← กลับไปหน้าบทความ
ขั้นสูง (MarTech)

ปิดแอดสักพักแล้วยอดขายยังเท่าเดิม แปลว่าแอดไม่ได้ช่วยอะไรเลยหรือเปล่า

ทีมบรรณาธิการ linli12 ส.ค. 04:53อัปเดต 12 ส.ค. 04:53อ่าน 2 นาที
ปิดแอดสักพักแล้วยอดขายยังเท่าเดิม แปลว่าแอดไม่ได้ช่วยอะไรเลยหรือเปล่า
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

Incrementality Testing คือวิธีวัดว่ายอดขายที่เกิดขึ้นเป็นผลจากโฆษณาจริงหรือเป็นยอดที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้วแม้ไม่มีโฆษณา โดยเปรียบเทียบกลุ่มที่เห็นโฆษณากับกลุ่มควบคุมที่ไม่เห็นในช่วงเวลาเดียวกัน ต่างจาก Conversion หรือ Attribution ทั่วไปที่นับทุกยอดขายที่เชื่อมโยงกับคลิกว่าเป็นผลจากโฆษณาทั้งหมด ทั้งที่บางส่วนอาจเป็นลูกค้าที่ตั้งใจซื้ออยู่แล้ว

มีเจ้าของร้านคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่งเขาลองปิดแคมเปญโฆษณาทั้งหมดไปหนึ่งสัปดาห์เพราะอยากดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผลปรากฏว่ายอดขายลดลงจริงแต่ไม่ได้ลดฮวบเท่าที่คิด ยังมีลูกค้าทักเข้ามาซื้อผ่าน LINE เหมือนเดิมในสัดส่วนที่มากกว่าที่เขาคาดไว้ คำถามที่ผุดขึ้นมาทันทีคืองบโฆษณาที่จ่ายไปทุกเดือนนั้น จริง ๆ แล้วสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นแค่ไหนกันแน่ หรือลูกค้าส่วนใหญ่จะซื้ออยู่แล้วไม่ว่าจะมีโฆษณาหรือไม่

การลองปิดแอดดูเฉย ๆ แบบนี้ให้ข้อมูลบางอย่างจริง แต่เป็นวิธีที่หยาบและเสี่ยงมาก เพราะช่วงเวลาที่ปิดแอดอาจมีปัจจัยอื่นเข้ามาปนด้วย เช่น ฤดูกาล โปรโมชันคู่แข่ง หรือแม้แต่ความบังเอิญที่ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำพอดีในช่วงนั้น การจะได้คำตอบที่น่าเชื่อถือกว่านี้ต้องอาศัยวิธีที่เป็นระบบมากขึ้น ซึ่งเรียกว่า Incrementality Testing

บทความนี้จะอธิบายว่า Incrementality Testing คืออะไร ทำงานต่างจากการดู Conversion หรือ Attribution ทั่วไปยังไง มีวิธีทดสอบแบบไหนที่ใช้กันจริง และธุรกิจที่ยิงแอดเข้า LINE จะเริ่มต้นแบบง่าย ๆ ได้อย่างไรโดยไม่ต้องมีทีม Data Science เต็มรูปแบบ

ทำไมดูแค่ยอด Conversion ไม่พอที่จะบอกว่าแอดช่วยขายได้จริง

เมื่อระบบโฆษณารายงานว่ามี Conversion เกิดขึ้น 50 รายการในเดือนนี้ หลายคนจะตีความทันทีว่ายอดขาย 50 รายการนี้คือ 'ผลจากโฆษณา' ทั้งหมด แต่ความจริงแล้ว Conversion ที่นับได้คือยอดขายที่เกิดขึ้นหลังจากมีคนคลิกโฆษณาหรือเห็นโฆษณาในช่วงเวลาที่กำหนด ไม่ได้พิสูจน์ว่าถ้าไม่มีโฆษณา ลูกค้าคนนั้นจะไม่ซื้อเลย บางคนอาจตั้งใจซื้ออยู่แล้วและบังเอิญเห็นโฆษณาก่อนตัดสินใจ ซึ่งยอดขายส่วนนี้จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะมีโฆษณาหรือไม่ก็ตาม

ความแตกต่างระหว่าง 'ยอดขายที่เชื่อมโยงกับโฆษณา' กับ 'ยอดขายที่เกิดขึ้นเพิ่มเพราะโฆษณาจริง' คือหัวใจของเรื่องนี้ ยอดขายกลุ่มแรกวัดได้ง่ายด้วย Conversion Tracking ทั่วไปที่หลายธุรกิจใช้อยู่ แต่ยอดขายกลุ่มที่สองต้องอาศัยการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่เห็นโฆษณากับกลุ่มที่ไม่เห็นเท่านั้นถึงจะแยกออกมาได้ชัดเจน

