← กลับไปหน้าบทความ
แพลตฟอร์มโฆษณา

วัดยอดขายจาก LINE Ads แล้ว ทำไม Lead เยอะขึ้นแต่ระบบยังหาคนซื้อจริงไม่เจอ

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:51อัปเดต 12 ส.ค. 04:51อ่าน 2 นาที
วัดยอดขายจาก LINE Ads แล้ว ทำไม Lead เยอะขึ้นแต่ระบบยังหาคนซื้อจริงไม่เจอ
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Lead ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่ายอดขายจะเพิ่มตาม เพราะระบบโฆษณาเรียนรู้จาก Event ที่ถูกส่งกลับเป็นหลัก ถ้าส่งแค่ Event ต้นทางอย่างการทักแชท ระบบจะยังหาคนที่ชอบทักเล่น ๆ ต่อไป ไม่ใช่คนที่ตั้งใจซื้อจริง

แคมเปญหนึ่งที่ผมเคยดูให้ลูกค้ารายหนึ่ง เดือนแรกได้ Lead มา 120 คน เดือนถัดมาเพิ่มงบแล้วได้ Lead 210 คน ตัวเลขดูดีขึ้นในสายตาทีมการตลาด แต่พอถามฝั่งขายว่ายอดปิดการขายเป็นยังไง คำตอบคือแทบไม่ต่างจากเดือนก่อนเลย บางทียังน้อยกว่าด้วยซ้ำเพราะแอดมินต้องตอบแชทเยอะขึ้นแต่คุณภาพลดลง

สิ่งที่เกิดขึ้นคือระบบโฆษณากำลังทำงานตามที่มันถูกสั่งมาอย่างถูกต้อง เพียงแต่สิ่งที่มันถูกสั่งให้หาไม่ใช่ 'คนที่จะซื้อ' แต่เป็น 'คนที่มีแนวโน้มทักแชท' ซึ่งเป็นคนละกลุ่มกัน ถ้า Event ที่ส่งกลับไปเป็นแค่การทักแชท ระบบก็จะไปหาคนที่ชอบทักบ่อย ไม่ว่าจะตั้งใจซื้อจริงหรือแค่อยากรู้ราคาเฉย ๆ

บทความนี้จะอธิบายว่าทำไม Lead เยอะขึ้นถึงไม่การันตีว่ายอดขายจะขึ้นตาม และควรปรับสัญญาณที่ส่งกลับไปยังไงถึงจะทำให้ระบบไปหาคนที่ใกล้เคียงคนซื้อจริงมากขึ้น

ระบบโฆษณาเรียนรู้จากสิ่งที่คุณป้อนให้เท่านั้น

หลักการพื้นฐานที่ต้องเข้าใจก่อนคือระบบ Bidding อัตโนมัติของแพลตฟอร์มโฆษณาไม่ได้รู้เองว่าใครคือลูกค้าที่ดี มันเรียนรู้จาก Event ที่ธุรกิจส่งกลับไปเท่านั้น ถ้าส่งแค่ 'มีคนทักแชท' เป็นสัญญาณความสำเร็จ ระบบก็จะพยายามหาคนที่มีพฤติกรรมคล้ายคนที่เคยทักแชทมาก่อน โดยไม่รู้เลยว่าในกลุ่มคนที่ทักนั้น มีกี่คนที่ซื้อจริงและกี่คนที่แค่ถามเล่น

นี่คือเหตุผลที่แคมเปญบางตัวได้ Lead เยอะขึ้นเรื่อย ๆ แต่คุณภาพกลับแย่ลง เพราะระบบกำลังขยายกลุ่มเป้าหมายไปหาคนที่คล้ายกับ 'คนที่ทักง่าย' ซึ่งมักเป็นคนที่ตัดสินใจซื้อยากกว่ากลุ่มที่ตั้งใจหาข้อมูลมาก่อนแล้ว

จำนวน Lead กับคุณภาพ Lead ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

ทีมการตลาดหลายทีมยังใช้จำนวน Lead เป็นตัวชี้วัดหลักของความสำเร็จ ทั้งที่ในความเป็นจริง Lead หนึ่งร้อยคนที่มีสิบคนซื้อจริง มีคุณค่ามากกว่า Lead สองร้อยคนที่มีแค่ห้าคนซื้อ ปัญหาคือถ้าไม่มีข้อมูลย้อนกลับไปบอกระบบว่ากลุ่มไหนซื้อจริง ระบบก็จะยังไล่ตามจำนวนต่อไปเพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่มันวัดได้

