← กลับไปหน้าบทความ
กรณีศึกษาตามธุรกิจ

นายหน้าอสังหาฯ 3 คนอ้างว่าตัวเองปิดดีลเดียวกัน จะแบ่งเครดิตยังไงเมื่อลูกค้าคุยกับหลายเซลส์ก่อนทักไลน์ปิดงาน

ทีมบรรณาธิการ linli07 ก.ย. 07:43อัปเดต 07 ก.ย. 07:43อ่าน 2 นาที
นายหน้าอสังหาฯ 3 คนอ้างว่าตัวเองปิดดีลเดียวกัน จะแบ่งเครดิตยังไงเมื่อลูกค้าคุยกับหลายเซลส์ก่อนทักไลน์ปิดงาน
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

เมื่อลูกค้าคนเดียวคุยกับนายหน้าหลายคนก่อนปิดดีล ควรแบ่งเครดิตตามบทบาทจริงในเส้นทางลูกค้า เช่น ผู้ติดต่อครั้งแรก ผู้พาชมโครงการ และผู้ปิดการขาย ไม่ใช่ยกให้คนที่กดปิดยอดในระบบคนเดียว เพราะจะสร้างแรงจูงใจผิดและทำให้ทีมแย่งลูกค้ากันเองแทนที่จะช่วยกันขาย

‘Baan Prime Realty’ (ชื่อสมมติ) เจอเหตุการณ์ที่ผู้จัดการทีมขายปวดหัวมาก ลูกค้าคนหนึ่งเห็นโฆษณาคอนโดผ่าน Facebook แล้วทักไปหานายหน้า A สอบถามราคาแบบผิวเผิน สองสัปดาห์ต่อมาลูกค้าคนเดียวกันไปเดินงานอีเว้นท์อสังหาริมทรัพย์ เจอนายหน้า B ที่บูธ ได้รับโบรชัวร์และนัดพาชมห้องตัวอย่าง จนสุดท้ายอีกสิบวันให้หลังลูกค้าทักเข้า LINE OA กลางของบริษัทเพื่อขอใบเสนอราคาสุดท้าย นายหน้า C ที่รับเรื่องตอนนั้นเป็นคนปิดการขายและวางเงินจอง

พอถึงเวลาคำนวณค่าคอมมิชชั่น ทั้งสามคนต่างยืนยันว่าตัวเองคือคนที่ทำให้ดีลนี้เกิดขึ้น นายหน้า A บอกว่าถ้าไม่มีเขาลูกค้าคงไม่รู้จักโครงการตั้งแต่แรก นายหน้า B บอกว่าตัวเองเป็นคนพาลูกค้าเห็นห้องจริงจนตัดสินใจได้ ส่วนนายหน้า C บอกว่าตัวเองคือคนที่นั่งเจรจาราคาจนปิดจริง ปัญหาแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในทีมขายที่มีมากกว่าหนึ่งช่องทางติดต่อ และถ้าไม่มีกติกาชัดเจนตั้งแต่ต้น ทุกดีลที่ผ่านมือหลายคนจะกลายเป็นเรื่องทะเลาะกันซ้ำ ๆ

หลักการที่ใช้วัด attribution ของโฆษณาระหว่างแพลตฟอร์ม ยืมมาปรับใช้กับปัญหานี้ได้ เพียงแต่ต้องเปลี่ยนจาก ‘จุดสัมผัสระหว่างช่องทางโฆษณา’ เป็น ‘จุดสัมผัสระหว่างคนในทีม’ บทความนี้จะพาออกแบบกติกาแบ่งเครดิตที่มีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่แค่ใครโวยเสียงดังกว่าได้มากกว่า

ทำไมปัญหานี้ต่างจาก attribution ของโฆษณา แต่หลักการยืมกันได้

attribution ระหว่างแพลตฟอร์มโฆษณาอย่าง Facebook กับ TikTok มีข้อมูลอัตโนมัติรองรับระดับหนึ่ง เช่น click id และเวลาที่คลิกเกิดขึ้นจริง แต่ attribution ระหว่างนายหน้าในทีมเดียวกันไม่มีข้อมูลอัตโนมัติแบบนั้นเลย ทุกอย่างต้องพึ่งการบันทึกด้วยมือของคนในทีม ซึ่งมีความเสี่ยงเรื่องอคติสูงมาก เพราะคนที่บันทึกคือคนที่ได้เงินจากผลการบันทึกนั้นด้วย

