← กลับไปหน้าบทความ
แพลตฟอร์มโฆษณา

เปลี่ยนคนทักแต่ไม่ซื้อ ให้กลับมาโอนเงินด้วยเทคนิค Retargeting เข้า LINE

02 ส.ค. 04:09 · อ่าน 2 นาที
เปลี่ยนคนทักแต่ไม่ซื้อ ให้กลับมาโอนเงินด้วยเทคนิค Retargeting เข้า LINE

สรุปสั้น ๆ

คนทักแล้วไม่ซื้อไม่ใช่โอกาสที่ตายแล้ว — เขาคือกลุ่มที่อุ่นที่สุดที่คุณมี เพราะผ่านด่านรู้จักและสนใจมาแล้ว เหลือแค่ด่านตัดสินใจ Retargeting ที่ได้ผลกับกลุ่มนี้ต้องเปลี่ยนสาร ไม่ใช่ฉายโฆษณาเดิมซ้ำ: เคลียร์ความลังเลด้วยรีวิว ข้อเสนอใหม่ หรือมุมใหม่ของสินค้า พร้อมคุมความถี่และตัดคนที่ซื้อแล้วออกเสมอ

ในบัญชีโฆษณาของทุกธุรกิจที่ขายผ่านแชท มีขุมทรัพย์หนึ่งที่มักถูกทิ้งไว้เฉย ๆ: รายชื่อคนที่เคยทักมาแล้วไม่ได้ซื้อ ลองนึกดูว่าคนกลุ่มนี้ผ่านอะไรมาบ้าง — เขาเห็นแอดของคุณ เขาสนใจพอที่จะหยุดนิ้ว เขากดเข้ามา และเขาลงทุนเวลาพิมพ์ทัก นั่นคือสี่ด่านที่คนแปลกหน้าทั่วไปยังไม่เคยผ่านสักด่าน

แต่พอเขาไม่ซื้อในรอบแรก ธุรกิจส่วนใหญ่ก็เทงบทั้งหมดกลับไปหาคนแปลกหน้าใหม่ ๆ ซึ่งแพงกว่าและเย็นกว่า เหตุผลง่าย ๆ คือระบบส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกวางไว้ให้จำว่าใครคือ ‘คนเคยทักที่ยังไม่ซื้อ’ พอไม่มีรายชื่อ ก็ยิงตามไม่ได้ ขุมทรัพย์เลยนอนนิ่งอยู่ในกล่องแชท

บทความนี้จะเล่าตั้งแต่วิธีสร้างกลุ่มเป้าหมายนี้ขึ้นมาจริง ๆ สารแบบไหนที่ควรยิงตาม (และแบบไหนที่ทำให้โดนมองเป็นแอดหลอน) ไปจนถึงการวัดผลว่าเงินที่ตามไปคุ้มไหม

ทำไมกลุ่มนี้ถึงเป็นเงินที่ง่ายที่สุดที่คุณยังไม่ได้เก็บ

หลักเศรษฐศาสตร์ของ Retargeting เรียบง่าย: ต้นทุนการพาคนแปลกหน้าหนึ่งคนมาถึงขั้นทักอาจอยู่ที่หลายสิบถึงหลายร้อยบาท คนที่ทักแล้วไม่ซื้อคือคนที่คุณจ่ายต้นทุนนั้นไปแล้วเต็มจำนวน การยิงตามเขาอีกครั้งจ่ายแค่ค่าโฆษณาส่วนเพิ่มนิดเดียว แต่ได้คุยกับคนที่อยู่ลึกใน Funnel กว่าคนใหม่หลายเท่า

