← กลับไปหน้าบทความ
LINE Tracking

ทำไมโค้ดส่วนลดที่แจกใน LINE ถึงมีคนมากดใช้เยอะ แต่ยอดขายไม่ขยับตาม

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:52อัปเดต 12 ส.ค. 04:52อ่าน 1 นาที
ทำไมโค้ดส่วนลดที่แจกใน LINE ถึงมีคนมากดใช้เยอะ แต่ยอดขายไม่ขยับตาม
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

จำนวนคนใช้โค้ดส่วนลดไม่ได้แปลว่ายอดขายเพิ่มขึ้นเสมอไป เพราะบางส่วนอาจเป็นลูกค้าที่จะซื้ออยู่แล้วแม้ไม่มีโค้ด การวัดคูปองให้มีความหมายต้องแยกให้ออกระหว่างยอดขายที่เกิดใหม่จากส่วนลด กับยอดขายที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้วโดยไม่ต้องมีโปรโมชันช่วย

ร้านขายเครื่องสำอางออนไลน์แห่งหนึ่งแจกโค้ดส่วนลดสิบเปอร์เซ็นต์ผ่าน LINE ให้กับสมาชิกทุกคน ผลตอบรับดูดีมากในตอนแรก มีคนกดใช้โค้ดเกือบสองร้อยครั้งภายในสัปดาห์เดียว แต่พอเทียบยอดขายรวมของเดือนนั้นกับเดือนก่อนหน้าที่ไม่มีโปรโมชัน กลับพบว่ายอดขายรวมเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ไม่ได้สอดคล้องกับจำนวนคนที่ใช้โค้ดเลย

สถานการณ์แบบนี้ทำให้เจ้าของร้านสับสนว่าคูปองที่แจกไปนั้นได้ผลจริงหรือไม่ เพราะถ้าดูแค่ตัวเลขคนใช้โค้ดจะรู้สึกว่าประสบความสำเร็จมาก แต่พอดูยอดขายรวมกลับไม่ตื่นเต้นเท่าที่ควร ความจริงแล้วปัญหานี้เกิดจากการวัดผลที่ผิดจุด เพราะการใช้โค้ดไม่ได้เท่ากับยอดขายที่เพิ่มขึ้นใหม่เสมอไป

บทความนี้จะอธิบายว่าทำไมช่องว่างนี้ถึงเกิดขึ้น ควรวัดอะไรเพิ่มเติมนอกจากจำนวนคนใช้โค้ด และมีวิธีไหนบ้างที่ช่วยให้เห็นภาพว่าคูปองสร้างยอดขายที่เกิดขึ้นใหม่จริงมากน้อยแค่ไหน

ทำไมจำนวนคนใช้โค้ดถึงไม่เท่ากับยอดขายที่เพิ่มขึ้นใหม่

ปัญหาหลักคือมีลูกค้ากลุ่มหนึ่งที่ตั้งใจจะซื้อสินค้าอยู่แล้วไม่ว่าจะมีโค้ดหรือไม่ก็ตาม เมื่อเห็นโค้ดส่วนลดก็แค่กดใช้เพื่อประหยัดเงินโดยไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อของตัวเองเลย กลุ่มนี้ทำให้ตัวเลขคนใช้โค้ดดูสูง แต่ไม่ได้สร้างยอดขายที่เกิดขึ้นใหม่ให้ร้านเลย เพราะพวกเขาจะซื้ออยู่แล้วแม้ราคาเต็ม

อีกกลุ่มหนึ่งคือคนที่ตัดสินใจซื้อเพราะเห็นโค้ดส่วนลดจริง ๆ ถ้าไม่มีโค้ดก็คงไม่ซื้อ กลุ่มนี้ต่างหากที่เป็นยอดขายที่เกิดขึ้นใหม่จากการทำโปรโมชัน ปัญหาคือการแยกสองกลุ่มนี้ออกจากกันทำได้ยากถ้าดูแค่ตัวเลขการใช้โค้ด เพราะทั้งสองกลุ่มก็กดใช้โค้ดเหมือนกันหมด

