← กลับไปหน้าบทความ
ขั้นสูง (MarTech)

ลูกค้าทักกลับมากี่รอบกว่าจะตัดสินใจซื้อรถ: นับ touch count แทนการเดาใจ

02 ส.ค. 04:26 · อ่าน 1 นาที
ลูกค้าทักกลับมากี่รอบกว่าจะตัดสินใจซื้อรถ: นับ touch count แทนการเดาใจ

สรุปสั้น ๆ

การซื้อรถเป็นการตัดสินใจที่ต้องคิดหนัก ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ทักครั้งเดียวแล้วปิด แต่กลับมาคุยหลายรอบ ถามเรื่องราคา เปรียบเทียบรุ่น ขอผ่อนเทียบ บทความนี้สอนนับ touch count คือจำนวนครั้งที่ลูกค้าทักกลับมาก่อนปิดดีล เพื่อรู้ว่าทีมขายควรทุ่มติดตามกี่รอบถึงคุ้ม ตัวเลขในบทนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่ข้อมูลจากโชว์รูมจริง

ผู้จัดการโชว์รูมรถมือสองคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าทีมขายมักท้อใจกับลูกค้าที่ทักมาถามแล้วเงียบหายไปพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาทักใหม่อีกรอบสองรอบสามรอบ บางคนหายไปเป็นสัปดาห์แล้วกลับมาถามต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทีมขายบางคนถึงกับเลิกติดตามหลังจากทักไปสองครั้งแล้วไม่ได้คำตอบ

ปัญหาคือไม่มีใครในทีมรู้ว่า "ปกติ" ต้องทักกลับไปกี่รอบกว่าลูกค้าจะตัดสินใจ ทำให้แต่ละคนตัดสินใจเลิกติดตามตามความรู้สึกของตัวเอง บางคนใจร้อนเลิกเร็วเกินไปจนเสียดีลที่จริง ๆ ใกล้จะปิด บางคนตามจนลูกค้ารำคาญทั้งที่สัญญาณบอกชัดว่าไม่มีทางซื้อแล้ว

บทความนี้จะพาสร้างตัวเลข touch count คือจำนวนรอบที่ลูกค้าทักกลับมาก่อนปิดดีล เพื่อให้ทีมขายรู้ว่าจังหวะไหนควรทุ่มติดตามต่อ และจังหวะไหนคุ้มจะปล่อย ตัวเลขในบทนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อสาธิตวิธีคิด ไม่ใช่สถิติจากโชว์รูมใด

touch count คืออะไร ต่างจากการนับวันยังไง

touch count คือจำนวนครั้งที่เกิดการสนทนาไปกลับระหว่างลูกค้ากับแอดมิน นับเป็นรอบ ไม่ใช่นับเป็นข้อความ เช่น ลูกค้าทักถามราคา แอดมินตอบ แล้วลูกค้าหายไปสามวันก่อนกลับมาถามเรื่องผ่อน นับเป็น 2 touch แล้ว ต่างจากการนับวันที่บอกแค่ระยะเวลา แต่ไม่บอกว่าระหว่างทางมีการโต้ตอบกันกี่รอบ

เหตุผลที่ touch count สำคัญกว่าการนับวันเปล่า ๆ คือมันสะท้อนความพยายามของทีมขายโดยตรง ดีลที่ใช้เวลานานแต่ touch น้อยอาจแปลว่าลูกค้าคิดเองอยู่เงียบ ๆ ขณะที่ดีลที่ใช้เวลาสั้นแต่ touch เยอะอาจแปลว่าลูกค้ามีคำถามเยอะและต้องการความมั่นใจสูง ทั้งสองแบบต้องการวิธีดูแลต่างกัน หลักการแบบเดียวกันนี้เคยถูกใช้แก้ปัญหาการส่งต่อดีลระหว่างทีมในการส่งมอบงานของโชว์รูมรถกับเอเจนซี่

วัด touch count เฉลี่ยของดีลที่ปิดสำเร็จ

ดึงประวัติแชทของดีลที่ปิดสำเร็จย้อนหลังสักสองสามเดือน แล้วนับจำนวนรอบสนทนาก่อนถึงวันปิด จากนั้นดูการกระจายตัวว่าส่วนใหญ่ปิดที่ touch เท่าไหร่ ตารางข้างล่างเป็นตัวอย่างสมมติ

