← กลับไปหน้าบทความ
เอเจนซี่

ลูกค้ายืนกรานอยากนับ ‘ทุกแชทที่เข้ามา’ เป็นยอดขาย ทั้งที่รู้ว่ามันหลอกตัวเอง

ทีมบรรณาธิการ linli10 ก.ค. 12:13อัปเดต 10 ก.ค. 12:13อ่าน 1 นาที
ลูกค้ายืนกรานอยากนับ ‘ทุกแชทที่เข้ามา’ เป็นยอดขาย ทั้งที่รู้ว่ามันหลอกตัวเอง
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

เมื่อลูกค้าอยากใช้นิยามตัวชี้วัดที่ทำให้ตัวเลขดูดีแต่ไม่ตรงความจริง เอเจนซี่มีทางเลือกสามทาง ทำตามเงียบ ๆ ปฏิเสธตรง ๆ หรือหาทางประนีประนอมที่รักษาทั้งความจริงและความสัมพันธ์ไว้ได้ ทางที่สามมักเป็นทางที่ยั่งยืนที่สุด

เจ้าของร้านเสื้อผ้าแฟชั่น UrbanThread เสนอในที่ประชุมกับ Bluewave Media ว่าอยากให้รายงานนับ ‘ทุกแชทที่ทักเข้ามาจากแอด’ เป็น ‘ยอดขาย’ เพื่อโชว์ให้หุ้นส่วนธุรกิจเห็นว่าแคมเปญได้ผลดี ทั้งที่ในความเป็นจริงมีแค่ประมาณสามสิบเปอร์เซ็นต์ของแชทเหล่านั้นที่ปิดการขายจริง

AM ที่รับเรื่องรู้สึกอึดอัดทันที เพราะรู้ดีว่าถ้าทำตาม ตัวเลขที่ส่งให้หุ้นส่วนจะเข้าใจผิดไปเลยว่าธุรกิจทำเงินได้มากกว่าที่เป็นจริง แต่ถ้าปฏิเสธตรง ๆ กลางที่ประชุมก็เสี่ยงทำให้ลูกค้าเสียหน้าต่อหน้าคนอื่น

สิ่งที่ทีมเลือกทำคือไม่ตอบรับหรือปฏิเสธทันทีในห้องประชุม แต่ขอเวลาคุยแยกกับเจ้าของร้านหลังจบประชุม เพื่อหาทางที่ตอบโจทย์ทั้งสองฝ่ายโดยไม่ต้องโกหกตัวเลข

ทำไมลูกค้าถึงอยากได้ตัวเลขที่ดูดีทั้งที่รู้ว่าไม่ตรงจริง

แรงจูงใจของลูกค้าแบบนี้มักไม่ใช่ความไม่ซื่อสัตย์ แต่เป็นแรงกดดันจากคนอื่นในธุรกิจ เช่น หุ้นส่วน นักลงทุน หรือแม้แต่ตัวเองที่อยากเห็นผลตอบแทนจากการลงเงินโฆษณาไปเยอะ ๆ ในเวลาสั้น ๆ

ปัญหาคือถ้ายอมทำตามครั้งนี้ ครั้งหน้าลูกค้าจะขอให้ปรับตัวเลขแบบนี้อีกเรื่อย ๆ และเมื่อความจริงเปิดเผยออกมาสักวัน ไม่ว่าจะจากหุ้นส่วนที่จับได้เองหรือจากยอดขายจริงที่ไม่ตรงกับตัวเลขที่รายงาน ความเสียหายจะตกอยู่ที่ทั้งลูกค้าเองและเอเจนซี่ที่ช่วยทำตัวเลขนั้น

บทสนทนาที่ใช้คุยแยกหลังห้องประชุม

AM เปิดด้วยการไม่ตัดสินลูกค้าว่าผิด แต่ถามตรง ๆ ว่า ‘พี่อยากโชว์ตัวเลขนี้ให้หุ้นส่วนเห็นเพราะอะไรครับ’ คำตอบที่ได้คือเจ้าของร้านกังวลว่าหุ้นส่วนจะมองว่าค่าแอดที่จ่ายไปไม่คุ้ม ถ้าเห็นแค่ตัวเลขปิดการขายจริงที่ดูน้อย

AM จึงเสนอทางออกว่า แทนที่จะนับแชททั้งหมดเป็นยอดขาย ให้แสดงช่องว่างระหว่างยอดแชทกับยอดปิดการขายจริงเป็นตัวเลขคู่กัน พร้อมอธิบายว่าอัตราการปิดการขายที่สามสิบเปอร์เซ็นต์นั้น จริง ๆ แล้วสูงกว่าค่าเฉลี่ยของร้านเสื้อผ้าออนไลน์ทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรภูมิใจนำเสนอมากกว่าตัวเลขที่บวมเกินจริง