ควรวัดอะไรเพิ่มเติมนอกจากจำนวนคนใช้โค้ด

  • ยอดขายรวมเทียบช่วงเวลาที่ไม่มีโปรโมชัน — เพื่อดูว่ามีการเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่
  • มูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์ของคนที่ใช้โค้ด — เทียบกับมูลค่าเฉลี่ยของคนที่ไม่ใช้โค้ด เพื่อดูว่าโค้ดทำให้ซื้อมากขึ้นหรือไม่
  • สัดส่วนลูกค้าใหม่ที่ใช้โค้ดครั้งแรก — ถ้าโค้ดดึงลูกค้าใหม่เข้ามาได้จริง เป็นสัญญาณที่ดีกว่าลูกค้าเก่าที่ใช้โค้ดซ้ำ
  • อัตราการกลับมาซื้อซ้ำหลังใช้โค้ดครั้งแรก — เพื่อดูว่าโค้ดช่วยสร้างฐานลูกค้าระยะยาวหรือแค่ดึงยอดขายชั่วคราว

เทียบกับช่วงเวลาปกติเพื่อหายอดขายที่เกิดขึ้นใหม่จริง

วิธีที่ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นคือเปรียบเทียบยอดขายในช่วงที่มีโปรโมชันกับยอดขายเฉลี่ยของช่วงเวลาปกติที่ใกล้เคียงกัน เช่นเทียบสัปดาห์ที่มีโปรโมชันกับค่าเฉลี่ยของสี่สัปดาห์ก่อนหน้าที่ไม่มีโปรโมชันใด ๆ ถ้ายอดขายในสัปดาห์ที่มีโปรโมชันสูงกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนต่างนั้นน่าจะเป็นยอดขายที่เกิดขึ้นใหม่จากการทำโปรโมชัน

วิธีนี้ไม่ได้แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะมีปัจจัยอื่นที่อาจส่งผลต่อยอดขายในช่วงเวลาเดียวกัน เช่นวันหยุดยาวหรือกิจกรรมทางการตลาดอื่นที่ทำพร้อมกัน แต่เป็นวิธีที่ทำได้จริงโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือซับซ้อน และให้ภาพที่ใกล้เคียงความจริงมากกว่าการดูแค่จำนวนคนใช้โค้ด

ตัวอย่างการเปรียบเทียบยอดขายช่วงมีโปรโมชันกับช่วงปกติ

ช่วงเวลายอดขายรวม (ตัวอย่างสมมติ)จำนวนคนใช้โค้ด
สัปดาห์ที่มีโปรโมชัน185,000 บาท190
ค่าเฉลี่ยสัปดาห์ปกติ (4 สัปดาห์ก่อนหน้า)150,000 บาท-
ส่วนต่างที่อาจเป็นผลจากโปรโมชัน~35,000 บาท-

ลดการรั่วไหลของส่วนลดให้ลูกค้าที่จะซื้ออยู่แล้ว

  1. จำกัดเงื่อนไขการใช้โค้ด เช่นใช้ได้เฉพาะกับสินค้าที่ขายช้าหรือลูกค้าที่ยังไม่เคยซื้อ แทนที่จะแจกให้ทุกคนแบบไม่มีเงื่อนไข
  2. ตั้งยอดขั้นต่ำในการใช้โค้ด เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อมากขึ้นกว่าที่ตั้งใจไว้แต่แรก ไม่ใช่แค่ใช้กับสิ่งที่จะซื้ออยู่แล้ว
  3. ทดลองแจกโค้ดให้เฉพาะกลุ่มลูกค้าบางกลุ่ม เช่นกลุ่มที่ เคยซื้อนานแล้วแต่ไม่ได้กลับมาซื้อซ้ำ เพื่อดูว่าดึงคนกลับมาได้จริงหรือไม่ แทนที่จะแจกให้ทุกคนพร้อมกัน
  4. เก็บข้อมูลการใช้โค้ดแยกตามกลุ่มลูกค้า เพื่อวิเคราะห์ในภายหลังว่ากลุ่มไหนตอบสนองดีที่สุดกับโค้ดประเภทไหน

เชื่อมข้อมูลคูปองกับช่องทางที่แจกออกไป

ถ้าร้านแจกโค้ดผ่านหลายช่องทางพร้อมกัน เช่นทั้ง Broadcast ใน LINE และโพสต์ในโซเชียลมีเดียอื่น ควรใช้โค้ดที่ต่างกันในแต่ละช่องทาง เพื่อให้รู้ว่าช่องทางไหนสร้างยอดขายได้มากกว่ากัน ถ้าใช้โค้ดเดียวกันทุกที่ จะแยกไม่ออกเลยว่าคนที่ใช้โค้ดมาจากช่องทางไหน