สิ่งที่ยืมมาใช้ได้คือแนวคิดเรื่อง ‘จุดสัมผัสหลายจุดมีค่าไม่เท่ากันแต่ไม่ใช่ศูนย์’ เหมือนที่ First-Click กับ Last-Click ต่างก็มีความจริงบางส่วน กรณีนายหน้าก็เช่นกัน คนที่ติดต่อครั้งแรกมีคุณค่าจริงในการสร้างการรับรู้ คนที่พาชมมีคุณค่าจริงในการสร้างความมั่นใจ และคนที่ปิดดีลมีคุณค่าจริงในการเจรจาให้จบ ไม่มีใครควรได้ 100% หรือ 0% เพียงลำพัง

สี่ข้อมูลที่ต้องบันทึกก่อนจะแบ่งเครดิตได้อย่างมีเหตุผล

  • วันที่และชื่อนายหน้าที่ติดต่อครั้งแรก พร้อมช่องทางที่ลูกค้าเข้ามา (โฆษณา อีเว้นท์ walk-in หรือคนแนะนำ)
  • รายการนัดพาชมโครงการทั้งหมด ใครเป็นคนพา และลูกค้ามีปฏิกิริยาอย่างไรหลังชม
  • ประวัติการเจรจาราคาและเงื่อนไข ใครเป็นคนคุยรอบสุดท้ายก่อนลูกค้าตัดสินใจ
  • วันที่วางเงินจองจริงและชื่อนายหน้าที่อยู่ในขั้นตอนปิดการขาย

ตัวอย่างสัดส่วนแบ่งเครดิตตามบทบาท (ไม่ใช่สูตรตายตัวที่ใช้ได้ทุกที่)

บทบาทสัดส่วนตัวอย่างเหตุผล
ผู้ติดต่อครั้งแรก (First Contact)30%ทำให้ลูกค้ารู้จักโครงการและเริ่มสนใจ
ผู้พาชม/ดูแลระหว่างทาง (Nurture)30%สร้างความมั่นใจและตอบคำถามจนลูกค้าพร้อมตัดสินใจ
ผู้ปิดการขาย (Closer)40%เจรจาเงื่อนไขและทำให้เกิดการวางเงินจองจริง

ปัญหาซ้ำซ้อนเมื่อทุกคนตอบแชทจากไลน์ OA บัญชีกลางเดียวกัน

หลายบริษัทอสังหาริมทรัพย์ใช้ LINE OA บัญชีเดียวให้ทั้งทีมนายหน้าช่วยกันตอบ ซึ่งสะดวกสำหรับลูกค้าที่ไม่ต้องแอดหลายบัญชี แต่กลายเป็นจุดบอดตอนต้องสืบว่าใครคุยกับลูกค้าคนไหนช่วงไหนบ้าง ถ้าไม่มีการแท็กชื่อผู้รับผิดชอบต่อแชทหรือต่อสถานะ lead ไว้ตั้งแต่ต้น ก็แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะย้อนดูว่าใครทำอะไรในเส้นทางของลูกค้าคนนั้นบ้าง

สิ่งที่ต้องมีคือระบบเจ้าของ lead ที่ชัดเจนตั้งแต่วินาทีแรกที่มีคนรับเรื่อง พร้อมบันทึกเวลาที่เปลี่ยนมือจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่ง เพราะการเปลี่ยนมือนี่แหละคือข้อมูลสำคัญที่สุดในการแบ่งเครดิตทีหลัง หากไม่มีการบันทึกตอนเกิดเหตุการณ์จริง พอถึงเวลาต้องมานั่งเถียงกันด้วยความจำ ซึ่งมักไม่ตรงกันเสมอ

วางกติกาก่อนเกิดข้อพิพาท ไม่ใช่หลังลูกค้าปิดดีลไปแล้ว

  1. กำหนดนิยามบทบาทให้ชัดตั้งแต่ต้น เช่น First Contact ต้องเป็นคนที่ลูกค้าติดต่อเข้ามาเองภายใน 24 ชั่วโมงแรก ไม่ใช่ใครก็ได้ที่บังเอิญรับสาย
  2. ตกลงสัดส่วนแบ่งเครดิตล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร แจ้งให้ทีมทั้งหมดรู้ก่อนเริ่มทำงาน ไม่ใช่คิดสัดส่วนหลังลูกค้าปิดดีลแล้วค่อยเจรจา
  3. ตั้งกติกาสำหรับกรณีพิเศษ เช่น ลูกค้าที่กลับมาซื้อรอบสองหลังจากเคยซื้อกับนายหน้าคนเดิม หรือกรณีที่ผู้ติดต่อครั้งแรกลาออกไปแล้วก่อนดีลจะปิด
  4. มอบหมายให้ผู้จัดการทีมเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดกรณีข้อมูลไม่ครบหรือมีการโต้แย้ง โดยอิงจากบันทึกในระบบเท่านั้น ไม่ใช่คำบอกเล่าปากเปล่า

