← กลับไปหน้าบทความ
คู่มือ

ติดพิกเซลครบทุกตัวแล้ว แต่ทำไมยอด Conversion ในแอดยังหายไปครึ่งหนึ่ง

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:53อัปเดต 12 ส.ค. 04:53อ่าน 3 นาที
ติดพิกเซลครบทุกตัวแล้ว แต่ทำไมยอด Conversion ในแอดยังหายไปครึ่งหนึ่ง
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Server Side Tagging คือการย้ายการส่งข้อมูล Event จากเบราว์เซอร์ของผู้ใช้ (Client Side) ไปประมวลผลผ่านเซิร์ฟเวอร์กลางก่อนส่งต่อไปยังปลายทางอย่าง GA4 หรือแพลตฟอร์มโฆษณา ช่วยลดการถูกบล็อกโดย Ad Blocker หรือข้อจำกัดของเบราว์เซอร์ แต่ไม่ได้แปลว่าจะเก็บข้อมูลได้ครบ 100% และต้องมีการตั้งค่าเพิ่มเติมกว่าการติดแท็กแบบเดิม

ทีมการตลาดของธุรกิจหนึ่งเคยทำตามคู่มือติดตั้ง Pixel และ GA4 ครบทุกขั้นตอน ทดสอบด้วยเครื่องมือ Debug แล้วก็เห็น Event ยิงเข้าไปจริง แต่พอถึงสิ้นเดือนกลับพบว่าตัวเลข Conversion ในรายงานแอดต่ำกว่าที่ควรจะเป็นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งที่ยอดขายจริงจากระบบหลังบ้านไม่ได้ลดลง

เมื่อตรวจสอบลึกลงไปจึงพบว่าสาเหตุหนึ่งมาจากผู้ใช้จำนวนไม่น้อยเปิด Ad Blocker หรือใช้เบราว์เซอร์ที่ป้องกัน Third-party Script โดยดีฟอลต์ ทำให้สคริปต์ที่ทำงานอยู่บนเบราว์เซอร์ของผู้ใช้ (Client Side) ถูกบล็อกก่อนที่จะส่งข้อมูลออกไปถึงปลายทางได้ นี่คือช่องว่างที่การติดแท็กแบบดั้งเดิมแก้ไม่ได้ทั้งหมด

Server Side Tagging เป็นแนวทางหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเพื่อลดช่องว่างนี้ บทความนี้จะอธิบายว่าแนวคิดนี้ทำงานอย่างไร ต่างจากการติดแท็กแบบเดิมตรงไหน และมีข้อจำกัดอะไรที่ธุรกิจควรรู้ก่อนตัดสินใจลงทุนเวลาไปกับมัน

Server Side Tagging คืออะไร ทำงานอย่างไร

การติดแท็กแบบดั้งเดิม หรือ Client Side Tagging คือการฝังโค้ดสคริปต์ เช่น Google Tag Manager หรือ Pixel ไว้บนหน้าเว็บ เมื่อผู้ใช้เข้าเว็บหรือทำกิจกรรม สคริปต์เหล่านั้นจะทำงานอยู่บนเบราว์เซอร์ของผู้ใช้เอง แล้วส่งข้อมูล Event ตรงจากเบราว์เซอร์ไปยังปลายทาง เช่น GA4 หรือแพลตฟอร์มโฆษณา

Server Side Tagging เปลี่ยนเส้นทางนี้ โดยให้เบราว์เซอร์ของผู้ใช้ส่งข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์กลางที่ธุรกิจควบคุมก่อน (มักตั้งอยู่บนโดเมนย่อยของธุรกิจเอง) จากนั้นเซิร์ฟเวอร์นั้นจึงเป็นผู้ประมวลผลและส่งต่อข้อมูลไปยังปลายทางต่าง ๆ อีกที ทำให้ Third-party Script ที่ทำงานตรงบนเบราว์เซอร์ลดลง