จำนวน touch ก่อนปิด (สมมติ)สัดส่วนดีลที่ปิดได้หมายเหตุ
1-2 ครั้ง22%มักเป็นลูกค้าที่ตัดสินใจไว้แล้วก่อนทัก
3-5 ครั้ง41%กลุ่มใหญ่สุด ต้องเทียบราคา/รุ่นก่อน
6-9 ครั้ง27%มักมีเรื่องผ่อน/เทิร์นรถเข้ามาเกี่ยวข้อง
10 ครั้งขึ้นไป10%ตัดสินใจยาก ต้องคุยหลายฝ่ายในครอบครัว

จุดคุ้มของการติดตาม อยู่ตรงไหนของตัวเลขนี้

จากตารางสมมติ เกือบ 90% ของดีลที่ปิดได้เกิดขึ้นภายใน touch ที่ 9 หรือน้อยกว่า มีเพียง 10% ที่ใช้มากกว่านั้น สิ่งนี้บอกทีมขายว่าการทุ่มติดตามถึงรอบที่ 9-10 ยังคุ้มค่า เพราะยังมีโอกาสปิดสูงพอสมควร แต่หลังจากนั้นอัตราความคุ้มค่าจะเริ่มลดลง ไม่ได้แปลว่าห้ามติดตามต่อ แต่ควรใช้พลังงานอย่างมีสติมากขึ้น

ข้อมูลนี้ยังช่วยแก้ปัญหาทีมขายเลิกติดตามเร็วเกินไปด้วย เพราะถ้ารู้ว่ากลุ่มใหญ่สุดปิดที่ touch 3-5 ครั้ง การเลิกติดตามหลังทักไปแค่สองครั้งเท่ากับทิ้งดีลจำนวนมากที่ยังมีโอกาสสูงไปโดยเปล่าประโยชน์ แนวคิดการมองเป็นรอบแบบนี้ต่อยอดได้ดีกับการออกแบบลำดับการติดตามลูกค้า

ออกแบบสคริปต์ติดตามให้เปลี่ยนไปตามรอบ touch

  1. touch ที่ 1-2 เน้นให้ข้อมูลครบและถามคำถามที่ช่วยกรอง เช่น งบประมาณและช่วงเวลาที่ต้องการรถ เพื่อประเมินว่าดีลนี้มีโอกาสสูงแค่ไหนตั้งแต่ต้น
  2. touch ที่ 3-5 เริ่มเจาะจงมากขึ้น เช่น เปรียบเทียบรุ่นที่ลูกค้าสนใจ หรือเสนอตัวเลขผ่อนที่ชัดเจน เพราะช่วงนี้คือจุดที่ดีลจำนวนมากที่สุดปิดสำเร็จ
  3. touch ที่ 6-9 เปลี่ยนจากการขายเป็นการช่วยตัดสินใจ เช่น ถามตรง ๆ ว่ายังติดเรื่องอะไรอยู่ หรือชวนนัดมาดูรถจริงถ้ายังไม่เคยเห็นตัว
  4. touch ที่ 10 ขึ้นไป ให้ประเมินสัญญาณความเป็นไปได้ก่อนทุ่มต่อ ถ้าลูกค้ายังตอบกลับสม่ำเสมอแม้ช้า ให้ตามต่อแบบเว้นระยะ แต่ถ้าเงียบหายนานผิดปกติ อาจย้ายไปอยู่ในรายการติดตามระยะยาวแทนการทุ่มพลังงานเท่าดีลที่ยังร้อนอยู่ เทคนิคการปลุกดีลที่เงียบไปนานอ่านเพิ่มได้ในการปลุกแชทที่เงียบหาย และสำหรับรถมือสองโดยเฉพาะยังควรดูการตั้งหน้าต่างวัดผลของรถมือสองประกอบด้วย

สรุป

การซื้อรถแทบไม่เคยจบในแชทเดียว การนับ touch count คือจำนวนรอบที่ลูกค้าทักกลับมาก่อนปิดดีล ช่วยให้ทีมขายรู้ว่าควรทุ่มติดตามถึงรอบไหนถึงยังคุ้มค่า แทนการตัดสินใจเลิกตามตามความรู้สึกส่วนตัวของแต่ละคน