ปรับกรอบการนำเสนอ แทนที่จะปฏิเสธเฉย ๆ

  • แสดงยอดแชทและยอดปิดการขายแยกกันชัดเจน พร้อมอัตราการปิดการขายเป็นตัวชี้วัดที่น่าภูมิใจในตัวมันเอง
  • เทียบอัตราการปิดการขายของลูกค้ากับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมถ้ามีข้อมูล เพื่อให้เห็นว่าตัวเลขจริงก็มีเรื่องดีให้พูดถึงอยู่แล้ว
  • เสนอให้ดูมูลค่าลูกค้าตลอดอายุเทียบกับต้นทุนเป็นตัวชี้วัดเสริม ซึ่งมักเป็นตัวเลขที่ให้ภาพบวกกว่าการนับแชทเป็นยอดขายด้วยซ้ำ

ถ้าลูกค้ายืนยันจะใช้นิยามเดิมต่อไป

บางครั้งแม้เสนอทางเลือกแล้ว ลูกค้าก็ยังยืนยันอยากให้นับแบบเดิม ในกรณีนี้ทีมเลือกที่จะทำตามคำขอในรายงานที่ลูกค้าใช้ภายในองค์กรตัวเอง แต่ปฏิเสธอย่างสุภาพที่จะเรียกตัวเลขนั้นว่า ‘ยอดขาย’ ในเอกสารที่เอเจนซี่จัดทำเอง โดยเปลี่ยนคำเรียกเป็น ‘จำนวนแชทที่เข้ามา’ แทน เพื่อไม่ให้เอเจนซี่เป็นฝ่ายยืนยันตัวเลขที่อาจย้อนกลับมาขัดกับความจริงในอนาคต

การแยกแบบนี้ทำให้เอเจนซี่ไม่ต้องโกหก และลูกค้าก็ยังได้ใช้ตัวเลขในแบบที่ต้องการภายในองค์กรตัวเอง เป็นทางออกที่ไม่มีใครต้องเสียหน้าหรือเสียหลักการ

สรุป

การเจอลูกค้าที่อยากใช้นิยามตัวชี้วัดที่เข้าใจผิด ไม่ใช่สถานการณ์ที่ต้องเลือกระหว่างทำตามใจลูกค้ากับเสียลูกค้า ทางออกที่ยั่งยืนกว่ามักอยู่ตรงกลาง คือปรับกรอบการนำเสนอให้ความจริงดูมีคุณค่าในแบบของมันเอง

เคส UrbanThread สอนทีม Bluewave Media ว่าการรักษาความน่าเชื่อถือของตัวเลข สำคัญกว่าการทำให้ลูกค้าพอใจในระยะสั้น เพราะความไว้ใจที่สร้างจากตัวเลขจริง อยู่ได้นานกว่าความพอใจชั่วคราวจากตัวเลขที่บวมไว้

  • อย่าปฏิเสธหรือยอมตามทันที ให้เข้าใจแรงจูงใจของลูกค้าก่อน
  • ปรับกรอบการนำเสนอให้ความจริงดูมีคุณค่า แทนที่จะบวมตัวเลขให้ดูดี
  • แยกเอกสารที่เอเจนซี่รับรองความหมาย กับตัวเลขที่ลูกค้าใช้ภายในองค์กรตัวเอง

คำถามที่พบบ่อย

ควรปฏิเสธลูกค้าตรง ๆ กลางที่ประชุมไหมถ้าเห็นว่าตัวเลขเข้าใจผิด

ไม่แนะนำ เพราะอาจทำให้ลูกค้าเสียหน้าต่อหน้าคนอื่น ควรขอเวลาคุยแยกเพื่อหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้โดยไม่ต้องเผชิญหน้ากันตรง ๆ

ถ้าลูกค้ายืนยันจะใช้ตัวเลขที่เข้าใจผิดต่อไป เอเจนซี่ควรทำตามไหม

ควรแยกให้ชัดว่าเอกสารที่เอเจนซี่จัดทำเองต้องใช้คำเรียกที่ตรงความจริง ส่วนตัวเลขที่ลูกค้านำไปใช้ภายในองค์กรตัวเองเป็นสิทธิ์ของลูกค้า แต่ไม่ควรเป็นเอเจนซี่ที่ยืนยันความหมายที่ผิดเอง