ทำไม Conversion ถึงหายไปเมื่อพึ่ง Client Side อย่างเดียว

เบราว์เซอร์สมัยใหม่หลายตัวมีนโยบายจำกัด Cookie ของบุคคลที่สามและบล็อกสคริปต์ที่ถูกระบุว่าเป็น Tracker โดยดีฟอลต์ ผู้ใช้บางส่วนยังติดตั้งส่วนขยาย Ad Blocker เพิ่มเติมเอง ซึ่งสคริปต์ของแพลตฟอร์มโฆษณาหลายตัวมักถูกจัดอยู่ในรายการที่ถูกบล็อกเหล่านี้

เมื่อสคริปต์ถูกบล็อกตั้งแต่ต้นทาง Event ที่ควรถูกส่งออกไปก็จะไม่มีทางไปถึงปลายทางได้เลย ไม่ว่าการตั้งค่า Conversion Action ฝั่งแพลตฟอร์มจะถูกต้องแค่ไหนก็ตาม นี่คือช่องว่างของข้อมูลที่เกิดขึ้นก่อนถึงขั้นตอนการนับ Conversion เสียอีก

Server Side Tagging ช่วยลดปัญหานี้ได้อย่างไรบ้าง

เพราะข้อมูลถูกส่งจากเบราว์เซอร์ไปยังโดเมนของธุรกิจเองก่อน ไม่ใช่ส่งตรงไปยังโดเมนของแพลตฟอร์มโฆษณาโดยตรง คำขอนี้จึงมีโอกาสถูกมองว่าเป็น First-party Request มากกว่า Third-party Tracker ทำให้ผ่านตัวกรองของเบราว์เซอร์หรือ Ad Blocker บางส่วนได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ การมีเซิร์ฟเวอร์กลางยังเปิดโอกาสให้ธุรกิจควบคุมได้มากขึ้นว่าจะส่งข้อมูลอะไรไปยังปลายทางไหนบ้าง เช่น กรองข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกก่อนส่ง หรือเพิ่มความสามารถในการ Deduplication ก่อนส่งต่อ ซึ่งช่วยเรื่องคุณภาพข้อมูลไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณ

Server Side Tagging ต่างจาก Server Side Conversion Tracking อย่างไร

สองคำนี้มักถูกใช้ปนกันจนสับสน Server Side Tagging เป็นแนวทางด้านสถาปัตยกรรมของการส่งข้อมูล Event ทั่วไป ครอบคลุมทุกประเภท Event ไม่จำกัดแค่ Conversion ส่วน Server Side Conversion Tracking มักหมายถึงการส่ง Event การขายหรือ Conversion โดยเฉพาะจากระบบหลังบ้านของธุรกิจ เช่น จากฐานข้อมูล Order ไปยังแพลตฟอร์มโฆษณาโดยตรง ซึ่งอาจไม่ผ่านเบราว์เซอร์ของผู้ใช้เลยด้วยซ้ำ

พูดง่าย ๆ คือ Server Side Tagging เน้นที่ 'เส้นทางการส่งข้อมูลจากฝั่งผู้ใช้' ส่วน Server Side Conversion Tracking เน้นที่ 'การยืนยัน Conversion จากฝั่งธุรกิจ' ทั้งสองแนวทางสามารถใช้ร่วมกันได้ และหลายธุรกิจก็เลือกทำทั้งคู่เพื่อปิดช่องว่างจากสองมุมพร้อมกัน

เปรียบเทียบ Client Side กับ Server Side Tagging

เพื่อให้เห็นความต่างชัดขึ้นในแง่การทำงานจริง ลองเทียบสองแนวทางนี้:

ประเด็นClient Side TaggingServer Side Tagging
เส้นทางข้อมูลเบราว์เซอร์ส่งตรงไปปลายทางเบราว์เซอร์ส่งเข้าเซิร์ฟเวอร์กลางก่อน แล้วค่อยส่งต่อ
ความเสี่ยงถูกบล็อกสูงกว่า เพราะมักถูกมองเป็น Third-party Trackerต่ำกว่าบางส่วน เพราะดูเหมือน First-party Request
การควบคุมข้อมูลจำกัดที่หน้าเว็บควบคุมและกรองข้อมูลก่อนส่งต่อได้มากกว่า
ความซับซ้อนในการตั้งค่าตั้งค่าง่ายกว่า เหมาะกับทีมเล็กต้องมีเซิร์ฟเวอร์และการดูแลเพิ่มเติม

