← กลับไปหน้าบทความ
คู่มือ

คนถามราคากับคนถามที่อยู่ร้าน ใครคือ Lead ที่พร้อมซื้อจริงกว่ากัน

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:53อัปเดต 12 ส.ค. 04:53อ่าน 2 นาที
คนถามราคากับคนถามที่อยู่ร้าน ใครคือ Lead ที่พร้อมซื้อจริงกว่ากัน
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Lead Qualification คือขั้นตอนตัดสินว่าผู้ที่ทักเข้ามาผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่นับเป็น Lead จริงหรือไม่ เช่นตรงสินค้า มีงบ มีความตั้งใจ และติดต่อได้ เพื่อไม่ให้ทีมขายเสียเวลาไปกับคนที่ยังไม่พร้อมหรือไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย

สมมติมีคนสองคนทักเข้ามาในเวลาไล่เลี่ยกัน คนแรกถามว่า 'ร้านอยู่ตรงไหน เปิดกี่โมง' คนที่สองถามว่า 'ราคาชุดนี้เท่าไหร่ค่ะ มีไซส์ M ไหม' ถ้าดูผิวเผินทั้งคู่คือคนที่สนใจแบรนด์คุณ แต่ถ้าดูให้ลึกกว่านั้น คนที่ถามราคาและไซส์ให้สัญญาณความตั้งใจซื้อที่ชัดกว่าคนที่ถามแค่ที่อยู่ร้าน ซึ่งอาจเป็นแค่คนผ่านมาเจอโฆษณาแล้วสงสัยเฉย ๆ

หลายธุรกิจเข้าใจผิดว่าทุกคนที่ทักเข้ามาคือ Lead ที่มีค่าเท่ากันหมด แล้วพยายามตามทุกคนด้วยความพยายามเท่ากัน ผลคือทีมขายเหนื่อยกับคนที่ไม่มีทางซื้อ ในขณะที่คนที่พร้อมซื้อจริงอาจได้รับความสนใจไม่พอเพราะเวลาถูกแบ่งไปเท่า ๆ กันหมด

Lead Qualification คือกระบวนการที่เข้ามาแก้ปัญหานี้ บทความนี้จะอธิบายว่าเกณฑ์คืออะไร ใครควรเป็นคนตัดสิน และจะออกแบบเกณฑ์ให้เหมาะกับธุรกิจที่ขายผ่านแชท LINE ได้อย่างไร

Lead Qualification คืออะไร และทำไมไม่ใช่ทุกคนที่ทักคือ Lead

Lead Qualification คือขั้นตอนตรวจสอบว่าผู้ที่ทักเข้ามาผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธุรกิจกำหนดไว้ว่านับเป็น Lead จริงหรือไม่ คำว่า Lead ในที่นี้ไม่ได้แปลว่าคนที่ทักเข้ามาทุกคน แต่หมายถึงคนที่มีคุณสมบัติพื้นฐานพอที่ทีมขายควรใช้เวลาติดตามต่อ

เหตุผลที่ต้องแยกแยะเพราะทรัพยากรของทีมขายมีจำกัด การใช้เวลากับคนที่ไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ไม่มีงบ หรือแค่ถามเล่นผ่าน ๆ เป็นการเสียโอกาสที่ควรใช้กับคนที่มีแนวโน้มซื้อจริงมากกว่า การตัดสินใจนี้ต้องอิงจากเกณฑ์ที่ชัดเจน ไม่ใช่ความรู้สึกของแอดมินแต่ละคนที่อาจไม่ตรงกัน

เกณฑ์หลักที่ใช้ตัดสินว่าใครผ่านเป็น Qualified Lead

เกณฑ์ที่ใช้กันทั่วไปครอบคลุมหลายมิติ ไม่ใช่แค่ดูว่าเขาถามราคาหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาร่วมกันหลายด้าน:

  • ตรงสินค้า/บริการ — สิ่งที่เขาสนใจอยู่ในสิ่งที่ธุรกิจขายจริงหรือไม่
  • ตรงพื้นที่ — ถ้าธุรกิจมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่จัดส่งหรือให้บริการ เขาอยู่ในขอบเขตนั้นไหม
  • มีงบ — งบที่เขามีสอดคล้องกับช่วงราคาสินค้าหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องถามตรง ๆ แต่ดูจากบริบทการสนทนาได้
  • มี Timeline — เขาต้องการภายในเมื่อไหร่ ยิ่งใกล้ยิ่งมีแนวโน้มตัดสินใจเร็ว
  • ติดต่อได้ — เขาตอบกลับและให้ข้อมูลที่จำเป็นเมื่อถูกถาม ไม่ใช่หายไปทันทีที่ถูกถามคำถามพื้นฐาน

กลับมาที่ตัวอย่าง คนถามที่อยู่ กับ คนถามราคา ใครควรได้ความสนใจก่อน

คนที่ถามแค่ที่อยู่ร้านหรือเวลาเปิด อาจเป็นคนที่กำลังตัดสินใจว่าจะเดินทางไปดูของจริงไหม หรืออาจเป็นแค่คนที่เจอโฆษณาแล้วอยากรู้ว่าร้านมีตัวตนจริงหรือเปล่า คำถามนี้เพียงอย่างเดียวไม่พอบอกว่าเขาตรงเกณฑ์งบและ Timeline หรือไม่

ในขณะที่คนที่ถามราคาพร้อมระบุไซส์หรือรุ่นที่ต้องการ แสดงว่าเขาข้ามขั้นตอนการเลือกมาระดับหนึ่งแล้ว และกำลังประเมินว่าตัวเลขที่ต้องจ่ายเหมาะกับงบที่มีหรือไม่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ใกล้เคียงเกณฑ์ Qualified Lead มากกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าคนถามที่อยู่ร้านไม่มีค่าเลย เพียงแค่ต้องการคำถามต่อยอดเพิ่มก่อนตัดสินว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่

ตารางเทียบระดับความพร้อม จากคำถามที่พบบ่อยในแชท

การจัดกลุ่มคำถามที่เจอบ่อยเป็นระดับความพร้อม ช่วยให้ทีมตัดสินใจได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องคิดใหม่ทุกครั้ง:

คำถามที่พบในแชทสัญญาณที่บ่งบอกควรทำต่อ
ราคา + ไซส์/สเปกเจาะจงใกล้ตัดสินใจซื้อตอบไวและเสนอวิธีสั่งซื้อทันที
ที่อยู่ร้าน/เวลาเปิดยังไม่ชัดเจนว่าตั้งใจซื้อแค่ไหนถามคำถามต่อยอดเพื่อประเมินเพิ่ม
ขอรีวิว/รูปเพิ่มเติมกำลังเปรียบเทียบตัดสินใจให้ข้อมูลที่สร้างความมั่นใจ
ถามโปรโมชัน/ส่วนลดสนใจแต่รอจังหวะราคาที่คุ้มแจ้งเงื่อนไขที่มีจริงตามช่วงเวลานั้น

ใครควรเป็นคนตัดสินว่า Lead ผ่านเกณฑ์หรือไม่

ในธุรกิจขนาดเล็ก แอดมินที่คุยกับลูกค้าโดยตรงมักเป็นคนตัดสินไปในตัวระหว่างสนทนา แต่เมื่อทีมโตขึ้นจนมีหลายคนดูแลหลายช่องทาง ควรมีเกณฑ์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกัน เพื่อไม่ให้แอดมินแต่ละคนตัดสินไม่ตรงกัน บางคนอาจใจกว้างเกินจนนับทุกคนเป็น Lead ในขณะที่บางคนเข้มงวดเกินจนตัดคนที่จริง ๆ แล้วมีโอกาสซื้อทิ้งไป

การมีเกณฑ์ให้คะแนนควบคู่กันช่วยให้การตัดสินใจนี้เป็นระบบมากขึ้น ไม่ต้องพึ่งดุลยพินิจของคนใดคนหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ก็ยังต้องเปิดพื้นที่ให้แอดมินใช้วิจารณญาณเสริมในกรณีที่บทสนทนาให้ข้อมูลที่ตัวเลขจับไม่ได้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อตั้งเกณฑ์ Qualification

ความผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือตั้งเกณฑ์เข้มงวดเกินไปจนพลาด Lead ที่จริง ๆ แล้วมีโอกาสซื้อ เช่นกำหนดว่าต้องถามราคาเท่านั้นถึงจะนับเป็น Lead ทั้งที่บางคนอาจยังไม่กล้าถามราคาตรง ๆ แต่แสดงความสนใจผ่านคำถามอื่นที่บ่งบอกความตั้งใจไม่แพ้กัน

อีกความผิดพลาดคือใช้เกณฑ์เดียวกันกับทุกช่องทางและทุกแคมเปญ ทั้งที่คนที่มาจากแคมเปญสร้างการรับรู้กับคนที่มาจากแคมเปญขายตรงมีพฤติกรรมเริ่มต้นต่างกัน การใช้เกณฑ์เดียวกันเป๊ะอาจทำให้ตัดคนกลุ่มหนึ่งออกไปอย่างไม่เป็นธรรม

ตัวอย่างบทสนทนาที่แยกความต่างระหว่างคนผ่านเกณฑ์กับยังไม่ผ่าน

ลองดูตัวอย่างสนทนาสองแบบที่ต่างกัน แบบแรก ลูกค้าทักมาว่า 'สนใจโซฟาตัวในรูปค่ะ ราคาเท่าไหร่ มีสีเทาไหม ถ้าสั่งวันนี้ได้ของอาทิตย์หน้าไหม' คำถามนี้ครบทั้งเรื่องสินค้าที่สนใจ ตัวเลือกที่ต้องการ และกรอบเวลาที่ชัดเจน ถือว่าผ่านเกณฑ์ Qualification ในหลายมิติพร้อมกัน

แบบที่สอง ลูกค้าทักมาแค่ว่า 'มีโซฟาไหมคะ' โดยไม่มีรายละเอียดอื่นเพิ่มเติม กรณีนี้ยังไม่สามารถตัดสินได้ว่าผ่านเกณฑ์หรือไม่ แอดมินควรถามคำถามต่อยอด เช่นถามว่าสนใจขนาดหรือสไตล์แบบไหน เพื่อดึงข้อมูลที่จำเป็นออกมาก่อนตัดสินใจว่าจะจัดเป็น Lead ระดับไหน การรีบสรุปโดยไม่ถามต่อยอดอาจทำให้พลาดโอกาสจากคนที่จริง ๆ แล้วพร้อมซื้อ แต่แค่ยังไม่ได้ให้ข้อมูลครบในข้อความแรก

อ่านสัญญาณเรื่องงบและ Timeline จากบทสนทนาที่ไม่ได้พูดตรง ๆ

ลูกค้าจำนวนไม่น้อยไม่กล้าบอกงบตรง ๆ หรือไม่อยากให้ร้านรู้ว่าเขาต้องการด่วนแค่ไหน เพราะกลัวจะเสียเปรียบในการต่อรอง แอดมินจึงต้องอ่านสัญญาณทางอ้อม เช่นคำถามเรื่องการจัดส่งด่วนอาจบ่งบอกว่าเขาต้องการเร็ว หรือคำถามเรื่องการผ่อนชำระอาจบ่งบอกถึงข้อจำกัดด้านงบที่ต้องพิจารณาให้ดี

การฝึกให้แอดมินสังเกตสัญญาณเหล่านี้ต้องอาศัยประสบการณ์สะสม ไม่ใช่สิ่งที่เรียนรู้ได้ในครั้งเดียว การพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในทีมเป็นระยะว่าเจอสัญญาณแบบไหนที่นำไปสู่การปิดการขายได้จริงบ่อย ๆ จะช่วยให้ทั้งทีมอ่านสัญญาณเหล่านี้ได้แม่นขึ้นเรื่อย ๆ ตามเวลา

ตัดคนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ยังไงให้ยังรักษาความสัมพันธ์ไว้