การเทียบอัตราปิดการขายกับค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมหาข้อมูลจากไหน

อาจใช้ข้อมูลจากประสบการณ์ลูกค้ารายอื่นที่เอเจนซี่เคยดูแลในหมวดธุรกิจใกล้เคียงกัน โดยระบุให้ชัดว่าเป็นตัวอย่างอ้างอิง ไม่ใช่สถิติทางการที่ยืนยันได้ทุกกรณี

ลูกค้าจะโกรธไหมถ้าเอเจนซี่ไม่ยอมเรียกแชททั้งหมดว่ายอดขาย

ส่วนใหญ่ไม่โกรธถ้าอธิบายเหตุผลด้วยความหวังดี และเสนอตัวเลขทางเลือกที่ยังดูดีในแบบที่ตรงความจริง ปัญหามักเกิดเมื่อเอเจนซี่ปฏิเสธเฉย ๆ โดยไม่เสนอทางออกอะไรเลย

ตัวชี้วัดแบบไหนที่ควรระวังว่าลูกค้ามักอยากให้นิยามผิดเพี้ยน

มักเป็นตัวชี้วัดที่นับขั้นตอนต้นทางเป็นผลลัพธ์ปลายทาง เช่น นับยอดคลิกหรือยอดแชทเป็นยอดขาย หรือนับลูกค้าที่ยังไม่ชำระเงินเป็นลูกค้าที่ปิดการขายแล้ว

ถ้าไม่มีตัวเลขอัตราปิดการขายที่ดีพอจะเสนอ ควรทำอย่างไร

ให้เสนอความจริงตรงไปตรงมาพร้อมแผนปรับปรุง ดีกว่าใช้ตัวเลขที่บวมเกินจริงเพื่อกลบปัญหา เพราะการเผชิญปัญหาด้วยความจริงตั้งแต่ต้น แก้ไขได้ง่ายกว่าการต้องแก้ไขความเข้าใจผิดที่สะสมมานาน

พิสูจน์ผลงานแอดเข้า LINE ให้ลูกค้าเห็นถึงยอดขาย

ดูแลลูกค้าหลายราย แต่ละรายมี LINE OA ของตัวเอง linli แยกโปรเจกต์ แยก Tracking และส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มของแต่ละลูกค้า เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

รายงานที่ลูกค้าเปิดอ่านทุกเดือน vs รายงานที่ลูกค้าเลื่อนผ่าน ต่างกันตรงคำอธิบาย ไม่ใช่ตัวเลข

รายงานที่ลูกค้าเปิดอ่านทุกเดือน vs รายงานที่ลูกค้าเลื่อนผ่าน ต่างกันตรงคำอธิบาย ไม่ใช่ตัวเลข

รายงานที่มีแต่ตัวเลขไม่มีคำอธิบายมักถูกเลื่อนผ่านโดยไม่อ่าน บทความนี้เล่าโครงรายงานที่ทำให้ลูกค้าอยากอ่านทุกเดือน เพราะบอกว่าอะไรเปลี่ยนและทำไม ไม่ใช่แค่ทวนตัวเลข
วันที่เอเจนซี่ตั้งค่าพลาดจนลูกค้าเสียยอด กระบวนการกู้ความไว้ใจที่ใช้เวลาสามเดือน

วันที่เอเจนซี่ตั้งค่าพลาดจนลูกค้าเสียยอด กระบวนการกู้ความไว้ใจที่ใช้เวลาสามเดือน

ความผิดพลาดเรื่องระบบวัดผลที่ทำให้ลูกค้าเสียยอดขายจริง แก้ด้วยคำขอโทษอย่างเดียวไม่พอ บทความนี้เล่ากระบวนการสามเดือนที่ทีมใช้กู้ความไว้ใจของลูกค้ากลับคืนมาได้จริง
จาก 5 ลูกค้าเป็น 30 ลูกค้าในหนึ่งปี จุดที่คุณภาพงานวัดผล LINE เริ่มร่วงถ้าไม่วางระบบทัน

จาก 5 ลูกค้าเป็น 30 ลูกค้าในหนึ่งปี จุดที่คุณภาพงานวัดผล LINE เริ่มร่วงถ้าไม่วางระบบทัน

การรับลูกค้าเพิ่มเร็วเกินกว่าระบบภายในจะรองรับได้ คือสาเหตุที่คุณภาพงานวัดผลเริ่มร่วง บทความนี้เล่าจุดที่ต้องวางระบบก่อนขยายทีม ไม่ใช่หลังปัญหาเริ่มโผล่มา