สิ่งที่ต้องมีก่อนเริ่มใช้ Server Side Tagging

การทำ Server Side Tagging ไม่ใช่แค่เปลี่ยนการตั้งค่าในหน้าเดียวแล้วเสร็จ ธุรกิจต้องมีโดเมนย่อยที่ใช้เป็นเซิร์ฟเวอร์รับส่งข้อมูล ต้องมีการตั้งค่า DNS และ Server Container แยกจาก Web Container เดิม ซึ่งมักต้องใช้ความรู้ทางเทคนิคหรือทีม IT เข้ามาช่วย

นอกจากนี้ยังมีค่าใช้จ่ายด้าน Hosting ของเซิร์ฟเวอร์ที่รันอยู่ตลอดเวลา และต้องมีการดูแลบำรุงรักษาต่อเนื่อง ไม่ใช่ตั้งครั้งเดียวแล้วจบ ธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีทีมเทคนิคควรประเมินความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจลงทุนกับส่วนนี้

อีกสิ่งที่มักถูกมองข้ามคือการวางแผนเรื่อง Logging และการแจ้งเตือนเมื่อเซิร์ฟเวอร์มีปัญหา เพราะถ้าเซิร์ฟเวอร์กลางล่มหรือมีข้อผิดพลาดโดยไม่มีใครรู้ ข้อมูล Event ทั้งหมดที่ควรผ่านเส้นทางนี้จะหายไปเงียบ ๆ โดยไม่มีสัญญาณเตือนใด ๆ ต่างจาก Client Side ที่อย่างน้อยยังพอเห็น Error ได้จากฝั่งเบราว์เซอร์โดยตรง ธุรกิจที่จะใช้แนวทางนี้จึงควรมีผู้รับผิดชอบติดตามสถานะเซิร์ฟเวอร์อย่างสม่ำเสมอ ไม่ปล่อยให้ทำงานอยู่เบื้องหลังโดยไม่มีใครดูแล

ข้อจำกัดที่ Server Side Tagging ยังแก้ไม่ได้ทั้งหมด

แม้จะช่วยลดการถูกบล็อกได้ในหลายกรณี แต่ Server Side Tagging ไม่ได้ทำให้เก็บข้อมูลได้ครบ 100% ผู้ใช้ที่ปฏิเสธ Consent การเก็บข้อมูลตั้งแต่ต้น หรือใช้โหมดส่วนตัวของเบราว์เซอร์ที่ป้องกันการส่งข้อมูลระดับลึก ก็ยังคงเป็นช่องว่างที่เหลืออยู่ไม่ว่าจะใช้สถาปัตยกรรมแบบไหน

อีกจุดที่ต้องระวังคือความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้เกิดจุดผิดพลาดใหม่ ๆ เช่น การตั้งค่า Server Container ผิด หรือ Event ถูกส่งซ้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ ธุรกิจจึงยังต้องมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เชื่อว่าเปลี่ยนมาใช้ Server Side แล้วข้อมูลจะถูกต้องเองโดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ยังมีความเข้าใจผิดที่พบบ่อยว่าเมื่อเปลี่ยนมาใช้ Server Side Tagging แล้ว จะไม่ต้องพึ่งพา Cookie หรือ Consent ของผู้ใช้อีกต่อไป ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะการเก็บและส่งข้อมูลยังต้องอยู่ภายใต้กฎการขอความยินยอมเช่นเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเส้นทางการส่งข้อมูลหลังได้รับความยินยอมแล้วเท่านั้น

