← กลับไปหน้าบทความ
LINE Tracking

ทีมช่วยกันตั้งชื่อ UTM ไม่มีมาตรฐาน แคมเปญเดียวกันกลายเป็นข้อมูลกระจัดกระจายหลายแถว

ทีมบรรณาธิการ linli07 ก.ย. 07:43อัปเดต 07 ก.ย. 07:43อ่าน 2 นาที
ทีมช่วยกันตั้งชื่อ UTM ไม่มีมาตรฐาน แคมเปญเดียวกันกลายเป็นข้อมูลกระจัดกระจายหลายแถว
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

เมื่อทีมหลายคนช่วยกันตั้งค่า UTM parameter โดยไม่มีมาตรฐานร่วมกัน เช่นบางคนพิมพ์ตัวพิมพ์ใหญ่บางคนพิมพ์เล็ก บางคนใช้ขีดกลางบางคนใช้ขีดล่าง หรือสะกดคำย่อไม่ตรงกัน ระบบวิเคราะห์ข้อมูลจะมองว่าเป็นแคมเปญคนละตัวกันทันที ทั้งที่จริงคือแคมเปญเดียวกัน ทำให้รายงานแยกเป็นหลายแถวเล็ก ๆ ดูเหมือนแต่ละแถวมีผลงานต่ำ ทางแก้คือตั้งมาตรฐานการเขียน UTM เป็นเอกสารกลาง ใช้เครื่องมือสร้างลิงก์กลางแทนการพิมพ์มือ และทำความสะอาดข้อมูลเก่าด้วยการ merge แถวที่เป็นแคมเปญเดียวกันก่อนวิเคราะห์ผล

UTM parameter เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่แทบทุกทีมการตลาดใช้ติดตามที่มาของทราฟฟิก แต่มีจุดอ่อนที่มักถูกมองข้ามคือระบบวิเคราะห์ข้อมูลส่วนใหญ่ปฏิบัติกับค่าพารามิเตอร์แบบ case-sensitive และตรงตัวอักษรทุกตัว หมายความว่า "Summer_Sale" กับ "summer-sale" และ "SummerSale" จะถูกนับเป็นสามแคมเปญที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในสายตาของระบบ ทั้งที่ในความเป็นจริงเป็นแคมเปญเดียวกันที่คนละคนตั้งชื่อไม่เหมือนกัน

ปัญหานี้พบบ่อยมากในทีมที่มีคนหลายคนช่วยกันสร้างลิงก์โฆษณา เช่นมีทั้งคนทำแอด Facebook, คนทำแอด Google, และฟรีแลนซ์ที่มาช่วยดูแลบางแคมเปญ แต่ละคนมีสไตล์การตั้งชื่อของตัวเองโดยไม่รู้ว่าคนอื่นตั้งชื่อแบบไหน พอเวลาผ่านไปหลายเดือน ข้อมูลในรายงานก็เต็มไปด้วยแคมเปญที่ชื่อคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันเป๊ะ กระจัดกระจายเป็นสิบ ๆ แถว ทั้งที่ควรจะรวมกันเป็นภาพเดียว

ผลกระทบที่ตามมาไม่ใช่แค่ความรำคาญตอนดูรายงาน แต่ส่งผลถึงการตัดสินใจจริง เพราะแคมเปญที่ควรจะดูมีผลงานดีเมื่อรวมข้อมูลทั้งหมด กลับถูกแบ่งเป็นชิ้นเล็ก ๆ ที่แต่ละชิ้นดูเหมือนมีผลงานต่ำ ทำให้ทีมอาจตัดสินใจลดงบหรือหยุดแคมเปญที่จริง ๆ แล้วทำงานได้ดี เพียงเพราะมองไม่เห็นภาพรวมที่ถูกต้อง