การแยก Lead ที่มีแนวโน้มซื้อจริง ออกจาก Lead ที่แค่สนใจผ่าน ๆ จึงเป็นขั้นตอนที่ขาดไม่ได้ก่อนจะส่งสัญญาณกลับไปยังระบบโฆษณา ไม่ใช่ส่งทุก Lead เข้าไปเป็นสัญญาณความสำเร็จเท่ากันหมด

จัดลำดับสัญญาณที่ควรส่งกลับตามระยะของแคมเปญ

ช่วงของแคมเปญสัญญาณที่ควรส่งเป็นหลักเหตุผล
เพิ่งเริ่ม ข้อมูลยังน้อยการทักแชทหรือเป็น Leadต้องมีปริมาณ Event พอให้ระบบเริ่มเรียนรู้รูปแบบได้
เริ่มมีข้อมูลสม่ำเสมอQualified Lead ที่ผ่านเกณฑ์คุยจริงกรองคนที่แค่ทักเล่นออกไปบางส่วน
มีข้อมูลออเดอร์มากพอยอดขายหรือ Purchase จริงให้ระบบเรียนรู้จากคนที่ซื้อจริงโดยตรง

นิยาม Qualified Lead ให้ชัดก่อนส่งกลับ

ก่อนจะขยับสัญญาณจากการทักแชทไปเป็น Qualified Lead ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าอะไรทำให้ Lead หนึ่งรายถูกนับว่า 'ผ่านเกณฑ์' ในธุรกิจของคุณ บางธุรกิจใช้เกณฑ์ว่าคุยกันเกินสามข้อความและถามราคาแล้ว บางธุรกิจใช้เกณฑ์ว่ามีการนัดหมายหรือขอใบเสนอราคาแล้วเท่านั้น

ถ้านิยามนี้ยังไม่ชัดหรือแอดมินแต่ละคนตีความไม่ตรงกัน สัญญาณที่ส่งกลับไปยังระบบก็จะกระเพื่อมไม่คงที่ ทำให้ระบบสับสนว่าคนแบบไหนกันแน่ที่เป็นเป้าหมาย ควรมีการตกลงเกณฑ์นี้เป็นลายลักษณ์อักษรและใช้เหมือนกันทั้งทีม

ทำไมยิ่งขยายกลุ่มเป้าหมายยิ่งได้ Lead ที่ปิดยาก

เมื่อระบบพยายามหาคนเพิ่มให้ทันงบที่ขยายขึ้น มันจะขยายขอบเขตกลุ่มเป้าหมายออกไปเรื่อย ๆ จากกลุ่มที่ใกล้เคียงคนซื้อเดิมมากที่สุด ไปสู่กลุ่มที่ใกล้เคียงน้อยลง ถ้าสัญญาณที่ป้อนยังเป็นแค่การทักแชท ระบบจะขยายไปหาคนที่ 'ทักง่าย' มากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งมักเป็นกลุ่มที่ตัดสินใจซื้อยากกว่า

นี่คือกลไกธรรมชาติของระบบ Bidding ไม่ใช่ความผิดพลาดของแพลตฟอร์ม การแก้ไม่ใช่การลดงบกลับ แต่คือการเปลี่ยนสัญญาณที่ป้อนให้แม่นขึ้น เพื่อให้ระบบขยายไปในทิศทางที่ใกล้เคียงคนซื้อจริงมากกว่าเดิม

เช็กจุดนี้ก่อนสรุปว่าแคมเปญทำงานได้ดีหรือไม่

  • ดูสัดส่วน Lead ที่กลายเป็น Qualified Lead เทียบกับ Lead ทั้งหมด ไม่ใช่ดูแค่จำนวน Lead รวม
  • เทียบอัตราปิดการขายระหว่างเดือนที่งบเพิ่มกับเดือนก่อนหน้า ถ้าอัตราลดลงชัดเจนควรทบทวนสัญญาณที่ส่งกลับ
  • ตรวจว่าทีมแอดมินบันทึกสถานะ Lead ครบทุกเคสจริงหรือไม่ เพราะถ้าบันทึกไม่ครบ สัญญาณที่ส่งกลับก็จะไม่สมบูรณ์ตามไปด้วย
  • อย่าตัดสินจากแค่หนึ่งสัปดาห์ ควรให้เวลาระบบปรับตัวหลังเปลี่ยนสัญญาณอย่างน้อยสองถึงสามสัปดาห์ก่อนสรุปผล

