← กลับไปหน้าบทความ
คู่มือ

ร้านที่ยังไม่มีเว็บไซต์เลย ควรเริ่มถามลูกค้าเรื่อง Zero Party Data ตอนไหน

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:53อัปเดต 12 ส.ค. 04:53อ่าน 2 นาที
ร้านที่ยังไม่มีเว็บไซต์เลย ควรเริ่มถามลูกค้าเรื่อง Zero Party Data ตอนไหน
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Zero Party Data คือข้อมูลที่ลูกค้าตั้งใจบอกธุรกิจโดยตรง เช่น ตอบแบบสอบถามความชอบ เลือกหมวดสินค้าที่สนใจ หรือกรอกความต้องการในฟอร์ม ต่างจาก First Party Data ที่ธุรกิจสังเกตจากพฤติกรรมการคลิกหรือการซื้อ ธุรกิจที่มีฐานลูกค้าซ้ำและอยากส่งข้อความให้ตรงจุดมากขึ้นควรเริ่มเก็บ ส่วนธุรกิจที่ยอดขายยังน้อยหรือไม่มีช่องทางส่งข้อความต่อ อาจยังไม่คุ้มที่จะลงทุนเวลาทำระบบนี้ตอนนี้

เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์คนหนึ่งเคยถามในกลุ่มเฟซบุ๊กว่า ทำไมทักไปหาลูกค้าเก่าให้ดูคอลเลกชันใหม่ทีไร คนที่เคยซื้อกางเกงกลับเงียบ แต่พอส่งรูปเสื้อเชิ้ตให้คนที่เคยซื้อเสื้อเชิ้ต อัตราตอบกลับดีขึ้นชัดเจน ปัญหาคือแอดมินต้องนั่งไล่ประวัติการซื้อทีละคนก่อนส่งทุกครั้ง ซึ่งทำได้กับลูกค้าหลักสิบคน แต่พอฐานลูกค้าโตขึ้นเป็นหลักร้อยก็ทำไม่ไหว

สถานการณ์นี้คือจุดที่แนวคิด Zero Party Data เข้ามาช่วย แทนที่จะต้องเดาความชอบจากประวัติการซื้อเพียงอย่างเดียว ธุรกิจสามารถถามลูกค้าตรง ๆ ตั้งแต่ต้นทาง เช่น ให้เลือกว่าสนใจเสื้อผ้าผู้ชายหรือผู้หญิง ชอบสไตล์ไหน หรืองบประมาณที่ลูกค้าสบายใจอยู่ในช่วงใด แล้วเก็บคำตอบนั้นไว้ใช้ส่งข้อความที่ตรงจุดในอนาคต

หลายคนได้ยินคำนี้ครั้งแรกแล้วสับสนกับ First Party Data เพราะฟังดูคล้ายกัน บทความนี้จะแยกความต่างให้ชัด พร้อมชี้ว่าธุรกิจ LINE แบบไหนควรเริ่มเก็บ Zero Party Data ตั้งแต่วันนี้ และแบบไหนที่ยังไม่จำเป็นต้องรีบ เพราะการเก็บข้อมูลที่ไม่ได้ใช้ต่อ มีแต่จะสร้างภาระโดยไม่เกิดประโยชน์

Zero Party Data คืออะไรกันแน่

Zero Party Data คือข้อมูลที่ลูกค้าตั้งใจมอบให้ธุรกิจโดยตรงและรู้ตัวว่ากำลังให้ข้อมูลอะไร เช่น การตอบแบบสอบถามสั้น ๆ ว่าสนใจสินค้าประเภทไหน การเลือกตัวเลือกในเมนู Rich Menu ว่าต้องการคำแนะนำแบบใด หรือการกรอกฟอร์มก่อนรับส่วนลดว่ามีงบประมาณเท่าไร คำว่า 'zero' ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าไม่มีค่า แต่หมายถึงเป็นข้อมูลชั้นแรกสุดก่อนที่ธุรกิจจะต้องสังเกตหรือวิเคราะห์อะไรเลย

จุดเด่นของ Zero Party Data คือความแม่นยำในระดับที่การสังเกตพฤติกรรมทำไม่ได้ เพราะเป็นคำตอบที่ลูกค้าเลือกเอง ไม่ใช่การเดาจากคลิกหรือประวัติการซื้อ เช่น ลูกค้าคนหนึ่งอาจเคยซื้อของขวัญให้เพื่อนเป็นเสื้อไซส์ M แต่ตัวเองใส่ไซส์ S ถ้าธุรกิจดูแค่ประวัติการซื้อแล้วเดาว่าลูกค้าใส่ไซส์ M ก็จะแนะนำสินค้าผิดกลุ่มไปเรื่อย ๆ