ที่สำคัญกว่านั้น เหตุผลที่เขาไม่ซื้อรอบแรกมักเป็นเรื่องชั่วคราว — เงินยังไม่ออก ยังลังเล ยังเทียบราคาอยู่ หรือแค่ลืม ซึ่งล้วนเป็นเงื่อนไขที่เปลี่ยนได้ตามเวลา เรื่องนี้เล่าละเอียดไว้ในบทความลูกค้าทักแล้วเงียบหาย — ความเงียบส่วนใหญ่ไม่ใช่คำปฏิเสธ มันคือ ‘ยังไม่ใช่ตอนนี้’

การตามในแชทโดยแอดมิน (ซึ่งควรทำเป็นอันดับแรกและฟรี) มีข้อจำกัดตรงที่ทำได้ไม่กี่ครั้งก่อนจะกลายเป็นตื๊อ Retargeting ด้วยโฆษณาคือเลเยอร์ที่สอง — มันแตะเขาเบา ๆ ผ่านฟีดโดยไม่ต้องเด้งแจ้งเตือนใส่หน้า และทำงานต่อได้อีกหลายสัปดาห์หลังจากที่แชทเงียบไปแล้ว

สร้างกลุ่ม ‘ทักแล้วไม่ซื้อ’ ขึ้นมาจริง ๆ ได้ยังไง

อุปสรรคแรกคือข้อมูล: แพลตฟอร์มโฆษณารู้ว่าใครทักเพจของมัน (สร้างกลุ่มคนที่เคยส่งข้อความหาเพจได้ในตัว) แต่มันไม่รู้ว่าใครในนั้น ‘ซื้อแล้ว’ เพราะการโอนเกิดในแชท ถ้าใช้กลุ่มคนเคยทักดิบ ๆ คุณจะเผางบยิงโฆษณาใส่ลูกค้าที่จ่ายเงินไปแล้วด้วย ซึ่งทั้งเปลืองและน่ารำคาญ

หัวใจจึงอยู่ที่การบันทึกสถานะของทุกแชท — ใครทักวันไหน ปิดได้หรือยัง — แล้วเอาข้อมูลนี้มาประกอบกลุ่มเป้าหมายสองชั้น: ชั้นแรกคือกลุ่มคนเคยทักในช่วงเวลาที่กำหนด (เช่น 30-60 วันล่าสุด) ชั้นสองคือรายชื่อคนที่ซื้อแล้ว (จากเบอร์โทร/อีเมลที่บันทึกไว้ อัปโหลดเป็น Custom Audience) เอาไปตั้งเป็นกลุ่มที่ต้อง Exclude ระบบที่เก็บสถานะแชทอยู่แล้วอย่าง linli ทำให้ขั้นตอนนี้เบาลงมาก แต่ชีตที่แอดมินอัปเดตท้ายวันก็ใช้ได้เหมือนกัน

ถ้าเว็บไซต์คือทางผ่านก่อนเข้าแชท อย่าลืมกลุ่มเสริมอีกตัว: คนที่กดปุ่มไป LINE แต่ไม่เคยทักเลย — กลุ่มนี้หลุดตรงรอยต่อ และการยิงตามด้วยข้อความง่าย ๆ ว่าทักมาสอบถามได้ มักเก็บคนกลับมาได้ในต้นทุนต่ำมาก

สารที่ยิงตาม: ห้ามฉายหนังม้วนเดิม

ความผิดพลาดคลาสสิกของ Retargeting คือเอาโฆษณาตัวเดิมที่เขาเคยเห็น (และเคยไม่ซื้อ) มาฉายซ้ำ ๆ ถ้าสารเดิมปิดเขาไม่ได้ในรอบแรก การเห็นมันอีกสิบรอบก็ไม่เปลี่ยนอะไร นอกจากเปลี่ยนความรู้สึกจาก ‘เฉย ๆ’ เป็น ‘รำคาญ’

สารที่ควรใช้ต้องตอบความลังเลที่ค้างอยู่ ซึ่งเดาได้จากพฤติกรรม:

