อประกอบกรอบวิเคราะห์เท่านั้น ควรแทนที่ด้วยตัวเลขจริงจากประวัติการซื้อของธุรกิจก่อนนำไปใช้ตัดสินใจ

ลองตรวจด้วยตัวเอง

LTV / CAC Calculator

ใส่ตัวเลขธุรกิจของคุณ แล้วดู CAC, LTV:CAC และระยะเวลาคืนทุนต่อลูกค้าหนึ่งราย

คำนวณ LTV:CAC

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ธุรกิจสมาชิกรายเดือนที่รายได้หลักมาจากการต่ออายุ ข้อมูลแชท LINE บอกสัญญาณเลิกเป็นสมาชิกได้ก่อนใคร

ธุรกิจสมาชิกรายเดือนที่รายได้หลักมาจากการต่ออายุ ข้อมูลแชท LINE บอกสัญญาณเลิกเป็นสมาชิกได้ก่อนใคร

ธุรกิจแบบสมาชิกรายเดือนอยู่รอดได้เพราะอัตราการต่ออายุ แต่ส่วนใหญ่รู้ว่าสมาชิกจะเลิกก็ต่อเมื่อเขากดยกเลิกไปแล้ว บทความนี้ชี้ให้เห็นว่าประวัติแชทใน LINE มีสัญญาณเตือนล่วงหน้าซ่อนอยู่ ถ้ารู้จักอ่านให้ออกก่อนสาย
Marginal ROAS: จุดที่เพิ่มงบแล้วยอดขายเริ่มโตช้าลง และควรหยุดตรงไหน

Marginal ROAS: จุดที่เพิ่มงบแล้วยอดขายเริ่มโตช้าลง และควรหยุดตรงไหน

เพิ่มงบโฆษณาแล้ว ROAS เฉลี่ยยังดูดีอยู่ แต่ยอดขายที่ได้เพิ่มมาจริงกลับน้อยลงเรื่อย ๆ บทความนี้อธิบาย marginal ROAS และวิธีหาจุดจัดงบที่คุ้มที่สุด
Cohort-Based Payback Period: งบโฆษณาเดือนนี้ กว่าจะคืนทุนใช้เวลากี่เดือนกันแน่

Cohort-Based Payback Period: งบโฆษณาเดือนนี้ กว่าจะคืนทุนใช้เวลากี่เดือนกันแน่

แยกลูกค้าเป็นกลุ่มตามเดือนที่มาซื้อครั้งแรก แล้วติดตามว่ากี่เดือนถึงจะได้กำไรคืนงบโฆษณาที่ใช้หาลูกค้ากลุ่มนั้นมา คือวิธีวัด payback period ที่แม่นกว่าการดู ROAS รายเดือนเฉย ๆ