สามข้อผิดพลาดที่ทำให้ระบบแบ่งเครดิตพังเร็วกว่าที่คิด

  • ให้เครดิตแค่คนปิดดีล 100% เพียงเพราะบันทึกในระบบง่ายที่สุด — ผลคือไม่มีใครอยากทำงานสร้างการรับรู้หรือ nurture ลูกค้าอีกต่อไป เพราะรู้ว่าสุดท้ายจะไม่ได้อะไร
  • ปล่อยให้นายหน้าบันทึกข้อมูลย้อนหลังเองโดยไม่มีการตรวจสอบ ทำให้เกิดการ ‘แก้ประวัติ’ เพื่อให้ตัวเองดูมีบทบาทมากขึ้นกว่าความจริง
  • ไม่มีนโยบายชัดเจนสำหรับลูกค้าที่วนกลับมาถามซ้ำหลายรอบในช่วงเวลาห่างกันนาน ทำให้แต่ละครั้งที่มีคนใหม่มารับเรื่อง กลายเป็นการแย่งเครดิตกับคนเดิมที่เคยดูแลมาก่อน

ผลกระทบต่อพฤติกรรมทีมถ้าออกแบบกติกาแบ่งเครดิตผิด

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเงินก้อนเดียว แต่คือการออกแบบแรงจูงใจของทั้งทีม ถ้ากติกาบอกว่าคนปิดดีลได้เครดิตทั้งหมด พฤติกรรมที่ตามมาคือทุกคนจะพยายามแย่งเป็นคนปิดดีลด้วยตัวเอง แม้จะไม่ได้เป็นคนที่เหมาะกับขั้นตอนนั้นที่สุด และงานสร้างการรับรู้หรือดูแลลูกค้าระหว่างทางจะถูกละเลยเพราะไม่มีใครอยากทำงานที่ ‘ไม่มีเครดิต’

ในทางกลับกัน ถ้าออกแบบให้ทุกบทบาทได้รับเครดิตตามสัดส่วนที่สมเหตุสมผล ทีมจะเริ่มช่วยกันส่งต่อลูกค้าอย่างเป็นระบบมากขึ้น เพราะรู้ว่าการส่งต่อไม่ได้แปลว่าเสียเครดิตทั้งหมด นี่คือเหตุผลที่การออกแบบโมเดลแบ่งเครดิตภายในทีมสำคัญไม่แพ้การเลือกโมเดล attribution สำหรับโฆษณาเลย

ไม่จำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์ CRM แพง ๆ ก็เริ่มบันทึกข้อมูลนี้ได้

หลายทีมขายขนาดเล็กเข้าใจผิดว่าต้องซื้อระบบ CRM ราคาแพงก่อนถึงจะเริ่มแบ่งเครดิตแบบมีเหตุผลได้ ความจริงแล้วแค่สเปรดชีตธรรมดาที่มีคอลัมน์ ชื่อลูกค้า วันที่ First Contact ชื่อผู้พาชม วันที่เจรจา และวันที่ปิดดีล ก็เพียงพอสำหรับทีมขนาดห้าสิบดีลต่อเดือน สิ่งสำคัญไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้ แต่คือวินัยของทีมในการกรอกข้อมูลทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนมือ ไม่ปล่อยผ่านเพราะรีบหรือขี้เกียจ

สำหรับ Baan Prime Realty การเริ่มต้นง่าย ๆ คือให้ผู้จัดการทีมสุ่มตรวจสเปรดชีตทุกสัปดาห์แรก เพื่อจับข้อผิดพลาดหรือช่องว่างในการบันทึกตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะกลายเป็นนิสัยของทีมที่แก้ยากในภายหลัง เมื่อทีมเริ่มคุ้นเคยกับระบบสเปรดชีตแล้ว ค่อยพิจารณาย้ายไปใช้ CRM ที่เชื่อมกับ LINE OA โดยตรงเพื่อลดภาระการกรอกข้อมูลด้วยมือ