การแยกโค้ดตามช่องทางยังช่วยให้เห็นว่าฐานลูกค้าใน LINE มีพฤติกรรมตอบสนองต่อโปรโมชันต่างจากช่องทางอื่นอย่างไร ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนงบประมาณการตลาดในอนาคต

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อวัดผลคูปอง

  • วัดความสำเร็จจากจำนวนคนใช้โค้ดอย่างเดียว โดยไม่เทียบกับยอดขายช่วงปกติ
  • แจกโค้ดแบบไม่มีเงื่อนไขให้ทุกคน ทำให้ลูกค้าที่จะซื้ออยู่แล้วได้ส่วนลดไปฟรี ๆ โดยไม่ได้สร้างยอดขายเพิ่ม
  • ใช้โค้ดเดียวกันในทุกช่องทาง ทำให้แยกไม่ออกว่าช่องทางไหนได้ผลจริง
  • ไม่ติดตามว่าลูกค้าที่ใช้โค้ดครั้งแรกกลับมาซื้อซ้ำหรือไม่ ทำให้ไม่รู้ว่าโปรโมชันสร้างฐานลูกค้าระยะยาวได้หรือไม่

ใส่ความจำกัดที่จริงเข้าไปในคูปอง เพื่อกระตุ้นให้ตัดสินใจเร็วขึ้น

อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อว่าคูปองจะสร้างยอดขายที่เกิดขึ้นใหม่ได้มากแค่ไหนคือความรู้สึกเร่งด่วนของลูกค้า ถ้าโค้ดส่วนลดไม่มีวันหมดเขตชัดเจน ลูกค้าที่ลังเลอยู่แล้วมักจะเก็บโค้ดไว้ก่อนแล้วลืมไปในที่สุด การใส่ความจำกัดด้านเวลาหรือจำนวนที่เป็นจริงเข้าไปในโปรโมชัน ช่วยให้คนที่กำลังลังเลตัดสินใจเร็วขึ้น แทนที่จะปล่อยผ่านไปเรื่อย ๆ

สิ่งสำคัญคือความจำกัดนั้นต้องเป็นจริง ถ้าร้านบอกว่าโค้ดหมดเขตคืนนี้แต่พรุ่งนี้ก็ยังมีโค้ดใหม่ให้ใช้อีก ลูกค้าจะจับได้ในที่สุดและเลิกเชื่อถือความเร่งด่วนที่ร้านสื่อสารออกไป ซึ่งจะทำให้โปรโมชันในอนาคตได้ผลน้อยลงเรื่อย ๆ เพราะลูกค้าเรียนรู้ว่าไม่จำเป็นต้องรีบตัดสินใจ

มองผลของคูปองในระยะยาว ไม่ใช่แค่ยอดขายเดือนที่แจก

ร้านจำนวนไม่น้อยวัดผลคูปองแค่ในเดือนที่แจกโปรโมชัน แล้วสรุปว่าคุ้มค่าหรือไม่จากยอดขายเดือนนั้นเพียงอย่างเดียว แต่ในความเป็นจริง คูปองบางประเภทมีผลกระทบต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน โดยเฉพาะคูปองที่ใช้ดึงลูกค้าใหม่เข้ามาซื้อครั้งแรก เพราะถ้าประสบการณ์ครั้งแรกดี ลูกค้าอาจกลับมาซื้อซ้ำในราคาปกติโดยไม่ต้องมีส่วนลดอีกเลย

การประเมินมูลค่าลูกค้าตลอดช่วงชีวิตเทียบกับต้นทุนที่ใช้ได้มาจึงเป็นมุมมองที่ครบถ้วนกว่าการดูแค่ยอดขายทันทีหลังแจกคูปอง ร้านที่ยอมขาดทุนเล็กน้อยจากส่วนลดในการซื้อครั้งแรก แต่ได้ลูกค้าที่กลับมาซื้อซ้ำในระยะยาว มักคุ้มค่ากว่าร้านที่เน้นแต่ยอดขายทันทีโดยไม่สนใจว่าลูกค้าจะกลับมาอีกหรือไม่