เมื่อรู้จุดคุ้มของ touch count แล้ว ให้ออกแบบสคริปต์การติดตามให้เปลี่ยนไปตามรอบ ตั้งแต่ให้ข้อมูลในรอบแรก ไปจนถึงช่วยตัดสินใจในรอบท้าย ๆ เพื่อให้ทุกการติดตามมีเป้าหมายชัดเจน ไม่ใช่แค่ทักซ้ำไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีทิศทาง

  • นับ touch count เป็นรอบสนทนาไปกลับ ไม่ใช่นับวันหรือนับข้อความ
  • ดูจุดที่ดีลส่วนใหญ่ปิดสำเร็จ เพื่อรู้ว่าควรทุ่มติดตามถึงรอบไหน
  • ออกแบบสคริปต์ติดตามให้เปลี่ยนบทบาทตามรอบ touch แทนการใช้ข้อความเดิมซ้ำ

คำถามที่พบบ่อย

นับ touch จากฝั่งลูกค้าอย่างเดียว หรือนับรวมทั้งสองฝั่ง

แนะนำให้นับเป็นรอบการสนทนาไปกลับ คือหนึ่งรอบเกิดขึ้นเมื่อทั้งลูกค้าและแอดมินได้พูดคุยกันอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ไม่ใช่นับแยกฝั่งใครฝั่งหนึ่ง เพราะเป้าหมายคือวัดความเข้มข้นของการมีปฏิสัมพันธ์

ดีลที่ touch เยอะมากแต่ไม่ปิด ควรทำยังไงกับข้อมูลนั้น

เก็บไว้วิเคราะห์แยกต่างหาก เพราะอาจสะท้อนว่าลูกค้ากลุ่มนั้นมีเงื่อนไขที่โชว์รูมตอบสนองไม่ได้ เช่น ราคาที่ต้องการหรือรุ่นที่ไม่มีในสต๊อก การรู้แบบนี้ช่วยให้ทีมขายกล้าตัดสินใจปล่อยดีลลักษณะนี้เร็วขึ้นในอนาคต

ตัวเลข touch count ตัวอย่างในบทนี้ใช้เป็นเกณฑ์ของโชว์รูมได้เลยไหม

ไม่ได้ เป็นค่าสมมติเพื่อสาธิตวิธีคิดเท่านั้น แต่ละโชว์รูมมีพฤติกรรมลูกค้าต่างกันตามประเภทรถและกลุ่มลูกค้า ต้องสร้างตารางนี้จากข้อมูลจริงของตัวเองเสมอ

ควรวัด touch count แยกตามพนักงานขายไหม

ควร เพราะพนักงานที่ปิดดีลได้ด้วย touch น้อยกว่าค่าเฉลี่ยอาจมีเทคนิคดี ๆ ที่ทีมเรียนรู้ต่อได้ ขณะที่คนที่ต้อง touch เยอะกว่ามากอาจต้องได้รับการโค้ชเพิ่มเติมเรื่องการนำเสนอให้ตรงจุดเร็วขึ้น

รถใหม่กับรถมือสองควรใช้เกณฑ์ touch count เดียวกันไหม

ไม่ควร เพราะพฤติกรรมลูกค้าต่างกัน รถมือสองมักมีเรื่องต่อรองราคาและตรวจสภาพเข้ามาเพิ่ม ทำให้ touch count เฉลี่ยสูงกว่ารถใหม่ตามธรรมชาติ ควรแยกตารางวิเคราะห์ของแต่ละประเภทออกจากกัน

ลูกค้าที่หายไปนานแล้วกลับมาทักใหม่ นับเป็น touch เดิมหรือดีลใหม่

ถ้ายังอยู่ในดีลเดิมที่ยังไม่ปิดและไม่ได้แจ้งยกเลิก ให้นับต่อเนื่องเป็น touch เดิม เพราะยังเป็นการตัดสินใจเรื่องเดียวกัน แต่ถ้าลูกค้าหายไปนานมากจนเปลี่ยนความต้องการ เช่น เปลี่ยนรุ่นที่สนใจทั้งหมด อาจพิจารณาเริ่มนับใหม่แทน

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง