← กลับไปหน้าบทความ
การเงิน & ROI

เช็คสถานะ Approved Lead สินเชื่อด้วยสมุดนัด กับให้ระบบตัดอัตโนมัติ ต่างกันตรงไหน

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:52อัปเดต 12 ส.ค. 04:52อ่าน 2 นาที
เช็คสถานะ Approved Lead สินเชื่อด้วยสมุดนัด กับให้ระบบตัดอัตโนมัติ ต่างกันตรงไหน
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Approved Lead สินเชื่อคือคนที่ผ่านการตรวจสอบเครดิตและได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว ไม่ใช่แค่คนที่ทักเข้ามาสอบถาม การจดสถานะนี้ด้วยมือลงสมุดยังพอไหวเมื่อเคสไม่เยอะ แต่พอเริ่มยิงแอดหลายแคมเปญพร้อมกัน การให้ระบบตัดสถานะอัตโนมัติจะให้ข้อมูลที่ผูกกับแคมเปญต้นทางและวันเวลาอนุมัติได้ละเอียดกว่ามาก ทำให้รู้ว่าช่องทางไหนสร้าง Approved Lead จริง ไม่ใช่แค่ Lead ที่ทักเข้ามาเฉย ๆ

เจ้าหน้าที่สินเชื่อของบริษัทไฟแนนซ์รายย่อยแห่งหนึ่งมีสมุดปกแข็งเล่มหนาวางอยู่บนโต๊ะทำงานมาหลายปี ทุกครั้งที่มีลูกค้ารายใดผ่านการอนุมัติวงเงิน เธอจะจดชื่อ วันที่อนุมัติ และวงเงินที่ได้ลงในสมุดเล่มนั้น วิธีนี้ใช้งานได้ดีในช่วงที่บริษัทมีสาขาเดียวและยังไม่ได้ทำการตลาดผ่านโฆษณาออนไลน์มากนัก

แต่เมื่อบริษัทเริ่มยิงแอด Google และ Facebook พร้อมกันหลายแคมเปญ พร้อมกับเปิดให้ลูกค้าทักเข้า LINE OA เพื่อสอบถามและยื่นเอกสารเบื้องต้น สมุดเล่มนั้นก็เริ่มตอบคำถามสำคัญไม่ได้อีกต่อไป เพราะเมื่อผู้บริหารถามว่าแคมเปญไหนสร้างคนที่ผ่านอนุมัติจริงมากที่สุด เจ้าหน้าที่ต้องนั่งไล่เปิดสมุดทีละหน้าแล้วพยายามจำว่าลูกค้าคนไหนทักมาจากไหน ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้เมื่อมีเคสสะสมหลักร้อยต่อเดือน

บทความนี้จะเทียบให้เห็นว่าการจดสถานะ Approved Lead ด้วยมือกับการให้ระบบตัดสถานะอัตโนมัติต่างกันตรงไหน เหมาะกับทีมสินเชื่อขนาดไหน และจะย้ายจากวิธีเดิมไปเป็นระบบใหม่ได้อย่างไรโดยไม่เสียข้อมูลที่สะสมมา

Approved Lead ของสินเชื่อคือใคร ไม่ใช่แค่คนที่ทักเข้ามา

ในธุรกิจสินเชื่อ คนที่ทักเข้า LINE OA เพื่อถามเรื่องวงเงินหรือดอกเบี้ยยังไม่ใช่ Approved Lead พวกเขาเป็นเพียง Lead หรืออย่างมากก็ Qualified Lead ถ้าให้ข้อมูลเบื้องต้นครบและดูมีแนวโน้มจะยื่นกู้จริง ส่วน Approved Lead คือคนที่ยื่นเอกสารและผ่านการตรวจสอบเครดิตจากทีมเครดิตหรือทีมวิเคราะห์แล้ว ได้รับการอนุมัติวงเงินอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่อยู่ลึกกว่า Lead ทั่วไปมาก

ความสับสนที่พบบ่อยคือทีมการตลาดมักรายงานจำนวน Lead ที่ทักเข้ามาเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จ ทั้งที่ตัวเลขนี้ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับจำนวนคนที่ผ่านอนุมัติเสมอไป บางแคมเปญอาจสร้าง Lead จำนวนมากแต่ส่วนใหญ่ไม่ผ่านเกณฑ์เครดิต ในขณะที่บางแคมเปญสร้าง Lead น้อยกว่าแต่อัตราผ่านอนุมัติสูงกว่ามาก การแยกสองตัวเลขนี้ออกจากกันจึงสำคัญมากสำหรับการตัดสินใจปรับงบโฆษณา