ในทางปฏิบัติ ทีมที่เริ่มใช้ Server Side Tagging ครั้งแรกมักประเมินระยะเวลาตั้งค่าต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะมองว่าเป็นแค่การย้ายปลายทางการส่งข้อมูล แต่ในความเป็นจริงต้องผ่านขั้นตอนทดสอบหลายรอบ ทั้งการตรวจสอบว่า Event แต่ละตัวยังส่งค่าพารามิเตอร์ครบเหมือนเดิม การตรวจสอบว่าค่า Client ID และ Session ยังคงต่อเนื่องไม่ขาดตอนเมื่อเปลี่ยนเส้นทาง และการเทียบผลลัพธ์กับช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงเป็นเวลาหลายสัปดาห์ก่อนจะสรุปว่าใช้งานได้จริง ธุรกิจที่รีบเปลี่ยนโดยไม่มีช่วงเปรียบเทียบขนาน (Parallel Run) จึงมีความเสี่ยงที่จะไม่รู้ตัวว่าข้อมูลบางส่วนคลาดเคลื่อนไปจากเดิมโดยไม่มีใครสังเกตเห็น

วิธีตรวจสอบว่า Server Side Tagging ทำงานถูกต้องหลังติดตั้ง

หลังตั้งค่าเสร็จ ธุรกิจไม่ควรสรุปทันทีว่าใช้งานได้ดีเพียงเพราะไม่มี Error แสดงขึ้นมา ควรทดสอบด้วยการจำลอง Event จริงหลายแบบ เช่น การกดปุ่มไป LINE การกรอกฟอร์ม หรือการยืนยันคำสั่งซื้อ แล้วตรวจสอบว่าแต่ละ Event ไปถึงปลายทางที่ตั้งใจไว้ครบหรือไม่ ค่าที่ส่งไปตรงกับที่คาดหวังหรือไม่

  1. ใช้เครื่องมือ Preview หรือ Debug ของ Server Container ตรวจสอบว่า Event เข้ามาที่เซิร์ฟเวอร์จริง ก่อนดูว่าถูกส่งต่อไปปลายทางหรือไม่
  2. เปรียบเทียบจำนวน Event ที่นับได้ก่อนและหลังเปลี่ยนมาใช้ Server Side เพื่อดูว่าตัวเลขเปลี่ยนไปในทิศทางที่คาดไว้จริงหรือไม่
  3. ตรวจสอบ Time Zone และรูปแบบเวลาที่ส่งไปแต่ละปลายทาง เพราะความคลาดเคลื่อนของเวลาอาจทำให้ Event ถูกจัดเข้าวันที่ผิด
  4. ทดสอบกรณีที่ผู้ใช้ปฏิเสธ Consent เพื่อยืนยันว่าระบบไม่ส่งข้อมูลออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต
  5. นัดทบทวนผลลัพธ์กับทีมที่ดูแลแพลตฟอร์มโฆษณาเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าตัวเลขที่ฝั่งโฆษณาเห็นสอดคล้องกับสิ่งที่เซิร์ฟเวอร์ส่งออกไปจริง

แล้วเครื่องมืออย่าง linli เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ตรงไหน

สำหรับธุรกิจที่ขายผ่าน LINE ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่การเก็บ Event บนหน้าเว็บเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่คลิกโฆษณาไปจนถึงการปิดการขายในแชท ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนอกเบราว์เซอร์เป็นส่วนใหญ่ เครื่องมืออย่าง linli จึงเน้นช่วยเชื่อม Funnel จากจุดคลิกไปถึง Lead และยอดขายในแชท ซึ่งเป็นคนละชั้นกับการแก้ปัญหา Client Side Script ถูกบล็อกบนหน้าเว็บโดยตรง แต่ทั้งสองเรื่องส่งเสริมกันได้เมื่อธุรกิจต้องการภาพข้อมูลที่ครบทั้งฝั่งเว็บและฝั่งแชท

ธุรกิจที่กำลังพิจารณา Server Side Tagging ควรดูควบคู่กับการตรวจสอบว่าช่องว่างข้อมูลของตัวเองอยู่ที่จุดไหนกันแน่ ระหว่างการสูญเสีย Event บนเว็บไซต์ หรือช่องว่างระหว่างแชท LINE กับยอดขายจริง เพราะสองปัญหานี้ต้องการวิธีแก้ที่ต่างกัน