การบอกลูกค้าว่าเขาไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง ไม่ใช่เพิกเฉยไม่ตอบเลย เพราะแม้เขาจะไม่ผ่านเกณฑ์วันนี้ เขาอาจเป็นลูกค้าในอนาคต หรือแนะนำคนรู้จักที่ตรงกลุ่มเป้าหมายมากกว่าให้ได้ การตอบอย่างสุภาพและให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แม้จะไม่ใช่สิ่งที่เขาต้องการซื้อตอนนี้ ช่วยรักษาความรู้สึกดีต่อแบรนด์ไว้ได้

ธุรกิจบางแห่งเลือกส่งลูกค้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์ไปยังคอนเทนต์หรือข้อมูลที่เป็นประโยชน์แทนการเงียบหายไปเลย เช่นแนะนำสินค้าราคาที่เหมาะกับงบของเขามากกว่า หรือให้ข้อมูลทั่วไปที่เป็นประโยชน์โดยไม่ได้หวังผลขายทันที วิธีนี้ช่วยสร้างความประทับใจระยะยาวมากกว่าการปฏิบัติราวกับว่าลูกค้าที่ไม่ผ่านเกณฑ์ไม่มีค่าเลย

แปลงเกณฑ์ BANT ให้เป็นคำถามจริงที่แอดมินพิมพ์ในแชท LINE

เกณฑ์ที่พูดถึงในหัวข้อก่อนหน้าฟังดูเป็นทฤษฎี แต่ในหน้างานจริงแอดมินต้องแปลงมันเป็นคำถามที่พิมพ์ได้จริงในแชท ไม่ใช่นั่งกาเช็คลิสต์ในใจเงียบ ๆ ระหว่างคุย เพราะลูกค้าจะรู้สึกได้ทันทีถ้าแอดมินถามคำถามที่ฟังดูเหมือนแบบสอบถามมากกว่าการสนทนา วิธีที่ใช้ได้ผลคือแทรกคำถามแต่ละข้อเข้าไปในจังหวะการตอบตามธรรมชาติ ไม่ใช่ยิงคำถามรัวเดียวห้าข้อพร้อมกัน

ตัวอย่างการแปลงเกณฑ์ BANT แบบดั้งเดิมให้เข้ากับบริบทแชท แทนที่จะถามตรง ๆ ว่า 'งบเท่าไหร่คะ' ซึ่งลูกค้าจำนวนมากไม่กล้าตอบตรง ๆ แอดมินอาจถามว่า 'พี่ดูรุ่นไหนอยู่คะ เดี๋ยวแนะนำรุ่นที่ราคาลงตัวให้' แล้วสังเกตว่าเขาเลือกตอบรุ่นราคาสูงหรือต่ำ คำตอบนั้นจะถูกบันทึกเป็นฟิลด์ 'ช่วงงบโดยประมาณ' แทนตัวเลขที่แน่นอน ส่วนคำถามเรื่อง Timeline อาจถามว่า 'จะใช้งานช่วงไหนคะ จะได้เช็คของให้ตรงจังหวะ' ซึ่งฟังดูเป็นการช่วยเหลือมากกว่าการซักถาม แต่คำตอบที่ได้แมปตรงกับฟิลด์ Timeline ได้เหมือนกัน

คำถามที่แอดมินพิมพ์จริงฟิลด์ที่บันทึกคำตอบแบบไหนนับว่าผ่านเกณฑ์
พี่ดูรุ่นไหนอยู่คะ เดี๋ยวแนะนำราคาที่ลงตัวให้Budget (ช่วงงบโดยประมาณ)เลือกรุ่นในช่วงราคาที่ธุรกิจขายจริง ไม่ใช่ถามรุ่นที่เลิกผลิตแล้ว
ใช้เอง หรือซื้อเป็นของฝากคะAuthority (คนตัดสินใจ)ตอบว่าใช้เองหรือเป็นคนตัดสินใจซื้อโดยตรง
ตอนนี้ใช้ตัวไหนอยู่ แล้วอยากเปลี่ยนเพราะอะไรคะNeed (ความต้องการ)ระบุปัญหาหรือเหตุผลที่ต้องการเปลี่ยนได้ชัดเจน
จะใช้งานช่วงไหนคะ จะได้เช็คของให้ตรงจังหวะTimeline (กรอบเวลา)ระบุช่วงเวลาที่ชัดเจน เช่นภายในสัปดาห์นี้หรือเดือนนี้