จดสถานะอนุมัติด้วยมือ ทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้

การจดสถานะ Approved Lead ลงสมุดมีข้อดีตรงที่ทำได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนระบบใด ๆ เจ้าหน้าที่เครดิตสามารถจดชื่อลูกค้าและวงเงินที่อนุมัติได้ทุกครั้งที่มีเคสผ่าน เหมาะกับทีมขนาดเล็กที่มีเคสเข้ามาไม่มากในแต่ละสัปดาห์ และยังไม่ได้ยิงแอดหลายช่องทางพร้อมกัน

แต่ข้อจำกัดใหญ่คือสมุดเล่มนี้ไม่มีทางบอกได้ว่าลูกค้าที่ผ่านอนุมัติแต่ละคนทักเข้ามาจากแคมเปญไหน ใช้เวลากี่วันตั้งแต่ทักครั้งแรกจนถึงวันที่อนุมัติ หรือมีรูปแบบอะไรร่วมกันในกลุ่มที่ผ่านกับกลุ่มที่ไม่ผ่าน เมื่อธุรกิจขยายขึ้นและเริ่มมีเคสสะสมหลายร้อยรายการ การวิเคราะห์เชิงลึกจากสมุดจดมือแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ

อีกปัญหาหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือสมุดเล่มเดียวมีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล ถ้าสมุดหายหรือเปียกน้ำ ข้อมูลลูกค้าที่สะสมมาเป็นปีอาจหายไปทั้งหมดโดยไม่มีสำเนาสำรอง ต่างจากระบบดิจิทัลที่มักมีการสำรองข้อมูลอัตโนมัติ นอกจากนี้การที่มีเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียวเป็นผู้ถือสมุดยังทำให้เมื่อคนนั้นลาป่วยหรือลาออก ข้อมูลบางส่วนอาจไม่ถูกส่งต่อให้คนใหม่อย่างครบถ้วน

ระบบตัดสถานะอัตโนมัติเพิ่มอะไรจากการจดมือ

ระบบที่บันทึกสถานะ Lead ผ่าน LINE โดยอัตโนมัติมักผูกทุกเคสไว้กับแหล่งที่มาตั้งแต่วินาทีแรกที่ลูกค้ากด Tracking Link เข้ามา เมื่อเจ้าหน้าที่เครดิตอัปเดตสถานะเป็นอนุมัติในระบบ ข้อมูลแคมเปญต้นทาง วันเวลาที่ทักครั้งแรก และวันที่อนุมัติจะถูกบันทึกไว้พร้อมกันโดยไม่ต้องจำเอง

ผลคือเมื่อถึงสิ้นเดือน ผู้บริหารสามารถดึงรายงานออกมาดูได้ทันทีว่าแคมเปญไหนสร้าง Approved Lead มากที่สุด ใช้เวลาเฉลี่ยกี่วันจากทักครั้งแรกถึงอนุมัติ และช่องทางไหนมีอัตราผ่านอนุมัติสูงกว่ากัน โดยไม่ต้องรอให้เจ้าหน้าที่มานั่งไล่เปิดสมุดทีละหน้าเหมือนวิธีเดิม

ตัวอย่างสมมติ เทียบสิ่งที่รู้ได้จากสองวิธีในเดือนเดียวกัน

ตารางนี้เป็นตัวอย่างสมมติเปรียบเทียบสิ่งที่ทีมสินเชื่อรู้ได้จากการจดมือ กับสิ่งที่รู้ได้จากระบบตัดสถานะอัตโนมัติ เมื่อมีเคสอนุมัติจำนวนเท่ากันในเดือนเดียวกัน:

สิ่งที่อยากรู้ (ตัวอย่างสมมติ)จดมือลงสมุดระบบตัดสถานะอัตโนมัติ
จำนวน Approved Lead รวมต่อเดือนรู้ได้รู้ได้
แยกตามแคมเปญต้นทางแทบเป็นไปไม่ได้รู้ได้ทันที
ระยะเวลาเฉลี่ยจากทักถึงอนุมัติไม่มีข้อมูลรู้ได้ทันที
อัตราผ่านอนุมัติต่อแคมเปญต้องเดารู้ได้ทันที