  • กลุ่มถามราคาแล้วเงียบ — ยิงหลักฐานความคุ้ม: รีวิวลูกค้าจริง ภาพก่อน-หลัง การเปรียบเทียบกับทางเลือกที่แพงกว่า ให้เขาเห็นว่าราคานี้แลกกับอะไร แนวทางการใช้รีวิวและหลักฐานทางสังคมใช้ได้เต็มที่ตรงนี้
  • กลุ่มคุยลึกแล้วหาย — ยิงข้อเสนอที่ลดความเสี่ยง: นโยบายเปลี่ยน/คืน การผ่อนชำระ หรือของแถมที่หมดเขตจริง เพราะคนกลุ่มนี้ใกล้เส้นชัยมาก ขาดแค่เหตุผลสุดท้าย
  • กลุ่มเงียบนานเกินเดือน — ยิงมุมใหม่ไปเลย: สินค้ารุ่นใหม่ คอลเลกชันใหม่ หรือเรื่องราวของแบรนด์ อย่าทวงของเก่า เพราะบริบทที่เขาเคยสนใจอาจหมดอายุไปแล้ว

ยิงแค่ไหนไม่ให้กลายเป็นแอดหลอน

เส้นแบ่งระหว่าง ‘แบรนด์ที่อยู่ในสายตา’ กับ ‘แอดที่ตามหลอกหลอน’ อยู่ที่ความถี่และอายุของกลุ่ม สองตัวเลขที่ต้องตั้งใจคุม: Frequency Cap อย่าปล่อยให้คนเดิมเห็นเกินราว 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ และอายุกลุ่ม — คนที่เงียบเกิน 60-90 วันควรถูกปล่อยออกจากกลุ่มตามหลัก หรือย้ายไปกลุ่มข้อเสนอใหม่ที่สื่อสารห่าง ๆ แทน

และกฎเหล็กที่พูดไปแล้วแต่ขอย้ำเพราะโดนละเมิดบ่อยสุด: อัปเดตรายชื่อคนซื้อแล้วเข้ากลุ่ม Exclude ให้ถี่ที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่มีอะไรทำลายความรู้สึกลูกค้าใหม่ได้เท่าการเพิ่งโอนเงินเสร็จแล้วเจอโฆษณา ‘ลดพิเศษสำหรับคุณ’ ของสินค้าตัวเดียวกันในราคาถูกกว่า

ส่วนจังหวะเวลา ให้ล้อกับพฤติกรรมเงินเดือน — ช่วงปลายเดือนถึงต้นเดือนคือหน้าต่างที่กลุ่ม ‘รอเงิน’ กลับมามีกำลังซื้อ การเพิ่มน้ำหนักงบ Retargeting ช่วงนั้นมักได้ผลกว่าการหว่านเท่ากันทั้งเดือน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการตามในแชทที่เล่าไว้ในเรื่องลำดับการตามลูกค้าอย่างเป็นระบบ

วัดว่าคุ้มไหม: ตัวเลขที่ต้องดูต่างจากแคมเปญหาคนใหม่

แคมเปญ Retargeting จะโชว์ตัวเลขสวยเสมอ — ค่าทักถูก อัตราปิดสูง — เพราะมันคุยกับคนที่อุ่นอยู่แล้ว อย่าเอาตัวเลขนี้ไปเทียบตรง ๆ กับแคมเปญหาคนใหม่แล้วสรุปว่าควรเทงบมาทางนี้หมด เพราะ Retargeting ‘เก็บเกี่ยว’ คนที่แคมเปญหาคนใหม่ ‘หว่าน’ ไว้ ถ้าหยุดหว่านเมื่อไหร่ ก็ไม่มีอะไรให้เก็บ

ตัวเลขที่บอกความจริงกว่าคือส่วนเพิ่มที่มันสร้าง: เทียบอัตราการกลับมาซื้อของคนเคยทักในช่วงที่เปิดแคมเปญ กับช่วงที่ปิด (หรือกับกลุ่มที่ตั้งใจไม่ยิงตาม) ถ้าเปิดแล้วคนกลับมาโอนเพิ่มขึ้นชัดเจนเกินค่าโฆษณาที่จ่าย นั่นคือกำไรจริง ถ้าตัวเลขแทบไม่ต่าง แปลว่าคนกลุ่มนั้นจะกลับมาเองอยู่แล้ว และงบควรย้ายไปทำอย่างอื่น