ตัวอย่างสมมติการให้คะแนนผ่านเกณฑ์ และจุดที่มักพังถ้าทำไม่ระวัง

ตัวอย่างสมมติ ร้านขายเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่งกำหนดว่าต้องตอบผ่านอย่างน้อย 3 ใน 4 ฟิลด์ BANT ถึงจะนับเป็น Qualified Lead สมมติในหนึ่งสัปดาห์มีคนทักเข้ามา 60 คน หลังแอดมินถามคำถามตามสคริปต์ พบว่า 22 คนตอบผ่าน 3 ฟิลด์ขึ้นไป อีก 38 คนตอบผ่านไม่ถึง 3 ฟิลด์หรือหายไปก่อนตอบครบ ทีมจึงโฟกัสเวลาไปกับ 22 คนนั้นก่อน และภายในสัปดาห์เดียวกันปิดการขายได้ 6 ราย จาก 22 คนที่ผ่านเกณฑ์ ในขณะที่กลุ่ม 38 คนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ ปิดได้เพิ่มอีกเพียง 1 รายในสัปดาห์ถัดมาหลังแอดมินตามซ้ำ ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างสมมติเพื่อแสดงวิธีคิด ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยที่ใช้ได้กับทุกธุรกิจ

ทำแบบนี้แล้วพัง เพราะตั้งเกณฑ์ผ่าน 3 ใน 4 ฟิลด์แบบตายตัวโดยไม่ดูน้ำหนักความสำคัญของแต่ละฟิลด์ เช่นบางธุรกิจฟิลด์ Timeline สำคัญกว่า Authority มาก แต่ถ้านับทุกฟิลด์เท่ากันหมด อาจทำให้คนที่ตอบผ่าน Authority กับ Need แต่ไม่มี Timeline ชัดเจน ถูกจัดเป็น Qualified ทั้งที่จริง ๆ ยังไม่พร้อมซื้อในเร็ว ๆ นี้

ทำแบบนี้แล้วพัง เพราะให้แอดมินถามคำถามทั้งสี่ข้อรวดเดียวในข้อความเดียว ลูกค้าจะรู้สึกเหมือนถูกสัมภาษณ์และหลายคนเลือกเงียบหายไปเลยแทนที่จะตอบ การกระจายคำถามให้เป็นไปตามจังหวะธรรมชาติของบทสนทนาสำคัญพอ ๆ กับตัวคำถามเอง

สรุป

Lead Qualification ไม่ใช่การตัดสินคนอย่างใจร้าย แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทีมขายใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คนที่ยังไม่ผ่านเกณฑ์วันนี้ไม่ได้แปลว่าไม่มีค่าตลอดไป เพียงแต่ยังไม่ถึงจุดที่ควรทุ่มเวลาให้เท่ากับคนที่พร้อมกว่า

สิ่งสำคัญที่สุดคือเกณฑ์ต้องมาจากการสังเกตพฤติกรรมจริงของลูกค้าที่เคยซื้อ ไม่ใช่การเดาเอาเองว่าคำถามแบบไหนควรมีค่ามากกว่ากัน แล้วต้องกลับมาทบทวนเป็นระยะเมื่อพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป

  • ไม่ใช่ทุกคนที่ทักเข้ามาคือ Lead ที่ควรได้รับความสนใจเท่ากัน
  • เกณฑ์ Qualification ต้องดูหลายมิติ ไม่ใช่แค่ว่าถามราคาหรือไม่
  • คนที่ไม่ผ่านเกณฑ์วันนี้ ควรเก็บไว้ ไม่ใช่ทิ้งไปเลย
  • ทบทวนเกณฑ์เป็นระยะตามพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป

คำถามที่พบบ่อย

คนที่ถามที่อยู่ร้านอย่างเดียว ไม่นับเป็น Lead เลยได้ไหม

ไม่ควรตัดทิ้งทันที เพราะการถามที่อยู่บ่งบอกความสนใจระดับหนึ่งแล้ว แต่ยังไม่ผ่านเกณฑ์ครบทุกด้าน แนะนำให้ถามคำถามต่อยอดเพิ่ม เช่นถามว่าสนใจสินค้าตัวไหนเป็นพิเศษ เพื่อประเมินความพร้อมเพิ่มก่อนตัดสินใจ