UTM Naming Drift เกิดขึ้นได้อย่างไรในทีมจริง

  • ไม่มีเอกสารมาตรฐานกลางที่ทุกคนเข้าถึงได้ก่อนสร้างลิงก์ใหม่ ต่างคนต่างจำวิธีตั้งชื่อจากที่เคยทำมาก่อนหน้า
  • เปลี่ยนคนทำงานบ่อย เช่นเปลี่ยนฟรีแลนซ์หรือมีพนักงานใหม่เข้ามาช่วย โดยไม่มีการส่งต่อมาตรฐานเดิมให้ชัดเจน
  • ใช้เครื่องมือสร้างลิงก์ต่างกัน บางคนพิมพ์ URL มือใน Notepad บางคนใช้ Google's Campaign URL Builder ซึ่งมีค่าเริ่มต้นและพฤติกรรมการเว้นวรรค/แปลงตัวอักษรที่ไม่เหมือนกัน ปัญหานี้มักเจอพร้อมกับการหา คำค้นหาด้วยเครื่องมือวางแผนคีย์เวิร์ด ที่ต่างคนต่างมีสไตล์การตั้งชื่อแคมเปญตามคำค้นที่ตัวเองเลือกใช้
  • ตั้งชื่อแคมเปญตามความรู้สึก ณ ตอนนั้นโดยไม่ทันสังเกตว่าแคมเปญที่คล้ายกันเคยตั้งชื่อไว้แบบไหนแล้วในอดีต เช่นเดือนนี้ตั้งเป็น promo_aug ทั้งที่เดือนก่อนตั้งเป็น promotion-august ปัญหานี้มักเกิดคู่กับการตั้งชื่อตาม เจตนาการค้นหาของลูกค้า (search intent) ที่แต่ละคนตีความคำเดียวกันไม่เหมือนกัน

ตัวอย่างผลกระทบเมื่อชื่อแคมเปญไม่ตรงกัน

ตารางด้านบนเป็นตัวอย่างสมมติที่แสดงให้เห็นว่าถ้าทั้งสี่แถวนี้จริง ๆ แล้วเป็นแคมเปญเดียวกัน ผลรวมที่แท้จริงคือ 104 conversion ซึ่งอาจทำให้แคมเปญนี้ดูเป็นหนึ่งในแคมเปญที่ทำผลงานดีที่สุด แต่ถ้าดูแยกทีละแถวโดยไม่รู้ว่าเป็นแคมเปญเดียวกัน แต่ละแถวอาจถูกมองว่าเป็นแคมเปญเล็ก ๆ ที่ผลงานธรรมดา ไม่โดดเด่นพอจะได้รับความสนใจเพิ่มงบ

ชื่อที่ปรากฏในรายงาน (ตัวอย่าง)ผลลัพธ์ที่ดูได้ (ตัวอย่าง)
Summer_Sale45 conversion
summer-sale38 conversion
SummerSale202612 conversion
summer sale9 conversion

วางมาตรฐานการตั้งชื่อ UTM ให้ทีมใช้ร่วมกัน

  1. กำหนดกฎง่าย ๆ ที่ทุกคนจำได้ เช่น ใช้ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมดเสมอ ใช้ขีดกลาง (-) แทนช่องว่างหรือขีดล่าง และไม่ใส่ปีในชื่อแคมเปญ (ให้ปีอยู่ใน utm_content หรือชื่อไฟล์แทน)
  2. ทำเอกสารตัวอย่างที่มีชื่อแคมเปญจริงที่เคยใช้มาแล้วทั้งหมด ให้คนใหม่เช็คก่อนตั้งชื่อใหม่ว่ามีแคมเปญคล้ายกันที่เคยตั้งไว้แล้วหรือยัง
  3. ใช้เครื่องมือสร้างลิงก์กลางตัวเดียวกันทั้งทีม (เช่นสเปรดชีตที่มีสูตรต่อ URL อัตโนมัติจากช่องที่กรอก) แทนการพิมพ์ URL มือแยกกันคนละที่ เพื่อบังคับให้รูปแบบตรงกันโดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่จะเจอปัญหาคล้ายกับ รหัสอ้างอิงไม่ตรงกันจนระบบนับข้อมูลซ้ำหรือตกหล่น ได้ด้วย
  4. ก่อนเปิดแคมเปญใหม่ทุกครั้ง ให้มีคนหนึ่งคนตรวจสอบชื่อ UTM ที่จะใช้เทียบกับรายการที่เคยใช้มาก่อน เพื่อจับความคลาดเคลื่อนตั้งแต่ต้นทางก่อนที่ข้อมูลจะกระจัดกระจาย