ตัวอย่างที่พบบ่อยคือธุรกิจลงทุนเวลาและงบประมาณไปกับการตั้งค่า Server Side Tagging จนสำเร็จ ตัวเลข Conversion บนหน้าเว็บกลับมาใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น แต่พอลูกค้าทักเข้า LINE เพื่อคุยรายละเอียดสินค้าก่อนตัดสินใจซื้อ ข้อมูลตรงนั้นกลับไม่ถูกเชื่อมกลับไปยังต้นทางโฆษณาเลย ทำให้ยังไม่เห็นภาพว่าแคมเปญไหนพาลูกค้าที่คุยแล้วปิดการขายได้จริงเข้ามา การแก้ปัญหาฝั่งเว็บไซต์กับการแก้ปัญหาฝั่งแชทจึงควรถูกวางแผนคู่กันตั้งแต่ต้น ไม่ใช่แก้ทีละจุดแล้วหวังว่าภาพรวมทั้งหมดจะสมบูรณ์เอง

สรุป

Server Side Tagging เป็นแนวทางที่ช่วยลดปัญหา Event ถูกบล็อกจากฝั่งเบราว์เซอร์ได้จริง แต่ไม่ใช่ทางออกที่แก้ปัญหาข้อมูลหายทั้งหมดในครั้งเดียว และมาพร้อมต้นทุนด้านเทคนิคที่ธุรกิจต้องประเมินให้รอบคอบ

ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรตรวจให้ชัดก่อนว่าช่องว่างข้อมูลของธุรกิจอยู่ตรงจุดไหน ระหว่างฝั่งเว็บไซต์หรือฝั่งการปิดการขายในแชท เพราะจะช่วยให้เลือกลงทุนกับเครื่องมือที่ตรงปัญหาจริงมากกว่าไล่ตามเทคนิคใหม่ทุกตัว

  • Server Side Tagging ย้ายเส้นทางส่งข้อมูลจากเบราว์เซอร์ผ่านเซิร์ฟเวอร์กลางก่อนส่งต่อปลายทาง
  • ช่วยลดการถูกบล็อกโดย Ad Blocker และนโยบายเบราว์เซอร์ได้บางส่วน ไม่ใช่ทั้งหมด
  • ต้องมีโดเมนย่อย เซิร์ฟเวอร์ และการดูแลต่อเนื่อง ไม่เหมาะกับทุกธุรกิจที่ไม่มีทีมเทคนิค
  • ควรแยกให้ชัดว่าปัญหาข้อมูลของธุรกิจอยู่ที่ฝั่งเว็บไซต์หรือฝั่งแชทก่อนเลือกวิธีแก้

คำถามที่พบบ่อย

Server Side Tagging ใช้แทน Google Tag Manager แบบเดิมได้เลยไหม

ไม่ใช่การแทนที่ทั้งหมด แต่เป็นการเพิ่ม Server Container เข้ามาทำงานคู่กับ Web Container เดิม ธุรกิจยังต้องมี Web Container อยู่เพื่อส่งข้อมูลเข้าเซิร์ฟเวอร์ก่อน จากนั้นเซิร์ฟเวอร์จึงส่งต่อไปยังปลายทางอีกที

ต้องใช้ทีมพัฒนาเว็บโดยเฉพาะไหมถึงจะติดตั้งได้

แนะนำให้มีคนที่เข้าใจเรื่อง DNS, Hosting และการตั้งค่า Server Container เข้ามาช่วย เพราะการตั้งค่าผิดอาจทำให้ Event ไม่ทำงานหรือทำงานผิดพลาด ธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีทีมเทคนิคควรพิจารณาจ้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องนี้

Server Side Tagging ทำให้ข้อมูลแม่นยำ 100% หรือไม่

ไม่ทำให้แม่นยำ 100% ยังมีปัจจัยอื่น เช่น ผู้ใช้ปฏิเสธ Consent หรือใช้โหมดส่วนตัวของเบราว์เซอร์ ที่ทำให้ข้อมูลบางส่วนยังหายไปได้อยู่ดี ควรมองเป็นการลดช่องว่าง ไม่ใช่การปิดช่องว่างทั้งหมด