Zero Party Data ต่างจาก First Party Data ตรงไหน

First Party Data คือข้อมูลที่ธุรกิจเก็บได้จากพฤติกรรมจริงของลูกค้าบนช่องทางของตัวเอง เช่น หน้าเว็บที่เข้าชม สินค้าที่กดดู ประวัติการสั่งซื้อ หรือความถี่ในการทักแชท ข้อมูลกลุ่มนี้ธุรกิจ 'สังเกตเห็น' เอง ไม่ต้องถามลูกค้าตรง ๆ ถ้าอยากอ่านเรื่องนี้แบบเจาะลึกกว่านี้ สามารถดูเพิ่มได้ที่ first party data strategy ซึ่งอธิบายว่าธุรกิจควรวางระบบเก็บข้อมูลกลุ่มนี้อย่างไร

ส่วน Zero Party Data คือข้อมูลที่ลูกค้า 'บอกเอง' ผ่านการกระทำที่ตั้งใจ เช่น ตอบแบบสอบถาม เลือกตัวเลือกในเมนู หรือกรอกฟอร์มความสนใจ ความต่างสำคัญคือ First Party Data สะท้อนสิ่งที่ลูกค้าทำ ส่วน Zero Party Data สะท้อนสิ่งที่ลูกค้าตั้งใจสื่อสารออกมา ซึ่งบางครั้งสองอย่างนี้ไม่ตรงกัน เช่น ลูกค้าอาจคลิกดูสินค้าราคาแพงเพราะอยากรู้ราคา แต่ตอบแบบสอบถามว่างบประมาณจริงอยู่ในช่วงกลาง ๆ

ในทางปฏิบัติ ธุรกิจที่ดีมักใช้ทั้งสองแบบร่วมกัน ใช้ First Party Data เป็นข้อมูลพื้นหลังกว้าง ๆ และใช้ Zero Party Data มายืนยันหรือปรับความเข้าใจให้แม่นขึ้นในจุดที่การสังเกตอย่างเดียวยังไม่พอ

ทำไมธุรกิจที่ขายผ่าน LINE ถึงอยากได้ข้อมูลแบบนี้

ธุรกิจที่ขายผ่าน LINE OA มักมีข้อจำกัดเรื่องข้อมูลพฤติกรรมมากกว่าธุรกิจที่มีเว็บไซต์เต็มรูปแบบ เพราะแชท LINE ไม่ได้เก็บ Log พฤติกรรมการเข้าชมสินค้าแบบเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ สิ่งที่มีคือข้อความที่ลูกค้าพิมพ์และปุ่มที่กด ซึ่งข้อมูลจากตรงนี้อาจไม่พอสำหรับการแบ่งกลุ่มลูกค้าอย่างละเอียด

การถามลูกค้าตรง ๆ ผ่านฟอร์มสั้น ๆ หรือ Rich Menu จึงกลายเป็นทางลัดที่ช่วยให้ธุรกิจ LINE เข้าใจลูกค้าได้เร็วกว่าการรอสะสมประวัติการซื้อนาน ๆ โดยเฉพาะธุรกิจใหม่ที่ยังไม่มีฐานข้อมูลลูกค้าเก่ามากพอจะวิเคราะห์อะไรได้

วิธีเก็บ Zero Party Data ในระบบ LINE ทำได้อย่างไรบ้าง

การเก็บข้อมูลแบบนี้ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน ธุรกิจสามารถเริ่มจากจุดเล็ก ๆ ที่แทรกเข้าไปในขั้นตอนที่ลูกค้าทำอยู่แล้ว โดยไม่ทำให้รู้สึกเหมือนถูกสอบถามมากเกินไป:

  1. ตั้งคำถามสั้น ๆ ในขั้นตอนแรกที่ลูกค้าเพิ่มเพื่อน เช่น ให้เลือกหมวดสินค้าที่สนใจผ่านปุ่มกดในข้อความต้อนรับ
  2. ใช้ Rich Menu แบ่งหมวดตามความสนใจ แล้วเก็บว่าใครกดเมนูไหนบ้างเป็นสัญญาณความชอบเบื้องต้น
  3. แถมสิทธิ์เล็กน้อย เช่น คูปองส่วนลด เพื่อแลกกับการตอบแบบสอบถามสั้น 3-4 ข้อ ไม่ควรยาวจนลูกค้าล้มเลิกกลางทาง
  4. เปิดโอกาสให้ลูกค้าบอกวันเกิดหรือโอกาสพิเศษที่อยากได้รับข้อเสนอ ซึ่งใช้ได้ทั้งด้านการตลาดและสร้างความรู้สึกถูกใส่ใจ
  5. ทบทวนคำตอบที่ได้เป็นระยะ และอัปเดตข้อมูลใหม่เมื่อลูกค้าตอบเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะความสนใจของคนเปลี่ยนได้ตามเวลา