ลองไล่ตัวเลขจริงสักเคสให้เห็นภาพ

กลับมาที่เคสร้านที่ผมเล่าไว้ตอนต้น เดือนแรกได้ Lead 120 คนจากงบราวสามหมื่นบาท ปิดการขายได้ 18 คน คิดเป็นอัตราปิดประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ สัญญาณที่ส่งกลับไปตอนนั้นคือการทักแชท เดือนถัดมาเพิ่มงบเป็นห้าหมื่นบาท ได้ Lead 210 คน แต่ปิดการขายได้แค่ 19 คน อัตราปิดตกลงเหลือประมาณ 9 เปอร์เซ็นต์ แม้จำนวนที่ปิดได้จะใกล้เคียงเดิม แต่ต้นทุนต่อการปิดหนึ่งเคสสูงขึ้นเกือบสองเท่า

หลังจากเปลี่ยนสัญญาณที่ส่งกลับจากการทักแชทเป็น Qualified Lead ที่ทีมขายกำหนดเกณฑ์ไว้ชัดว่าต้องถามราคาและมีการนัดโอนเงินแล้ว เดือนถัดมาด้วยงบใกล้เคียงเดิม จำนวน Lead ลดลงเหลือ 160 คน แต่ปิดการขายได้ 27 คน อัตราปิดขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 17 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขชุดนี้เป็นตัวอย่างประกอบกรอบวิเคราะห์เท่านั้น ไม่ใช่ผลที่รับประกันได้กับทุกธุรกิจ เพราะแต่ละร้านมีปัจจัยเรื่องสินค้าและราคาต่างกัน แต่ทิศทางที่เห็นสอดคล้องกับหลักการที่ว่าสัญญาณแม่นขึ้น ระบบก็หาคนได้ตรงขึ้นตาม

สิ่งที่ทำให้เคสนี้เปลี่ยนแปลงได้ไม่ใช่การเปลี่ยนครีเอทีฟหรือกลุ่มเป้าหมายเลยสักนิด แต่คือการเปลี่ยนแค่จุดเดียวคือสัญญาณที่ส่งกลับไปหาระบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมการตลาดควบคุมเองได้โดยไม่ต้องรอฝั่งแพลตฟอร์มปรับอะไรเพิ่ม

ระวังตีความผิดช่วงที่มีปัจจัยฤดูกาลเข้ามาปน

ก่อนจะสรุปว่าการเปลี่ยนสัญญาณช่วยได้จริง ต้องระวังปัจจัยอื่นที่อาจปนเข้ามาด้วย เช่นช่วงเทศกาลที่คนซื้อของง่ายกว่าปกติอยู่แล้ว หรือช่วงที่คู่แข่งหยุดยิงแอดชั่วคราวทำให้ต้นทุนต่อคลิกถูกลง ถ้าตัวเลขดีขึ้นในช่วงนั้นพอดี อาจเป็นเพราะปัจจัยภายนอกมากกว่าการเปลี่ยนสัญญาณเพียงอย่างเดียว

วิธีที่ช่วยแยกผลกระทบสองส่วนนี้ออกจากกันคือเทียบข้อมูลกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าถ้ามี หรืออย่างน้อยเทียบกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมในช่วงนั้น ไม่ใช่เทียบแค่เดือนต่อเดือนแบบตรงไปตรงมา เพราะอาจทำให้สรุปผิดว่าการเปลี่ยนสัญญาณคือปัจจัยเดียวที่ทำให้ตัวเลขดีขึ้นหรือแย่ลง

การให้เวลาสังเกตอย่างน้อยสองถึงสามรอบบิลก่อนสรุปผลจริงจังก็ช่วยได้มาก เพราะรอบแรกอาจยังมีความผันผวนจากการที่ระบบกำลังปรับตัวเข้ากับสัญญาณใหม่ ยังไม่ใช่ตัวเลขที่นิ่งพอจะใช้ตัดสินใจเรื่องงบระยะยาว