ดีลมูลค่าสูงเป็นพิเศษ ควรมีกติกาที่ต่างจากดีลทั่วไปไหม

ดีลคอนโดหรูราคาหลายสิบล้านบาทที่ใช้เวลาปิดนานกว่าปกติและมีคนเกี่ยวข้องมากกว่าสามคน อาจไม่เหมาะกับสูตรแบ่งเครดิตมาตรฐานที่ใช้กับดีลทั่วไป เพราะความซับซ้อนของเส้นทางลูกค้าสูงกว่ามาก ทีมควรมีนโยบายแยกสำหรับดีลที่มูลค่าเกินเกณฑ์ที่กำหนด โดยให้ผู้บริหารระดับสูงกว่าเป็นผู้ตัดสินสัดส่วนร่วมกับผู้จัดการทีม แทนที่จะใช้สูตรอัตโนมัติเดียวกับดีลขนาดเล็ก

การแยกกติกาแบบนี้ไม่ได้แปลว่าดีลใหญ่มีความยุติธรรมน้อยกว่า แต่เป็นการยอมรับว่ายิ่งดีลซับซ้อนมากเท่าไร ยิ่งต้องอาศัยดุลยพินิจของมนุษย์มากกว่าสูตรตายตัว เพราะสถานการณ์จริงมักมีรายละเอียดที่สูตรมาตรฐานไม่ครอบคลุมถึง

สรุป

การแบ่งเครดิตระหว่างนายหน้าหรือเซลส์หลายคนในดีลเดียวกัน ไม่ต่างจากปัญหา attribution ของโฆษณาในแง่หลักการ คือไม่มีจุดสัมผัสจุดใดที่ควรได้เครดิตทั้งหมดหรือไม่ได้เลย

สิ่งที่ต่างคือข้อมูลไม่ได้มาอัตโนมัติเหมือนคลิกโฆษณา ต้องอาศัยวินัยในการบันทึกของทีมเอง และกติกาที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดข้อพิพาท ถ้าทำได้ ทีมขายจะช่วยกันทำงานเป็นทีมจริง ๆ แทนที่จะแข่งกันแย่งลูกค้า

  • แบ่งเครดิตตามบทบาทจริง เช่น First Contact, Nurture, Closer ไม่ใช่ยกให้คนปิดดีลอย่างเดียว
  • ต้องบันทึกการเปลี่ยนมือ lead แบบมีเวลาจริงรองรับ ไม่พึ่งความจำทีหลัง
  • ตกลงกติกาล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเกิดข้อพิพาท ไม่ใช่เจรจาหลังลูกค้าปิดดีลแล้ว

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าลูกค้าคุยกับนายหน้าคนเดียวตั้งแต่ต้นจนจบ ยังต้องใช้ระบบแบ่งเครดิตนี้ไหม

ไม่จำเป็น กรณีที่ชัดเจนแบบนี้ให้เครดิตเต็ม 100% กับนายหน้าคนนั้นได้เลย ระบบแบ่งเครดิตแบบสัดส่วนมีไว้สำหรับกรณีที่มีมากกว่าหนึ่งคนเกี่ยวข้องจริง ๆ เท่านั้น ไม่ใช่ใช้เป็นค่าเริ่มต้นกับทุกดีล

ควรให้ผู้จัดการทีมเป็นคนตัดสินสัดส่วนทุกครั้งหรือใช้สูตรตายตัว

แนะนำให้มีสูตรตั้งต้นที่ทุกคนรู้ล่วงหน้าเพื่อลดการเถียง แต่เก็บสิทธิ์ให้ผู้จัดการปรับได้ในกรณีพิเศษที่สูตรมาตรฐานไม่ครอบคลุม เช่น ดีลที่ใช้เวลานานผิดปกติหรือมีคนเกี่ยวข้องมากกว่าสามคน

ถ้านายหน้าคนแรกลาออกไปก่อนดีลจะปิด เขายังควรได้เครดิตไหม

ควรได้ตามสัดส่วนบทบาทที่ทำจริงในช่วงที่ยังทำงานอยู่ เพราะการที่ลูกค้ารู้จักแบรนด์และเริ่มสนใจเป็นผลงานที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ไม่ควรถูกลบทิ้งเพียงเพราะคนคนนั้นไม่ได้อยู่ทำงานต่อจนจบ แต่ควรมีนโยบายที่ระบุไว้ล่วงหน้าว่าจ่ายอย่างไรในกรณีนี้