ทีมสินเชื่อขนาดไหนยังใช้สมุดนัดได้อยู่โดยไม่เสียหาย

ไม่ใช่ทุกทีมสินเชื่อที่ต้องรีบเปลี่ยนไปใช้ระบบอัตโนมัติทันที ทีมที่มีเคสอนุมัติไม่เกินสิบรายต่อสัปดาห์และยังไม่ได้ยิงแอดหลายแคมเปญพร้อมกัน อาจยังใช้วิธีจดมือได้อยู่โดยไม่เสียหายมาก เพราะปริมาณข้อมูลน้อยพอที่เจ้าหน้าที่จะจำภาพรวมได้เอง

แต่เมื่อไหร่ที่เริ่มยิงแอดหลายช่องทางพร้อมกันหรือเคสอนุมัติเริ่มมากขึ้นจนจำไม่ไหวว่าใครมาจากไหน นั่นคือสัญญาณที่ควรเริ่มพิจารณาย้ายไปใช้ระบบที่บันทึกข้อมูลอัตโนมัติ เพราะต้นทุนของการตัดสินใจปรับงบผิดจากข้อมูลที่ไม่ครบเริ่มสูงกว่าต้นทุนของการเปลี่ยนระบบแล้ว ทีมที่มีลูกค้ามูลค่าสูงและวงจรการขายยาวควรอ่านเรื่อง การวาง CRM สำหรับ Lead มูลค่าสูงผ่าน LINE OA ประกอบ เพื่อวางระบบติดตามที่รองรับการขยายตัวของธุรกิจในระยะยาว

ย้ายจากสมุดนัดไปเป็นระบบตัดสถานะโดยไม่เสียข้อมูลเก่า

  1. รวบรวมข้อมูลจากสมุดเก่าเป็นไฟล์เดียว เช่นชื่อลูกค้า วันที่อนุมัติ และวงเงิน เพื่อใช้เทียบเปรียบเทียบก่อนและหลังเปลี่ยนระบบ
  2. เลือกช่วงที่เคสไม่แน่นเป็นช่วงทดลองใช้ระบบใหม่คู่ขนานกับสมุดเดิมสักสองสัปดาห์ ให้เจ้าหน้าที่คุ้นเคยก่อนเลิกใช้สมุด
  3. ตั้งค่าให้ระบบบันทึกแคมเปญต้นทางของทุกเคสตั้งแต่วันแรกที่เริ่มใช้ ไม่ปล่อยให้มีช่วงที่ข้อมูลขาดหาย
  4. เมื่อมั่นใจว่าระบบทำงานได้ครบถ้วนแล้ว ค่อยเลิกใช้สมุดอย่างเป็นทางการ แล้วเก็บสมุดเก่าไว้อ้างอิงเทียบข้อมูลย้อนหลังได้ในกรณีจำเป็น

ต้นทุนที่มองไม่เห็นของการไม่แยกแคมเปญตอนอนุมัติ

ตัวอย่างสมมติ ถ้าบริษัทยิงแอดสองแคมเปญพร้อมกัน แคมเปญหนึ่งมีอัตราผ่านอนุมัติสูงถึงสี่สิบเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่อีกแคมเปญมีอัตราแค่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ แต่เพราะจดข้อมูลด้วยมือโดยไม่แยกแคมเปญ ผู้บริหารจะเห็นแค่ตัวเลขรวมที่ยี่สิบห้าเปอร์เซ็นต์ และไม่มีทางรู้เลยว่าควรเพิ่มงบแคมเปญไหนหรือปรับเกณฑ์คัดกรองเบื้องต้นของแคมเปญไหนก่อน

ความสูญเสียนี้ไม่ได้อยู่ที่การจดข้อมูลอย่างเดียว แต่อยู่ที่การตัดสินใจทางธุรกิจที่ผิดพลาดต่อเนื่อง ยิ่งบริษัทใช้งบโฆษณามากขึ้นเท่าไหร่ ต้นทุนของการไม่มีรายละเอียดนี้ก็ยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย ควรอ่านเรื่อง การคำนวณ Cost per Approved Lead ประกอบ เพื่อดูว่าการแยกแคมเปญช่วยตัดสินใจปรับงบได้อย่างไร

ตัวอย่างสมมติที่เห็นภาพชัดคือถ้าบริษัทเพิ่มงบให้แคมเปญที่มีอัตราผ่านอนุมัติต่ำต่อไปเรื่อย ๆ เพราะเข้าใจผิดว่าเป็นแคมเปญที่ดีที่สุด อาจเสียงบโฆษณาไปหลายแสนบาทต่อปีโดยไม่ได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่า ในขณะที่แคมเปญที่มีอัตราผ่านอนุมัติสูงกว่าแต่ดูมีจำนวน Lead น้อยกว่ากลับถูกตัดงบลงเพราะเข้าใจผิดว่าไม่มีประสิทธิภาพ