ตัวอย่างสถานการณ์ที่แสดงให้เห็นความต่างระหว่างสองมุมมอง

ลองนึกภาพร้านขายอาหารเสริมออนไลน์ที่แจกโค้ดส่วนลดยี่สิบเปอร์เซ็นต์ให้สมาชิกใหม่ผ่าน LINE เดือนแรกที่แจกโค้ด มีคนใช้โค้ดสั่งซื้อครั้งแรกจำนวนหนึ่ง แต่ถ้าเทียบกำไรของเดือนนั้นอย่างเดียว อาจดูเหมือนขาดทุนเพราะให้ส่วนลดไปเยอะ แต่พอติดตามต่อไปอีกสามเดือน พบว่าลูกค้ากลุ่มนี้เกินครึ่งกลับมาซื้อซ้ำในราคาปกติโดยไม่ต้องมีโค้ดอีกแล้ว เพราะติดใจในคุณภาพสินค้าตั้งแต่ครั้งแรกที่ลอง

ถ้าร้านนี้ตัดสินใจยกเลิกโปรโมชันเพราะดูกำไรแค่เดือนแรก ก็จะพลาดโอกาสสร้างฐานลูกค้าประจำที่มีมูลค่าสูงกว่าในระยะยาวไปอย่างน่าเสียดาย ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าทำไมการวัดผลคูปองต้องมองทั้งสองมุม ทั้งยอดขายที่เกิดขึ้นทันทีและมูลค่าที่ตามมาในภายหลัง ไม่ใช่ตัดสินจากตัวเลขเดือนเดียวแล้วสรุปทันที

วางรอบรายงานผลคูปองให้ทีมเห็นภาพต่อเนื่อง

การวัดผลคูปองไม่ควรทำแค่ครั้งเดียวตอนจบแคมเปญ แต่ควรมีรอบรายงานที่สม่ำเสมอ เพื่อให้ทีมเห็นแนวโน้มระหว่างทางและปรับกลยุทธ์ได้ทันเวลา หากรอจนโปรโมชันจบแล้วค่อยมาสรุป อาจสายเกินไปที่จะแก้ไขถ้าโปรโมชันนั้นไม่ได้ผลตามที่คาด

  • รายงานรายวันช่วงที่โปรโมชันกำลังดำเนินอยู่ เพื่อดูว่าจำนวนคนใช้โค้ดเป็นไปตามที่คาดหรือไม่
  • รายงานรายสัปดาห์เทียบยอดขายกับช่วงเวลาปกติ เพื่อประเมินว่ามีการสร้างยอดขายใหม่จริงมากน้อยแค่ไหน
  • รายงานสรุปหลังจบโปรโมชันหนึ่งเดือน เพื่อดูอัตราการกลับมาซื้อซ้ำของลูกค้าที่เคยใช้โค้ด
  • ทบทวนทุกไตรมาสว่ารูปแบบคูปองแบบไหนให้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด แล้วปรับกลยุทธ์การแจกโค้ดในรอบถัดไปตามข้อมูลจริง ไม่ใช่ตามความเคยชิน

สรุป

จำนวนคนใช้โค้ดส่วนลดเป็นตัวเลขที่ดูน่าตื่นเต้นแต่ไม่ได้บอกความจริงทั้งหมด สิ่งที่สำคัญกว่าคือยอดขายที่เพิ่มขึ้นใหม่จริงจากการมีโปรโมชัน ไม่ใช่ยอดขายที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้วแม้ไม่มีส่วนลด

การเทียบกับช่วงเวลาปกติ การตั้งเงื่อนไขที่ช่วยกรองคนที่จะซื้ออยู่แล้วออก และการแยกโค้ดตามช่องทาง คือสามเครื่องมือหลักที่ช่วยให้เห็นภาพว่าคูปองสร้างยอดขายจริงมากน้อยแค่ไหน

  • อย่าวัดความสำเร็จของคูปองจากจำนวนคนใช้โค้ดอย่างเดียว
  • เทียบยอดขายกับช่วงเวลาปกติที่ไม่มีโปรโมชัน
  • ตั้งเงื่อนไขที่ช่วยกรองคนที่จะซื้ออยู่แล้วออกจากส่วนลด
  • แยกโค้ดตามช่องทางเพื่อรู้ว่าช่องทางไหนได้ผลจริง

คำถามที่พบบ่อย

ควรตั้งเงื่อนไขยอดขั้นต่ำเท่าไหร่ในการใช้โค้ด

ไม่มีตัวเลขตายตัวที่เหมาะกับทุกร้าน ควรตั้งจากมูลค่าเฉลี่ยต่อออเดอร์ปกติของร้านเป็นฐาน แล้วตั้งยอดขั้นต่ำให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อมากขึ้นกว่าที่ตั้งใจไว้แต่แรก