จะป้องกันไม่ให้นายหน้าแก้ไขบันทึกย้อนหลังเพื่อเพิ่มบทบาทตัวเองได้อย่างไร

ควรมีระบบที่บันทึกเวลาจริงของการเปลี่ยนมือหรือการอัปเดตสถานะโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่ให้พิมพ์บรรยายเองอย่างอิสระ และควรมีผู้จัดการหรือแอดมินกลางตรวจสอบความสมเหตุสมผลของบันทึกเป็นระยะ ไม่ปล่อยให้แก้ไขข้อมูลย้อนหลังโดยไม่มีร่องรอย

ลูกค้าเก่าที่กลับมาซื้อรอบสองกับนายหน้าคนละคน ควรนับเป็นดีลใหม่ทั้งหมดไหม

ควรพิจารณาว่านายหน้าคนเดิมยังมีส่วนสร้างความไว้ใจให้ลูกค้ากลับมาหรือไม่ ถ้าลูกค้าเลือกกลับมาเพราะจำแบรนด์ได้จากประสบการณ์เดิม อาจให้เครดิตส่วนหนึ่งกับนายหน้าคนเดิมด้วย ไม่ใช่ยกให้คนใหม่ทั้งหมดเพียงเพราะเป็นคนรับเรื่องรอบนี้

ธุรกิจขนาดเล็กที่มีนายหน้าแค่ 2-3 คนจำเป็นต้องมีระบบแบ่งเครดิตซับซ้อนขนาดนี้ไหม

ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ควรมีกติกาเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างน้อยที่สุด แม้ทีมเล็กก็เกิดข้อพิพาทได้เหมือนกัน การมีกติกาง่าย ๆ ที่ทุกคนเห็นพ้องล่วงหน้าดีกว่าไม่มีกติกาเลยแล้วมานั่งเถียงทีหลังเสมอ

ลองตรวจด้วยตัวเอง

ตรวจ Tracking โฆษณาเข้า LINE

ใส่ URL หน้า Landing ของคุณ แล้วดูว่าเส้นทาง Ads → LINE ของคุณวัดผลได้จริงหรือขาดตรงไหน

ตรวจ Tracking ฟรี

ใช้ฟรี ไม่ต้องสมัคร ไม่เก็บข้อมูลที่คุณกรอก

ส่ง Purchase จริงกลับให้แอด ไม่ใช่แค่ Click

รู้ว่าลูกค้าที่ทัก LINE จากโฆษณากลายเป็นออเดอร์จริงกี่คน และมาจากแคมเปญไหน แล้วส่งยอดขายกลับให้ระบบโฆษณาเรียนรู้ เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

โชว์รูมรถยนต์ใช้ LINE OA เดียวรับทุกสาขา แยก Conversion รายรุ่นรถไม่ออก แก้ยังไง

โชว์รูมรถยนต์ใช้ LINE OA เดียวรับทุกสาขา แยก Conversion รายรุ่นรถไม่ออก แก้ยังไง

โชว์รูมรถยนต์หลายแห่งเลือกใช้ LINE OA บัญชีเดียวดูแลง่าย แต่พอยิงแอดแยกตามรุ่นรถและสาขา กลับแยกไม่ออกว่าใครทักมาจากแอดไหน บทความนี้ไล่จุดบอดและวิธีจัดการโดยไม่ต้องเปิดหลาย OA
ยอดขายตกหนักช่วงหน้าฝน Tracking พังจริงหรือแค่ดีมานด์ลดตามฤดูกาล แยกให้ออกก่อนแก้ผิดจุด

ยอดขายตกหนักช่วงหน้าฝน Tracking พังจริงหรือแค่ดีมานด์ลดตามฤดูกาล แยกให้ออกก่อนแก้ผิดจุด

หลายธุรกิจตื่นตระหนกเวลาเห็นยอดขายตกช่วงหน้าฝนแล้วรีบไล่หาว่า tracking พังตรงไหน ทั้งที่บางครั้งสาเหตุจริงคือดีมานด์ลดลงตามฤดูกาลปกติ บทความนี้แนะนำวิธีแยกแยะสองสาเหตุนี้ก่อนเสียเวลาแก้ผิดจุด
คลินิกความงามเปลี่ยนคนถามราคาในแชท ให้กลายเป็นคนนัดหมายและปิดคอร์สใน LINE

คลินิกความงามเปลี่ยนคนถามราคาในแชท ให้กลายเป็นคนนัดหมายและปิดคอร์สใน LINE

คนทักถามราคาคอร์สแล้วเงียบหายเป็นเรื่องปกติของคลินิกความงาม บทความนี้เล่าจากคลินิกจริงว่าเปลี่ยนบทสนทนายังไงให้คนกล้านัดหมายและปิดคอร์สในแชทมากขึ้น