สรุป

ทุกครั้งที่มีคนทักแล้วไม่ซื้อ คุณมีทางเลือกสองทาง: ปล่อยต้นทุนที่จ่ายไปแล้วจมหายไปกับความเงียบ หรือเก็บเขาไว้ในระบบแล้วกลับไปคุยใหม่ในจังหวะและสารที่ดีกว่าเดิม ธุรกิจที่กำไรจากโฆษณาอย่างยั่งยืนแทบทั้งหมดเลือกทางที่สอง เพราะมันคือการซื้อลูกค้าคนเดิมในราคาที่ถูกลงเรื่อย ๆ แทนที่จะซื้อคนแปลกหน้าในราคาที่แพงขึ้นทุกปี

จุดเริ่มที่จับต้องได้ที่สุดไม่ใช่ในหน้าตั้งค่าโฆษณา แต่คือวินัยเล็ก ๆ ในแชท: บันทึกสถานะทุกการสนทนาให้รู้ว่าใครซื้อแล้ว ใครยังไม่ซื้อ เพราะรายชื่อสองกลุ่มนี้คือวัตถุดิบของทั้งกลุ่มยิงตามและกลุ่ม Exclude — ไม่มีมัน Retargeting ที่ดีก็สร้างไม่ได้ มีมันเมื่อไหร่ ที่เหลือคืองานตั้งค่าไม่กี่ชั่วโมง

  • คนทักแล้วไม่ซื้อคือกลุ่มที่จ่ายต้นทุนไปแล้ว — ตามเขาถูกกว่าหาคนใหม่หลายเท่า
  • เปลี่ยนสารตามเหตุผลที่เขาเงียบ: หลักฐานความคุ้ม / ข้อเสนอลดความเสี่ยง / มุมใหม่ อย่าฉายหนังม้วนเดิม
  • คุม Frequency, ตัดคนซื้อแล้วออกเสมอ และวัดผลด้วย ‘ส่วนเพิ่ม’ ไม่ใช่ตัวเลขสวย ๆ ของแคมเปญ

คำถามที่พบบ่อย

แชทต่อเดือนยังน้อย กลุ่มเป้าหมายเล็กมาก ทำ Retargeting ได้ไหม

กลุ่มที่เล็กเกินไปจะยิงไม่ออกหรือแพงผิดปกติ เพราะระบบไม่มีที่ให้เลือกยิง ทางแก้คือขยายหน้าต่างเวลาให้ยาวขึ้น เช่น รวมคนทักย้อนหลัง 90-180 วัน หรือรวมกลุ่มคนเข้าเว็บเข้าไปด้วย ระหว่างนี้ให้เน้นการตามในแชทซึ่งฟรีและตรงกว่า

ควรตั้งงบ Retargeting สัดส่วนเท่าไหร่ของงบโฆษณาทั้งหมด

จุดเริ่มที่ใช้กันบ่อยคือราวหนึ่งในสิบถึงหนึ่งในห้าของงบรวม เพราะกลุ่มมันเล็ก อัดงบเยอะไปคนเดิมก็แค่เห็นซ้ำถี่ขึ้น ให้ดูสัญญาณ Frequency เป็นหลัก ถ้าความถี่พุ่งแต่ผลไม่เพิ่ม แปลว่างบล้นกลุ่มแล้ว