กอบกู้ข้อมูลเก่าที่กระจัดกระจายไปแล้ว

สำหรับข้อมูลที่เกิดขึ้นไปแล้วในอดีต วิธีแก้ที่ทำได้คือสร้างตารางแปลงชื่อ (mapping table) ที่จับคู่ชื่อแคมเปญที่สะกดต่างกันแต่หมายถึงแคมเปญเดียวกันเข้าด้วยกัน แล้วใช้ตารางนี้ในการ merge ข้อมูลก่อนสร้างรายงานสรุปทุกครั้ง แทนที่จะพยายามแก้ข้อมูลดิบย้อนหลังซึ่งมักทำไม่ได้หรือเสี่ยงทำข้อมูลเสียหาย

งานนี้อาจต้องใช้เวลานั่งไล่ดูชื่อแคมเปญทั้งหมดที่เคยมีในระบบสักครั้ง แต่เมื่อทำ mapping table เสร็จแล้วสามารถใช้ซ้ำได้เรื่อย ๆ ทุกครั้งที่ดึงรายงานใหม่ ไม่ต้องทำซ้ำทุกเดือน

หลังจากนี้ควรกำหนดให้ทุกแคมเปญใหม่ต้องผ่านการตรวจสอบชื่อก่อนเปิดใช้งานจริง เพื่อไม่ให้ปัญหานี้สะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องมานั่งกอบกู้ข้อมูลซ้ำในอนาคต

ในบางกรณีที่ข้อมูลกระจัดกระจายมากเกินกว่าจะไล่ทำ mapping table ด้วยมือได้ทั้งหมด อาจต้องพิจารณาเขียนสูตรหรือสคริปต์ง่าย ๆ ช่วยจัดกลุ่มชื่อที่คล้ายกัน เช่นใช้ฟังก์ชันแปลงตัวพิมพ์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันก่อน (ตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด, แทนที่ขีดล่างด้วยขีดกลาง) แล้วค่อยไล่ดูรายชื่อที่เหลือว่ายังมีคู่ไหนที่หมายถึงแคมเปญเดียวกันแต่สะกดต่างกันมากจนสูตรอัตโนมัติจับไม่ได้ วิธีนี้ช่วยลดงานที่ต้องทำด้วยมือลงไปได้มากในกรณีที่มีชื่อแคมเปญสะสมมาหลายปี

ตัวอย่างสมมติ: ร้านค้าออนไลน์ที่รวมข้อมูลแล้วเห็นภาพต่างจากเดิม

ลองนึกภาพร้านค้าออนไลน์ที่มีทีมการตลาด 3 คนผลัดกันดูแลแคมเปญโปรโมชั่นประจำเดือน แต่ละคนตั้งชื่อ UTM ตามสไตล์ตัวเอง หลังผ่านไป 6 เดือน ทีมเริ่มสงสัยว่าทำไมแคมเปญโปรโมชั่นที่ทำต่อเนื่องทุกเดือนถึงดูเหมือนไม่มีแคมเปญไหนโดดเด่นเป็นพิเศษเลยในรายงาน ทั้งที่ยอดขายรวมของร้านก็เติบโตต่อเนื่อง

เมื่อลองทำ mapping table รวมชื่อแคมเปญที่สะกดต่างกันแต่หมายถึงโปรโมชั่นเดือนเดียวกันเข้าด้วยกัน ภาพที่เห็นเปลี่ยนไปทันที กลับพบว่าโปรโมชั่นในช่วงกลางเดือนที่มักมีคนตั้งชื่อสะกดหลากหลายที่สุด (เพราะมีคนช่วยดูแลหลายคนสลับกัน) จริง ๆ แล้วเป็นช่วงที่ทำผลงานดีที่สุดของทั้งเดือน เพียงแต่ข้อมูลกระจัดกระจายจนมองไม่เห็นเมื่อดูแยกทีละแถว

สรุป

การตั้งชื่อ UTM ที่ไม่มีมาตรฐานร่วมกันในทีมทำให้แคมเปญเดียวกันถูกระบบมองเป็นคนละแคมเปญ ส่งผลให้รายงานกระจัดกระจายเป็นหลายแถวเล็ก ๆ ที่แต่ละแถวดูเหมือนมีผลงานต่ำ ทั้งที่รวมกันแล้วอาจเป็นแคมเปญที่ทำผลงานดีที่สุด