ค่าใช้จ่ายของ Server Side Tagging สูงแค่ไหน

ขึ้นอยู่กับปริมาณ Traffic และผู้ให้บริการ Hosting ที่เลือกใช้ ธุรกิจควรประเมินทั้งค่า Hosting รายเดือนและเวลาที่ต้องใช้ดูแลระบบ ก่อนตัดสินใจว่าคุ้มค่ากับปริมาณข้อมูลที่กู้กลับมาได้จริงหรือไม่

ธุรกิจขนาดเล็กที่ขายผ่าน LINE จำเป็นต้องทำ Server Side Tagging ไหม

ไม่จำเป็นเสมอไป ถ้าปัญหาหลักของธุรกิจคือไม่รู้ว่าแชทไหนปิดการขายได้ มากกว่าปัญหา Event บนเว็บไซต์หาย การให้ความสำคัญกับการเชื่อมข้อมูลแชทกับยอดขายก่อนอาจคุ้มค่ากว่าการลงทุนกับโครงสร้างเซิร์ฟเวอร์ที่ซับซ้อน

ทดลองวัดผลโฆษณาเข้า LINE ฟรี 14 วัน

สมัครแล้วสร้างโปรเจกต์ เชื่อม LINE ติดตั้ง Tracking แล้วเริ่มเห็น Funnel จาก Click ถึง Purchase ได้ทันที ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

แก้โค้ด CAPI ตอนเที่ยงคืน เช้าวันรุ่งขึ้น Currency หายทั้ง Batch เพราะไม่มีใครทดสอบก่อน Merge วาง Contract Test เข้า CI ให้จับได้ก่อนขึ้นจริง

แก้โค้ด CAPI ตอนเที่ยงคืน เช้าวันรุ่งขึ้น Currency หายทั้ง Batch เพราะไม่มีใครทดสอบก่อน Merge วาง Contract Test เข้า CI ให้จับได้ก่อนขึ้นจริง

การพึ่งพาแค่การทดสอบมือก่อน deploy มีช่องโหว่เสมอเมื่อทีมโตขึ้นและมีคนแก้โค้ดพร้อมกันหลายคน บทความนี้เจาะการวาง contract test อัตโนมัติเข้า CI pipeline เพื่อจับความเปลี่ยนแปลงที่ทำลาย schema ก่อนขึ้น production
ดีลองค์กรที่ต้องผ่านทั้งฝ่ายจัดซื้อและผู้บริหาร แต่ละคนทักไลน์คนละครั้ง จะออกแบบ attribution สำหรับผู้ตัดสินใจหลายคนยังไง

ดีลองค์กรที่ต้องผ่านทั้งฝ่ายจัดซื้อและผู้บริหาร แต่ละคนทักไลน์คนละครั้ง จะออกแบบ attribution สำหรับผู้ตัดสินใจหลายคนยังไง

ดีล B2B มักไม่ได้ตัดสินใจโดยคนเดียว ฝ่ายจัดซื้อทักถามราคา ฝ่ายเทคนิคทักถามสเปก ผู้บริหารทักถามเงื่อนไขก่อนเซ็นอนุมัติ แต่ละคนเห็นจุดสัมผัสคนละชุด จะรวมเป็นภาพเดียวเพื่อวัด attribution ได้ยังไง
ลูกค้าทิ้งตะกร้าแล้วกลับมาซื้อเพราะข้อความ Broadcast ในไลน์ ไม่ใช่โฆษณา จะนับจุดสัมผัสที่ไม่ได้มาจากแอดใน attribution model ยังไง

ลูกค้าทิ้งตะกร้าแล้วกลับมาซื้อเพราะข้อความ Broadcast ในไลน์ ไม่ใช่โฆษณา จะนับจุดสัมผัสที่ไม่ได้มาจากแอดใน attribution model ยังไง

แอดพาลูกค้ามาเจอสินค้าครั้งแรก แต่ที่ทำให้เขากลับมาซื้อจริงคือข้อความ Broadcast เตือนตะกร้าที่ค้างไว้ในไลน์ ช่องทางที่ไม่ต้องเสียเงินซื้อสื่อแบบนี้มักถูกมองข้ามในโมเดล attribution ทั้งที่บางทีมีบทบาทมากกว่าแอดตัวไหน ๆ