ยิงตามคนที่เพิ่งทักเมื่อวาน เร็วเกินไปไหม

ช่วง 1-3 วันแรกให้เป็นหน้าที่ของแอดมินตามในแชทก่อน เพราะตรงและถูกกว่า โฆษณาตามเหมาะกับช่วงหลังจากนั้นที่การทักซ้ำในแชทเริ่มกลายเป็นตื๊อ ราววันที่ 3-7 เป็นต้นไปคือจังหวะที่โฆษณาเข้ามารับไม้ต่อได้พอดี

ใช้ส่วนลดเป็นตัวดึงกลับดีไหม กลัวลูกค้าติดนิสัยรอโปร

ความกังวลนี้มีมูล ถ้าทุกคนที่เงียบแล้วได้ส่วนลดเสมอ ลูกค้าจะเรียนรู้ว่าเงียบไว้ก่อนคุ้มกว่า ให้เก็บส่วนลดไว้เป็นไพ่ท้ายสำหรับกลุ่มที่คุยลึกแล้วติดเรื่องราคาจริง ๆ ส่วนกลุ่มอื่นใช้รีวิว ความมั่นใจ และมุมใหม่ของสินค้านำก่อนเสมอ

รู้ได้ยังไงว่าโฆษณาตามผลงานดี ไม่ใช่แค่เก็บยอดที่ยังไงก็กลับมาเอง

ทดสอบเชิงเปรียบเทียบ: ปิดแคมเปญสักสองสัปดาห์แล้วดูว่าอัตราคนเคยทักกลับมาซื้อร่วงไหม หรือแบ่งกลุ่มคนเคยทักเป็นสองก้อน ยิงตามก้อนเดียว แล้วเทียบอัตรากลับมาซื้อ ถ้าก้อนที่ถูกยิงไม่ได้ดีกว่าอย่างมีนัยยะ งบนั้นควรย้ายไปหาคนใหม่แทน

ทำไมบางคนบอกว่าเห็นโฆษณาร้านตามไปทุกที่จนกลัว จะเลี่ยงยังไง

อาการนั้นเกิดจากความถี่ที่ไม่ถูกคุมบวกกับสารเดิมซ้ำ ๆ ตั้ง Frequency Cap ไว้ราว 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ หมุนครีเอทีฟอย่างน้อย 2-3 แบบ และตัดคนออกจากกลุ่มเมื่อเงียบนานเกิน 60-90 วัน แค่สามอย่างนี้ความรู้สึกถูกตามหลอนจะหายไปเกือบหมด

อยากวัดผลโฆษณาเข้า LINE ให้ถึงยอดขาย?

ทดลองใช้ linli ฟรี 14 วัน ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
คู่มือเริ่มต้น LINE Conversion Tracking ในไทย ตั้งแต่ติดตั้งจนวัดยอดขายจริง
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มทำ LINE Conversion Tracking บทความนี้รวมทุกขั้นตอนตั้งแต่นิยาม Funnel ติดตั้งระบบ เชื่อมแพลตฟอร์ม จนถึงวางแผนช่วงทดลองใช้ให้ตัดสินใจได้จริงก่อนหมด Trial
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
LINE Tracking กับ PDPA ธุรกิจไทยควรเก็บข้อมูลอย่างไรให้เหมาะสม
ระบบ Tracking ไม่ได้ทำให้ธุรกิจผ่าน PDPA โดยอัตโนมัติ บทความนี้อธิบายว่าธุรกิจยังต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้าง ตั้งแต่ Legal Basis ไปจนถึงการจำกัดข้อมูลที่ส่งไปแพลตฟอร์มโฆษณา
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
วิธีติดตั้ง Tracking Link และ Tracking Script สำหรับปุ่ม LINE บนเว็บไซต์
ก่อนติดตั้ง Tracking Link หรือ Script บนปุ่ม LINE ต้องเตรียมอะไรบ้าง บทความนี้เล่าขั้นตอนจริงตั้งแต่สิทธิ์เข้าถึงเว็บ ไปจนถึง Test Journey ก่อนเปิดใช้งาน ไม่ใช่แค่ก็อปโค้ดไปวาง