เปรียบเทียบข้อมูลลูกค้า 3 ประเภทที่มักถูกพูดถึงคู่กัน

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้นว่าแต่ละประเภทของข้อมูลลูกค้าต่างกันอย่างไรในทางปฏิบัติ ลองดูตารางเปรียบเทียบนี้:

ประเภทข้อมูลที่มาความแม่นยำข้อจำกัดหลัก
Zero Party Dataลูกค้าตอบเอง เช่น แบบสอบถาม เมนูเลือกความสนใจแม่นยำสูงในสิ่งที่ถาม แต่จำกัดแค่คำถามที่ตั้งไว้ลูกค้าบางส่วนไม่ตอบ หรือตอบไม่ตรงพฤติกรรมจริง
First Party Dataพฤติกรรมจริงบนช่องทางของธุรกิจเอง เช่น ประวัติสั่งซื้อแม่นยำกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่ต้องตีความเจตนาต้องสะสมนานพอถึงจะวิเคราะห์ได้ชัด
Third Party Dataซื้อหรือขอข้อมูลจากแหล่งภายนอกธุรกิจกว้างแต่ไม่เจาะจงกับลูกค้าตัวเองโดยตรงความน่าเชื่อถือขึ้นกับแหล่งที่มา และมีข้อจำกัดด้านความเป็นส่วนตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ

ธุรกิจแบบไหนควรเริ่มเก็บ Zero Party Data ตั้งแต่วันนี้

ธุรกิจที่มีลูกค้าซื้อซ้ำเป็นสัดส่วนสูง เช่น ร้านความงาม คลินิก หรือร้านขายสินค้าเฉพาะกลุ่ม มักได้ประโยชน์เร็วจากการเก็บข้อมูลแบบนี้ เพราะยิ่งเข้าใจความชอบเฉพาะบุคคลได้เร็ว ยิ่งส่งข้อความหรือโปรโมชันได้ตรงจุดขึ้นในการซื้อครั้งถัดไป

ธุรกิจที่มีสินค้าหลายหมวดหลากหลายเกินกว่าจะเดาความสนใจของลูกค้าแต่ละคนได้จากพฤติกรรมอย่างเดียว ก็เป็นอีกกลุ่มที่ควรเริ่ม เพราะการถามตรง ๆ ช่วยลดเวลาที่ต้องรอสะสมประวัติการซื้อให้มากพอจะวิเคราะห์ได้เอง

ธุรกิจแบบไหนที่ยังไม่ควรลงทุนกับเรื่องนี้

ถ้าธุรกิจยังมีจำนวนแชทหรือยอดขายต่อเดือนน้อยมาก เช่น หลักสิบเคส การตั้งระบบเก็บข้อมูลที่ซับซ้อนอาจไม่คุ้มเวลาที่เสียไป เพราะจำนวนข้อมูลที่ได้ยังน้อยเกินกว่าจะเห็นรูปแบบที่ใช้ตัดสินใจอะไรได้จริง แอดมินจำข้อมูลลูกค้าแต่ละคนได้เองอยู่แล้วในระดับนี้

อีกกรณีคือธุรกิจที่ยังไม่มีช่องทางส่งข้อความกลับไปหาลูกค้าเป็นระบบ เช่น ยังไม่ได้วางแผน Broadcast หรือแคมเปญที่ใช้ข้อมูลความสนใจ การเก็บข้อมูลไว้เฉย ๆ โดยไม่ได้ใช้ต่อ นอกจากไม่เกิดประโยชน์แล้วยังเพิ่มความเสี่ยงด้านการดูแลข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่จำเป็น ควรวางแผนว่าจะใช้ข้อมูลอย่างไรก่อนเริ่มเก็บ ไม่ใช่เก็บไว้ก่อนแล้วค่อยคิดทีหลัง