ตรวจคุณภาพข้อมูลก่อนเชื่อถือสถานะ Approved Lead

  • เคสซ้ำ — ลูกค้าคนเดิมทักเข้ามาหลายครั้งจากหลายแคมเปญ ต้องมีกฎว่าจะนับให้แคมเปญไหนเป็นผู้สร้าง
  • สถานะไม่อัปเดตตรงเวลา — เจ้าหน้าที่เครดิตอาจอนุมัติจริงแล้วแต่ลืมเปลี่ยนสถานะในระบบ ทำให้ตัวเลขรายเดือนคลาดเคลื่อน
  • แคมเปญต้นทางขาดหาย — ลูกค้าบางรายอาจทักเข้ามาโดยไม่ผ่าน Tracking Link เช่น แชร์ต่อจากเพื่อน ทำให้ไม่มีแคมเปญต้นทางให้ผูก
  • เขตเวลาไม่ตรง — ถ้าระบบบันทึกเวลาไม่ตรงกับเวลาไทย รายงานรายวันหรือรายสัปดาห์อาจคลาดเคลื่อนได้

ทำให้ทีมเครดิตยอมรับระบบใหม่แทนที่จะแอบกลับไปจดมือ

ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อเปลี่ยนจากสมุดไปเป็นระบบคือเจ้าหน้าที่ที่คุ้นเคยกับวิธีเดิมอาจรู้สึกว่าระบบใหม่ยุ่งยากกว่าและแอบกลับไปจดมือคู่ขนานโดยไม่ได้บันทึกในระบบให้ครบ ทางแก้คือให้เจ้าหน้าที่มีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนเลือกระบบ และอธิบายให้เห็นประโยชน์ที่ตัวเองจะได้ เช่นไม่ต้องจำเองว่าลูกค้ารายไหนทักมาจากแคมเปญอะไร

การให้เวลาเจ้าหน้าที่ฝึกใช้ระบบใหม่สักสองสามสัปดาห์ก่อนตัดสมุดเก่าออกอย่างเด็ดขาด ก็ช่วยลดแรงต่อต้านได้มาก เพราะเจ้าหน้าที่จะเห็นเองว่าระบบใหม่ช่วยลดภาระการรายงานประจำสัปดาห์ลงจริง ไม่ใช่แค่เพิ่มขั้นตอนที่ต้องทำซ้ำซ้อนกับสมุดเดิม ทีมที่ต้องการดูภาพรวมของ Lead ทุกระดับตั้งแต่ต้นถึงอนุมัติ ควรอ่านเรื่อง การวัด Qualified Lead การเงินจาก LINE ประกอบด้วย เพราะเป็นขั้นก่อนหน้า Approved Lead ที่ต้องวัดควบคู่กัน

สรุป

การจดสถานะ Approved Lead ด้วยมือยังพอใช้ได้กับทีมสินเชื่อขนาดเล็กที่เคสไม่เยอะ แต่ขาดรายละเอียดที่ผูกกับแคมเปญต้นทาง ทำให้วิเคราะห์เชิงลึกไม่ได้ ในขณะที่ระบบตัดสถานะอัตโนมัติให้ข้อมูลครบกว่ามาก เหมาะกับทีมที่เริ่มยิงแอดหลายแคมเปญพร้อมกันหรือมีเคสสะสมมากขึ้น

สิ่งสำคัญคือรู้จังหวะที่ควรย้ายจากวิธีเดิมไปใช้ระบบใหม่ โดยไม่เสียข้อมูลเก่าที่เก็บมา และวางแผนช่วงเปลี่ยนผ่านให้เจ้าหน้าที่คุ้นเคยก่อนเลิกใช้วิธีเดิมอย่างเป็นทางการ

  • จดมือเหมาะกับทีมเล็กที่เคสไม่เยอะ แต่ขาดรายละเอียดแคมเปญต้นทาง
  • ระบบอัตโนมัติบันทึกแคมเปญต้นทางและระยะเวลาอนุมัติได้ละเอียดกว่ามาก
  • ตรวจคุณภาพข้อมูลก่อนเชื่อถือตัวเลข โดยเฉพาะเคสซ้ำและสถานะไม่อัปเดตตรงเวลา
  • ย้ายระบบด้วยช่วงทดลองคู่ขนาน และเก็บข้อมูลเก่าไว้เทียบเปรียบเทียบ