สื่อสารกับทีมขายก่อนเปลี่ยนสัญญาณทุกครั้ง

การเปลี่ยนสัญญาณที่ส่งกลับไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิคที่ทีมการตลาดตัดสินใจฝ่ายเดียวได้ เพราะต้องอาศัยทีมขายหรือแอดมินเป็นคนบันทึกสถานะให้ตรงตามเกณฑ์ที่ตกลงกันไว้ ถ้าทีมขายไม่รู้ว่าทำไมต้องเปลี่ยนวิธีบันทึก หรือรู้สึกว่าเป็นภาระงานเพิ่มโดยไม่เข้าใจเหตุผล มักจะบันทึกไม่ครบหรือบันทึกช้า ซึ่งทำให้สัญญาณที่ส่งกลับไปคลาดเคลื่อนตั้งแต่ต้นทาง

วิธีที่ได้ผลคือเล่าให้ทีมขายฟังตรง ๆ ว่าทำไมการบันทึกสถานะให้ครบและตรงเวลาถึงส่งผลต่อคุณภาพ Lead ที่จะได้รับในเดือนถัดไป เมื่อทีมขายเห็นภาพว่าตัวเองมีส่วนช่วยให้ได้ Lead ที่ปิดง่ายขึ้น มักจะให้ความร่วมมือมากกว่าถูกสั่งให้ทำตามโดยไม่รู้เหตุผล

ในทางปฏิบัติ อาจเริ่มจากการตั้งกลุ่มแชทเล็ก ๆ ระหว่างคนดูแลแอดกับหัวหน้าทีมขาย ไว้แจ้งกันทุกครั้งที่มีการปรับสัญญาณหรือเปลี่ยนเกณฑ์ Qualified Lead เพื่อให้ทั้งสองฝั่งเห็นภาพเดียวกันตลอดเวลา ไม่ใช่ต่างคนต่างทำงานแล้วมาเจอกันตอนดูรายงานปลายเดือนเท่านั้น

อีกเรื่องที่ควรใส่ไว้ในการสื่อสารนี้คือขอบเขตความรับผิดชอบให้ชัด ว่าถ้าตัวเลข Conversion ที่ส่งกลับดูผิดปกติไป ใครควรเป็นคนตรวจสอบก่อน ทีมการตลาดควรเช็กฝั่งการตั้งค่าแคมเปญและ Event ส่วนทีมขายควรเช็กฝั่งการบันทึกสถานะในระบบขาย การแบ่งบทบาทแบบนี้ช่วยให้แก้ปัญหาได้เร็วขึ้นเมื่อเกิดความคลาดเคลื่อน แทนที่จะต้องเสียเวลาหาว่าใครควรรับผิดชอบก่อน

สรุป

จำนวน Lead ที่เพิ่มขึ้นเป็นแค่ครึ่งเดียวของภาพความสำเร็จ อีกครึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือระบบโฆษณากำลังเรียนรู้จากสัญญาณแบบไหน ถ้าสัญญาณยังเป็นแค่การทักแชท ระบบก็จะยังหาคนที่ทักง่ายต่อไปโดยไม่สนใจว่าใครซื้อจริง

การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่การเพิ่มหรือลดงบ แต่คือการทบทวนว่าสัญญาณที่ส่งกลับไปตอนนี้ใกล้เคียงคนซื้อจริงแค่ไหน แล้วค่อย ๆ ขยับให้แม่นขึ้นตามปริมาณข้อมูลที่มี

  • ระบบโฆษณาเรียนรู้จาก Event ที่ป้อนให้เท่านั้น ไม่ได้รู้เองว่าใครซื้อจริง
  • จำนวน Lead ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าคุณภาพจะดีขึ้นตาม
  • นิยาม Qualified Lead ให้ชัดและใช้เหมือนกันทั้งทีมก่อนส่งสัญญาณกลับ
  • ขยับสัญญาณจากต้นทางไปท้ายทางตามปริมาณข้อมูลที่สะสมได้จริง

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมเพิ่มงบแล้ว Lead เยอะขึ้นแต่ยอดขายไม่ขึ้นตาม