การวางมาตรฐานการตั้งชื่อเป็นเอกสารกลาง ใช้เครื่องมือสร้างลิงก์ร่วมกัน และทำ mapping table เพื่อรวมข้อมูลเก่าที่กระจัดกระจาย เป็นวิธีที่ช่วยให้ทีมเห็นภาพรวมของแคมเปญได้ถูกต้องขึ้นโดยไม่ต้องเริ่มเก็บข้อมูลใหม่ทั้งหมด

  • ระบบวิเคราะห์ข้อมูลมองค่า UTM แบบตรงตัวอักษรทุกตัว ตัวพิมพ์ใหญ่เล็กต่างกันก็นับเป็นคนละแคมเปญ
  • ไม่ควรใส่ปีในชื่อแคมเปญหลัก เพื่อให้เทียบแคมเปญประเภทเดียวกันข้ามปีได้
  • ใช้เครื่องมือสร้างลิงก์กลางและเอกสารรายชื่อแคมเปญเก่าเพื่อป้องกันการสะกดไม่ตรงกัน
  • ทำ mapping table รวมชื่อแคมเปญที่สะกดต่างกันเข้าด้วยกันก่อนวิเคราะห์ผล
  • ตรวจสอบชื่อ UTM ก่อนเปิดแคมเปญใหม่ทุกครั้งเพื่อป้องกันปัญหาสะสม

คำถามที่พบบ่อย

ควรใส่ปีในชื่อแคมเปญ UTM หรือไม่

ไม่แนะนำให้ใส่ปีในชื่อแคมเปญหลัก (utm_campaign) เพราะจะทำให้แคมเปญที่ทำซ้ำทุกปี (เช่นโปรปีใหม่) ถูกมองเป็นแคมเปญคนละตัวกันทุกครั้งที่ปีเปลี่ยน ควรใส่ปีไว้ใน utm_content หรือ utm_term แทน เพื่อให้ยังเปรียบเทียบแคมเปญประเภทเดียวกันข้ามปีได้ถ้าต้องการ

ถ้าทีมมีคนเดียวทำแอดทั้งหมด ยังจำเป็นต้องมีมาตรฐานอยู่ไหม

จำเป็นอยู่ดี เพราะแม้แต่คนคนเดียวก็อาจสะกดไม่ตรงกันเองข้ามเวลาได้ โดยเฉพาะถ้าไม่ได้เปิดดูรายการชื่อเก่าก่อนตั้งชื่อใหม่ทุกครั้ง การมีเอกสารมาตรฐานหรือรายการชื่อที่เคยใช้ไว้อ้างอิงช่วยลดความเสี่ยงนี้ได้แม้ทำงานคนเดียว

เครื่องมือสร้างลิงก์อัตโนมัติช่วยแก้ปัญหานี้ได้ทั้งหมดเลยไหม

ช่วยได้มากในการบังคับรูปแบบตัวพิมพ์และเครื่องหมายให้ตรงกัน แต่ไม่ได้ช่วยเรื่องการเลือกใช้คำเดียวกันสำหรับแคมเปญเดียวกัน (เช่นคนหนึ่งเรียก sale อีกคนเรียก promotion) ยังต้องมีรายการชื่อที่เคยใช้ไว้อ้างอิงควบคู่กันไปด้วย

ต้องทำ mapping table ใหม่ทุกครั้งที่ดึงรายงานหรือไม่

ไม่ต้องทำใหม่ทุกครั้ง ทำครั้งแรกให้ครอบคลุมข้อมูลเก่าทั้งหมดที่มี แล้วเก็บไว้ใช้ซ้ำ อัปเดตเพิ่มเติมเฉพาะเมื่อพบชื่อแคมเปญที่สะกดคลาดเคลื่อนใหม่เกิดขึ้นในอนาคตเท่านั้น

ควรมอบหมายให้ใครในทีมเป็นผู้ดูแลมาตรฐาน UTM โดยเฉพาะไหม

แนะนำให้มีคนหนึ่งคนรับผิดชอบเป็นผู้ตรวจสอบขั้นสุดท้ายก่อนเปิดแคมเปญใหม่ทุกครั้ง แม้จะไม่ใช่คนที่ตั้งชื่อเองทุกครั้งก็ตาม การมีจุดตรวจสอบเดียวช่วยลดโอกาสที่ชื่อจะคลาดเคลื่อนได้มากกว่าการปล่อยให้ทุกคนในทีมตรวจสอบกันเองโดยไม่มีใครรับผิดชอบหลัก

มาตรฐาน UTM ที่ดีควรมีความยาวหรือรายละเอียดแค่ไหน

ไม่ควรซับซ้อนเกินไปจนทีมจำไม่ได้และเลี่ยงที่จะทำตาม ควรเป็นกฎสั้น ๆ ไม่กี่ข้อที่ครอบคลุมเรื่องตัวพิมพ์ เครื่องหมายคั่น และตำแหน่งของข้อมูลอย่างปี/เดือน เพียงพอให้ข้อมูลรวมกันได้ถูกต้อง โดยไม่ต้องมีกฎละเอียดยิบย่อยจนใช้งานจริงยาก

ควรตรวจสอบมาตรฐาน UTM บ่อยแค่ไหนหลังจากวางกฎแล้ว

ควรสุ่มตรวจสอบทุกเดือนในช่วงแรกที่เพิ่งวางมาตรฐาน เพื่อจับความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นจากทีมใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคย เมื่อทีมทำตามมาตรฐานได้สม่ำเสมอแล้วสามารถลดความถี่ลงเหลือตรวจทุกไตรมาสแทนได้ แต่ไม่ควรหยุดตรวจไปเลย เพราะการเปลี่ยนคนทำงานในอนาคตอาจทำให้มาตรฐานเดิมค่อย ๆ เลือนหายไปอีกครั้งได้เช่นเดิม

ลองตรวจด้วยตัวเอง

UTM Builder

สร้างลิงก์ UTM ตามมาตรฐานแพลตฟอร์มโฆษณา พร้อม preset และ naming convention

สร้างลิงก์ UTM

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ร้านค้าในต่างจังหวัดที่ลูกค้าใช้เน็ตมือถือสัญญาณอ่อน Conversion หลุดก่อนโหลด Pixel ทัน

ร้านค้าในต่างจังหวัดที่ลูกค้าใช้เน็ตมือถือสัญญาณอ่อน Conversion หลุดก่อนโหลด Pixel ทัน

ร้านค้าในพื้นที่ที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตมือถือไม่เสถียร ลูกค้ามักกดปุ่มแชท LINE ก่อนที่หน้าเว็บจะโหลด pixel ครบ ทำให้ conversion หลุดหายไปจากรายงานทั้งที่แชทจริงเกิดขึ้นแล้ว บทความนี้แนะนำวิธีลดการพึ่งพา pixel ฝั่งหน้าเว็บสำหรับกลุ่มลูกค้าที่เน็ตไม่เสถียร
ทำไมยิงแอดเข้า LINE แล้ววัดผลไม่ได้ (และแก้ยังไง)

ทำไมยิงแอดเข้า LINE แล้ววัดผลไม่ได้ (และแก้ยังไง)

ธุรกิจส่วนใหญ่วัดโฆษณาเข้า LINE ได้แค่จำนวนคลิก แต่ไม่รู้เลยว่าคลิกนั้นนำไปสู่ยอดขายจริงหรือเปล่า บทความนี้เล่าว่าทำไมข้อมูลถึงขาดช่วง และวิธีที่ทำให้วัดถึงยอดขายจริงได้
LINE Conversion Tracking คืออะไร ทำงานอย่างไร

LINE Conversion Tracking คืออะไร ทำงานอย่างไร

LINE Conversion Tracking ทำให้ธุรกิจที่ปิดการขายในแชทวัดผลได้ลึกเหมือน Ecommerce บทความนี้ไล่ตั้งแต่แนวคิดพื้นฐาน วิธีที่ระบบทำงาน ไปจนถึงข้อมูลที่จะได้กลับมาจริง ๆ