คำถามที่พบบ่อย

ทีมสินเชื่อขนาดเล็กที่เคสไม่เยอะยังจำเป็นต้องใช้ระบบอัตโนมัติไหม

ถ้าเคสยังไม่เยอะและยังไม่ได้ยิงแอดหลายแคมเปญพร้อมกัน วิธีจดมือก็ยังพอใช้ได้อยู่ แต่ควรเริ่มระบุแคมเปญต้นทางกำกับไว้ทุกครั้งเพื่อเตรียมข้อมูลไว้สำหรับตอนที่ธุรกิจขยายขึ้น

Approved Lead กับ Qualified Lead ต่างกันอย่างไร

Qualified Lead คือคนที่ให้ข้อมูลเบื้องต้นครบและดูมีแนวโน้มยื่นกู้จริง ส่วน Approved Lead คือคนที่ยื่นเอกสารและผ่านการตรวจสอบเครดิตจนได้รับอนุมัติวงเงินแล้ว ซึ่งเป็นขั้นที่ลึกกว่ามาก

ควรตัดงบแคมเปญที่มีอัตราผ่านอนุมัติต่ำทันทีไหม

ไม่ควรตัดสินใจทันทีจากตัวเลขเดียว ควรดูก่อนว่าสาเหตุมาจากคุณภาพของกลุ่มเป้าหมายในแคมเปญนั้น หรือมาจากขั้นตอนคัดกรองเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ที่ยังไม่ดีพอ แล้วแก้ที่ต้นเหตุก่อนตัดสินใจเรื่องงบ

ย้ายไปใช้ระบบใหม่แล้วข้อมูลเก่าในสมุดจะหายไปเลยไหม

ไม่จำเป็นต้องหาย ควรรวบรวมข้อมูลจากสมุดเก่าเป็นไฟล์เก็บไว้ก่อนเลิกใช้ เพื่อสามารถเทียบเปรียบเทียบอัตราผ่านอนุมัติก่อนและหลังเปลี่ยนระบบได้

ควรเก็บข้อมูลอะไรบ้างนอกจากสถานะอนุมัติ

ควรเก็บวันที่ทักครั้งแรก แคมเปญต้นทาง วันที่ยื่นเอกสาร วันที่อนุมัติ และวงเงินที่ได้รับ เพื่อให้คำนวณระยะเวลาเฉลี่ยและอัตราผ่านอนุมัติต่อแคมเปญได้ครบถ้วน

มีเครื่องมือที่ช่วยบันทึกแคมเปญต้นทางและสถานะอนุมัติอัตโนมัติไหม

ระบบแชทที่บันทึกที่มาของ Lead และสถานะการอนุมัติอย่าง linli ช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่ในการจดมือ และทำให้ดึงรายงานแยกตามแคมเปญได้ง่ายขึ้นเมื่อธุรกิจเริ่มขยาย

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำไม Lead สินเชื่อจาก LINE ดูเยอะ แต่ผ่านเกณฑ์ Qualified ได้น้อยกว่าที่คิด

ทำไม Lead สินเชื่อจาก LINE ดูเยอะ แต่ผ่านเกณฑ์ Qualified ได้น้อยกว่าที่คิด

ยอดคนทักเข้า LINE ถามเรื่องสินเชื่อเพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่พอเทียบกับจำนวนที่ผ่านเกณฑ์ Qualified Lead จริงกลับน้อยมาก บทความนี้ชวนหาสาเหตุและวางเกณฑ์คัดกรองที่ใช้ได้จริง
ขายกรมธรรม์ผ่าน LINE แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามาจากแคมเปญไหน

ขายกรมธรรม์ผ่าน LINE แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่ามาจากแคมเปญไหน

ตัวแทนประกันหลายคนปิดการขายกรมธรรม์ในแชท LINE โดยไม่มีใครผูกยอดขายนั้นกลับไปยังแคมเปญต้นทาง บทความนี้ชวนวางระบบวัด Cost per Policy Sale ให้ตรงกับกระบวนการขายจริง
วัด Cost per Approved Lead ต้นทุนควรตัดที่ Lead หรือที่ขั้นตอนอนุมัติ

วัด Cost per Approved Lead ต้นทุนควรตัดที่ Lead หรือที่ขั้นตอนอนุมัติ

หลายทีมสินเชื่อดูแค่ต้นทุนต่อ Lead แล้วสรุปว่าแคมเปญไหนคุ้ม ทั้งที่ Lead ไม่ได้แปลว่าจะผ่านอนุมัติทุกราย บทความนี้ชวนคำนวณ Cost per Approved Lead ให้ถูกต้องและตัดสินใจว่าควรแก้ที่จุดไหนก่อน