ส่วนใหญ่เกิดจากระบบโฆษณากำลังขยายกลุ่มเป้าหมายไปหาคนที่ทักง่ายขึ้นแต่ตัดสินใจซื้อยากกว่า เพราะสัญญาณที่ส่งกลับยังเป็นแค่การทักแชทซึ่งไม่ได้บอกว่าใครซื้อจริง

ควรใช้จำนวน Lead เป็นตัวชี้วัดหลักไหม

ไม่ควรใช้เพียงตัวเดียว ควรดูสัดส่วน Lead ที่ผ่านเกณฑ์คุยจริงและอัตราปิดการขายควบคู่กันด้วย เพื่อสะท้อนคุณภาพไม่ใช่แค่ปริมาณ

เปลี่ยนสัญญาณที่ส่งกลับแล้วต้องรอกี่วันถึงจะเห็นผล

โดยทั่วไปควรให้เวลาอย่างน้อยสองถึงสามสัปดาห์ เพราะระบบต้องมีข้อมูลสะสมมากพอก่อนจะปรับพฤติกรรมการหากลุ่มเป้าหมายใหม่

ถ้ายังไม่มีข้อมูลยอดขายมากพอ ควรส่งสัญญาณอะไรก่อน

ในช่วงแรกอาจเริ่มจากการทักแชทหรือเป็น Lead เพื่อให้มีปริมาณข้อมูลพอให้ระบบเรียนรู้ แล้วค่อยขยับไปใช้ Qualified Lead หรือยอดขายจริงเมื่อมีข้อมูลสะสมมากขึ้น

นิยาม Qualified Lead ควรกำหนดโดยใคร

ควรเป็นการตกลงร่วมกันระหว่างทีมการตลาดและทีมขาย เพราะทีมขายจะรู้ดีที่สุดว่า Lead แบบไหนที่มักปิดการขายได้จริงในธุรกิจนั้น ๆ

ลดงบโฆษณาลงจะช่วยให้ได้ Lead คุณภาพดีขึ้นไหม

ไม่จำเป็นเสมอไป การลดงบแค่ทำให้จำนวน Lead ลดลงตามสัดส่วนเดิม แต่ไม่ได้แก้ที่สาเหตุจริงคือสัญญาณที่ป้อนให้ระบบ การปรับสัญญาณให้แม่นขึ้นมักได้ผลดีกว่าการลดงบเพียงอย่างเดียว

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นทุกเดือนจากแคมเปญ LINE Ads แต่ใครในนั้นซื้อของจริงบ้าง

เพื่อนใหม่เพิ่มขึ้นทุกเดือนจากแคมเปญ LINE Ads แต่ใครในนั้นซื้อของจริงบ้าง

จำนวนเพื่อนใหม่ใน LINE OA ที่เพิ่มขึ้นทุกเดือนบอกได้แค่ว่าคนสนใจกดเพิ่มเพื่อน แต่ไม่ได้บอกว่าใครในนั้นจะกลายเป็นลูกค้าจริง ต้อง Optimize จากยอดขายไม่ใช่จำนวนเพื่อน
จำนวน Lead เพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่ยอดปิดการขายยังเท่าเดิม

จำนวน Lead เพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่ยอดปิดการขายยังเท่าเดิม

Lead ที่เพิ่มขึ้นทุกเดือนอาจไม่ได้แปลว่าธุรกิจกำลังไปได้ดี ถ้ายังไม่รู้ว่าคำว่า Lead ของธุรกิจตัวเองนับจากขั้นไหน การวัดผลก็จะยิ่งพาไปผิดทาง
จ่ายค่าแอดวันละสามพัน แต่ไม่รู้ว่ากี่คนเดินทางจากเว็บไซต์ไปจนถึง LINE จริง

จ่ายค่าแอดวันละสามพัน แต่ไม่รู้ว่ากี่คนเดินทางจากเว็บไซต์ไปจนถึง LINE จริง

ธุรกิจที่ใช้เว็บไซต์เป็นจุดคั่นก่อนเข้า LINE มักเห็นแค่ยอด Conversion บนเว็บ แต่ไม่เห็นว่ามีกี่คนที่เดินทางต่อจนถึงแชทและปิดการขายจริง ต้องเชื่อมข้อมูลสองฝั่งเข้าด้วยกัน