เกณฑ์ Qualification ควรเหมือนกันทุกแคมเปญไหม

ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันเป๊ะ เพราะคนที่มาจากแคมเปญต่างกันมีพฤติกรรมเริ่มต้นต่างกัน แคมเปญที่เน้นสร้างการรับรู้อาจต้องให้เวลาคนตัดสินใจนานกว่า ควรปรับเกณฑ์ให้เหมาะกับลักษณะของแต่ละแคมเปญ

Lead ที่ไม่ผ่านเกณฑ์ควรทิ้งไปเลยหรือเก็บไว้

ควรเก็บไว้ในกลุ่มแยกต่างหาก ไม่ใช่ทิ้งไปเลย เพราะบางคนอาจยังไม่พร้อมตอนนี้แต่กลับมาพร้อมในอนาคต การเก็บข้อมูลไว้ช่วยให้กลับมายิงข้อเสนอใหม่ได้ทีหลัง

ใครควรเป็นคนกำหนดเกณฑ์ Qualification ในทีม

ควรเป็นการตกลงร่วมกันระหว่างทีมขายที่รู้ว่าลูกค้าแบบไหนปิดง่าย กับทีมการตลาดที่รู้ว่าแคมเปญไหนพาคนแบบไหนเข้ามา ไม่ควรให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตัดสินใจฝ่ายเดียว

เกณฑ์ Qualification ต้องปรับบ่อยแค่ไหน

ควรทบทวนเป็นระยะ โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่ามี Lead ที่ผ่านเกณฑ์แต่ไม่เคยปิดการขายได้จำนวนมาก หรือมี Lead ที่ไม่ผ่านเกณฑ์แต่กลับมาซื้อทีหลังบ่อยครั้ง สัญญาณเหล่านี้บอกว่าถึงเวลาปรับเกณฑ์แล้ว

ทดลองวัดผลโฆษณาเข้า LINE ฟรี 14 วัน

สมัครแล้วสร้างโปรเจกต์ เชื่อม LINE ติดตั้ง Tracking แล้วเริ่มเห็น Funnel จาก Click ถึง Purchase ได้ทันที ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

เริ่มทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำไมทีมขายกับทีมแอดยังเถียงกันว่า Lead คนไหนพร้อมคุยแล้ว

ทำไมทีมขายกับทีมแอดยังเถียงกันว่า Lead คนไหนพร้อมคุยแล้ว

MQL กับ SQL คือสองสถานะที่ธุรกิจใช้แยกว่า Lead รายไหนยังอยู่ในขั้นสนใจข้อมูล กับรายไหนพร้อมให้ทีมขายเข้าไปคุยเรื่องการซื้อโดยตรง
ทราฟฟิกเข้าเยอะแต่ปิดไม่ได้ แก้ยังไง

ทราฟฟิกเข้าเยอะแต่ปิดไม่ได้ แก้ยังไง

Lead Source Tracking Software คือระบบที่แยกที่มาของ Lead จากหลายช่องทางออกจากกันชัดเจน ช่วยตอบว่าทราฟฟิกที่เข้ามาเยอะจริง ๆ แล้วมาจากไหน และช่องทางไหนที่ปิดการขายได้จริง
อยากรู้ว่า Lead แต่ละคนมาจากไอจีหรือเฟซบุ๊ก ต้องใช้เครื่องมืออะไร

อยากรู้ว่า Lead แต่ละคนมาจากไอจีหรือเฟซบุ๊ก ต้องใช้เครื่องมืออะไร

Lead Tracking Software คือระบบที่บันทึกที่มาของแต่ละ Lead ตั้งแต่จุดแรกที่ทักเข้ามา จนถึงสถานะล่าสุดในกระบวนการขาย เพื่อให้รู้ว่าช่องทางไหนสร้างคนที่พร้อมซื้อจริง