โค้ดส่วนลดที่แจกให้ลูกค้าเก่ากับลูกค้าใหม่ควรวัดผลต่างกันไหม

ควรวัดแยกกัน เพราะเป้าหมายต่างกัน โค้ดสำหรับลูกค้าใหม่วัดที่จำนวนลูกค้าใหม่ที่เกิดขึ้นจริง ส่วนโค้ดสำหรับลูกค้าเก่าควรวัดที่อัตราการกลับมาซื้อซ้ำ ถ้าใช้ตัวชี้วัดเดียวกันปนกัน จะประเมินความคุ้มค่าผิดพลาดได้

ทำไมยอดขายที่เพิ่มขึ้นจากโปรโมชันถึงวัดให้แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้

เพราะมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อยอดขายพร้อมกัน เช่นฤดูกาล วันหยุด หรือกิจกรรมการตลาดอื่นที่ทำในช่วงเวลาเดียวกัน การวัดผลคูปองจึงเป็นการประมาณการที่ใกล้เคียงความจริง ไม่ใช่ตัวเลขที่แม่นยำเป๊ะ

ควรแจกโค้ดบ่อยแค่ไหนถึงจะไม่ทำให้ลูกค้าเคยชินกับส่วนลด

ถ้าแจกโค้ดบ่อยเกินไป ลูกค้าอาจรอโปรโมชันก่อนตัดสินใจซื้อทุกครั้ง ทำให้ยอดขายช่วงราคาปกติลดลง ควรจำกัดความถี่และเงื่อนไขให้ชัดเจน เช่นเฉพาะโอกาสพิเศษหรือกลุ่มลูกค้าเฉพาะ แทนที่จะแจกเป็นประจำทุกสัปดาห์

linli ช่วยแยกยอดขายตามโค้ดที่แจกในแต่ละช่องทางได้ไหม

เครื่องมือลักษณะนี้ช่วยเชื่อมข้อมูลการทักเข้า LINE กับออเดอร์ที่เกิดขึ้น ทำให้ดูภาพรวมของแต่ละช่องทางได้ง่ายขึ้น แต่ยังต้องอาศัยการตั้งรหัสโค้ดแยกตามช่องทางตั้งแต่ต้น เพื่อให้ข้อมูลที่เก็บมามีความหมายในการวิเคราะห์

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

คนกดเมนูด้านล่างแชท LINE เยอะขึ้นทุกสัปดาห์ แต่ยอดขายจริงแทบไม่ขยับ

คนกดเมนูด้านล่างแชท LINE เยอะขึ้นทุกสัปดาห์ แต่ยอดขายจริงแทบไม่ขยับ

Rich Menu ที่มียอดกดเยอะไม่ได้แปลว่าสร้างยอดขายเสมอไป บทความนี้อธิบายวิธีวัดผลแต่ละปุ่มใน Rich Menu ให้เชื่อมโยงกับออเดอร์จริง พร้อมวิธีปรับปรุงเมนูให้ตอบโจทย์เป้าหมายทางธุรกิจมากขึ้น
วัดผล Broadcast LINE แยกให้ออกว่าข้อความไหนสร้างออเดอร์ ไม่ใช่แค่ยอดเปิดอ่าน

วัดผล Broadcast LINE แยกให้ออกว่าข้อความไหนสร้างออเดอร์ ไม่ใช่แค่ยอดเปิดอ่าน

ร้านที่ส่ง Broadcast ผ่าน LINE เป็นประจำมักดูแค่ยอดเปิดอ่านหรือยอดคลิก แต่ตัวเลขที่สำคัญกว่านั้นคือ Broadcast ข้อความไหนสร้างออเดอร์ได้จริง บทความนี้อธิบายวิธีตั้งค่าและวัดผลให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างข้อความที่ส่งกับยอดขายที่เกิดขึ้น
แชทถามคอร์สพุ่งขึ้นทุกสัปดาห์ แต่ยอดสมัครเรียนจริงไม่ขยับเลย

แชทถามคอร์สพุ่งขึ้นทุกสัปดาห์ แต่ยอดสมัครเรียนจริงไม่ขยับเลย

ธุรกิจคอร์สเรียนที่ยิงแอดเข้า LINE มักดีใจกับยอดแชทที่เพิ่มขึ้น แต่ไม่รู้ว่าใครสมัครจริง บทความนี้วางกรอบ conversion tracking สำหรับคอร์สเรียนตั้งแต่คลิกโฆษณาไปถึงยอดชำระเงิน