ข้อควรระวังเรื่องความเป็นส่วนตัวเมื่อขอข้อมูลจากลูกค้าตรง ๆ

แม้ Zero Party Data จะได้มาจากความยินยอมของลูกค้าโดยตรง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าธุรกิจจะใช้ข้อมูลนั้นได้อย่างไม่มีขอบเขต ธุรกิจควรบอกลูกค้าให้ชัดว่าจะนำข้อมูลไปใช้ทำอะไร เช่น ใช้ส่งโปรโมชันที่ตรงความสนใจ ไม่ใช่ขายต่อให้บุคคลที่สาม

ควรจำกัดคำถามให้อยู่ในขอบเขตที่จำเป็นต่อการใช้งานจริง ไม่ควรถามข้อมูลที่ละเอียดอ่อนเกินความจำเป็น เช่น ข้อมูลสุขภาพหรือการเงินที่ไม่เกี่ยวกับสินค้าที่ขาย และควรมีทางเลือกให้ลูกค้าปฏิเสธการตอบคำถามได้โดยไม่กระทบการใช้บริการหลัก

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเริ่มเก็บข้อมูลแบบนี้

ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือถามคำถามยาวเกินไปตั้งแต่ครั้งแรก ทำให้ลูกค้าล้มเลิกกลางทางและอัตราตอบกลับต่ำ ควรเริ่มจากคำถามสั้น 1-2 ข้อก่อน แล้วค่อยเพิ่มทีหลังเมื่อลูกค้าคุ้นเคยกับการโต้ตอบกับธุรกิจแล้ว

อีกความผิดพลาดคือเก็บข้อมูลแล้วไม่เคยเอาไปใช้จริง ปล่อยให้อยู่เฉย ๆ ในระบบ ซึ่งนอกจากเสียเวลาที่ลูกค้าสละให้แล้ว ยังทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าการตอบคำถามไม่มีความหมาย ครั้งต่อไปที่ธุรกิจขอข้อมูลเพิ่ม ลูกค้าก็จะยิ่งไม่อยากตอบ

ความผิดพลาดอีกแบบที่พบได้บ่อยไม่แพ้กันคือให้แอดมินหลายคนถามคำถามคนละชุดโดยไม่มีมาตรฐานกลาง ทำให้ข้อมูลที่ได้ไม่สามารถนำมารวมวิเคราะห์เป็นภาพเดียวกันได้ ธุรกิจจึงควรกำหนดชุดคำถามมาตรฐานที่ทุกคนในทีมใช้เหมือนกัน และปรับปรุงชุดคำถามเป็นรอบ ไม่ใช่ให้แต่ละคนแต่งคำถามขึ้นเองตามใจ

สรุป

Zero Party Data ไม่ใช่เทรนด์ที่ต้องรีบทำตามทุกธุรกิจ แต่เป็นเครื่องมือที่เหมาะกับธุรกิจที่มีฐานลูกค้าซ้ำมากพอ และมีแผนใช้ข้อมูลนั้นส่งข้อความที่ตรงจุดขึ้นจริง

ธุรกิจที่ยังเล็กหรือยังไม่มีช่องทางส่งข้อความกลับหาลูกค้าเป็นระบบ ควรวางรากฐานตรงนั้นก่อน แล้วค่อยกลับมาคิดเรื่องเก็บข้อมูลความสนใจเมื่อพร้อมใช้งานจริง

  • Zero Party Data คือข้อมูลที่ลูกค้าตั้งใจบอกเอง ต่างจาก First Party Data ที่มาจากการสังเกตพฤติกรรม
  • ธุรกิจที่มีลูกค้าซื้อซ้ำสูงหรือสินค้าหลายหมวดได้ประโยชน์เร็วกว่าธุรกิจที่ยอดขายยังน้อย
  • เริ่มจากคำถามสั้น ๆ ผ่าน Rich Menu หรือฟอร์มง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบซับซ้อนตั้งแต่วันแรก
  • ต้องวางแผนว่าจะใช้ข้อมูลอย่างไรก่อนเริ่มเก็บ ไม่ใช่เก็บไว้เฉย ๆ โดยไม่มีแผนใช้งานต่อ

คำถามที่พบบ่อย

Zero Party Data กับ Zero Click Content เกี่ยวข้องกันไหม

ไม่เกี่ยวกัน แม้ชื่อจะคล้ายกัน Zero Party Data พูดถึงข้อมูลลูกค้าที่ตั้งใจให้ธุรกิจ ส่วน Zero Click Content เป็นแนวคิดด้านคอนเทนต์ที่ผู้ใช้เห็นคำตอบได้โดยไม่ต้องคลิกเข้าเว็บไซต์ เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง

ต้องมีลูกค้ากี่คนถึงจะเริ่มเก็บ Zero Party Data ได้

ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่ถ้าธุรกิจเริ่มมีลูกค้าซ้ำในระดับที่การจำแต่ละคนด้วยความจำเริ่มยากขึ้น เช่น หลักร้อยคนขึ้นไป ก็เป็นจุดที่การมีข้อมูลบันทึกไว้เป็นระบบจะเริ่มคุ้มค่ากว่าการจำเอง

ถ้าลูกค้าตอบคำถามไม่ตรงกับพฤติกรรมจริงจะทำอย่างไร

เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ ทางที่ดีคือใช้ Zero Party Data ร่วมกับข้อมูลพฤติกรรมจริงเพื่อตรวจสอบกัน ไม่ควรเชื่อคำตอบจากแบบสอบถามเพียงอย่างเดียวโดยไม่ดูพฤติกรรมประกอบ

การเก็บ Zero Party Data ต้องใช้ระบบซับซ้อนหรือไม่

ไม่จำเป็น ธุรกิจขนาดเล็กเริ่มจาก Rich Menu หรือฟอร์มสั้น ๆ ใน LINE ได้เลยโดยไม่ต้องมีระบบเทคนิคซับซ้อน สิ่งสำคัญกว่าคือการวางแผนว่าจะเอาคำตอบไปใช้ต่ออย่างไร

Zero Party Data ช่วยเรื่อง Conversion ที่ส่งกลับแพลตฟอร์มโฆษณาได้ไหม

โดยตรงแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับการส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เพราะเป็นข้อมูลความสนใจไม่ใช่ Event การซื้อ แต่สามารถใช้แบ่งกลุ่มลูกค้าเพื่อสื่อสารให้ตรงจุดขึ้น ซึ่งอาจส่งผลทางอ้อมต่ออัตราการปิดการขายในภายหลัง

ทดลองวัดผลโฆษณาเข้า LINE ฟรี 14 วัน

สมัครแล้วสร้างโปรเจกต์ เชื่อม LINE ติดตั้ง Tracking แล้วเริ่มเห็น Funnel จาก Click ถึง Purchase ได้ทันที ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

แอดมินคุยกับลูกค้าคนเดียวกันในสามช่องทางโดยไม่รู้ตัว ทีมขายจะเห็นภาพเดียวกันได้อย่างไร

แอดมินคุยกับลูกค้าคนเดียวกันในสามช่องทางโดยไม่รู้ตัว ทีมขายจะเห็นภาพเดียวกันได้อย่างไร

ลูกค้าคนหนึ่งอาจทักแชท โทรเข้ามา และเดินเข้าหน้าร้าน โดยแต่ละครั้งเจอคนละแอดมิน Customer 360 คือแนวทางรวมประวัติลูกค้าให้ทุกทีมเห็นภาพเดียวกัน ไม่ต้องถามซ้ำทุกครั้ง
ทำไมข้อมูลลูกค้าที่เก็บเองเยอะขึ้นทุกปี แต่ทีมขายยังใช้ไม่ได้จริง

ทำไมข้อมูลลูกค้าที่เก็บเองเยอะขึ้นทุกปี แต่ทีมขายยังใช้ไม่ได้จริง

หลายธุรกิจเก็บข้อมูลลูกค้าเองมาหลายปีจนไฟล์ Excel ยาวเป็นร้อยแถว แต่พอถึงเวลาใช้งานจริงกลับหยิบมาใช้ไม่ได้ First Party Data Strategy คือการวางแผนให้ข้อมูลที่เก็บมามีประโยชน์จริงกับ Ads และ Sales
ติดพิกเซลครบทุกตัวแล้ว แต่ทำไมยอด Conversion ในแอดยังหายไปครึ่งหนึ่ง

ติดพิกเซลครบทุกตัวแล้ว แต่ทำไมยอด Conversion ในแอดยังหายไปครึ่งหนึ่ง

ธุรกิจจำนวนมากติดพิกเซลและแท็กครบตามคู่มือ แต่ยังเจอปัญหา Conversion หายไปเพราะเบราว์เซอร์บล็อกสคริปต์ฝั่งไคลเอนต์ บทความนี้อธิบายว่า Server Side Tagging คืออะไร ทำงานต่างจากการติดแท็กแบบเดิมตรงไหน และช่วยลดปัญหานี้ได้แค่ไหนจริง