Incrementality Testing คืออะไรกันแน่

Incrementality Testing คือการทดลองที่ออกแบบมาเพื่อวัดว่ายอดขายส่วนเพิ่ม (Incremental Sales) ที่เกิดจากโฆษณามีเท่าไหร่ โดยหลักการพื้นฐานคือแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็นสองกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน กลุ่มหนึ่งให้เห็นโฆษณาตามปกติ อีกกลุ่มหนึ่งกันไม่ให้เห็นโฆษณาเลยในช่วงเวลาเดียวกัน แล้วเปรียบเทียบยอดขายของสองกลุ่มนี้ ผลต่างที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่ประมาณได้ว่าเป็นยอดขายที่เพิ่มขึ้นจริงเพราะโฆษณา ไม่ใช่ยอดขายที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว

วิธีนี้ต่างจาก Attribution ทั่วไปตรงที่ Attribution พยายามให้เครดิตกับจุดสัมผัสที่ลูกค้าเจอก่อนซื้อ แต่ Incrementality Testing ไม่ได้สนใจว่าลูกค้าเจอจุดสัมผัสไหนบ้าง สนใจแค่ว่าถ้าไม่มีโฆษณาเลย ผลลัพธ์จะต่างจากตอนมีโฆษณาแค่ไหน ซึ่งเป็นคำถามเชิงเหตุและผล (Causation) ที่ Attribution แบบเดิมตอบได้ไม่เต็มที่

วิธีทดสอบ Incrementality ที่ใช้กันจริงมีแบบไหนบ้าง

การออกแบบทดสอบ Incrementality มีหลายรูปแบบ ขึ้นกับขนาดธุรกิจ งบประมาณ และแพลตฟอร์มที่ใช้ ตารางนี้เปรียบเทียบวิธีที่พบบ่อย:

วิธีทดสอบหลักการเหมาะกับธุรกิจแบบไหน
Holdout Test (กันกลุ่มควบคุม)แบ่งกลุ่มเป้าหมายเป็นกลุ่มเห็นแอดกับกลุ่มไม่เห็นแอด แล้วเทียบยอดขายธุรกิจที่มีฐานลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายพอแบ่งกลุ่มได้ชัดเจน
Geo Experiment (แบ่งตามพื้นที่)ปิดหรือลดแอดในบางพื้นที่ แล้วเทียบยอดขายกับพื้นที่ที่ยังยิงแอดตามปกติธุรกิจที่มีสาขาหรือขายได้หลายพื้นที่ชัดเจน
PSA/Ghost Ads (แอดหลอกในกลุ่มควบคุม)กลุ่มควบคุมเห็นโฆษณาอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องแทน เพื่อควบคุมพฤติกรรมการเห็นโฆษณาให้ใกล้เคียงกลุ่มทดลองธุรกิจที่ใช้แพลตฟอร์มโฆษณาที่รองรับฟีเจอร์นี้โดยเฉพาะ

ตัวอย่างตัวเลขสมมติจาก Holdout Test

ลองดูตัวอย่างสมมติของร้านขายอาหารเสริมที่ยิงแอดเข้า LINE ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างประกอบกรอบวิเคราะห์เท่านั้น สมมติแบ่งกลุ่มเป้าหมาย 20,000 คนออกเป็นสองกลุ่มเท่า ๆ กัน กลุ่มแรก 10,000 คนเห็นโฆษณาตามปกติตลอดสองสัปดาห์ อีกกลุ่ม 10,000 คนถูกกันไม่ให้เห็นโฆษณาเลยในช่วงเวลาเดียวกัน

เมื่อครบสองสัปดาห์ กลุ่มที่เห็นโฆษณามียอดขาย 340 ออเดอร์ ส่วนกลุ่มควบคุมที่ไม่เห็นโฆษณามียอดขาย 210 ออเดอร์ ผลต่าง 130 ออเดอร์นี้คือสิ่งที่ประมาณได้ว่าเป็นยอดขายที่เพิ่มขึ้นจริงเพราะโฆษณา ในขณะที่ 210 ออเดอร์ของกลุ่มควบคุมคือยอดขายที่น่าจะเกิดขึ้นอยู่แล้วแม้ไม่มีโฆษณาเลย ถ้าธุรกิจนี้ดูแค่ Conversion จากกลุ่มที่เห็นโฆษณาอย่างเดียว จะเข้าใจผิดว่าโฆษณาสร้างยอดขาย 340 ออเดอร์ทั้งหมด ทั้งที่จริงมีแค่ 130 ออเดอร์ที่เป็นผลเพิ่มจากโฆษณาจริง

ข้อจำกัดของ Incrementality Testing ที่ต้องรู้ก่อนเริ่ม

  • ต้องมีขนาดกลุ่มเป้าหมายมากพอ — ถ้ากลุ่มเป้าหมายเล็กเกินไป ผลต่างระหว่างสองกลุ่มอาจเกิดจากความบังเอิญมากกว่าผลจากโฆษณาจริง ทำให้ผลทดสอบไม่น่าเชื่อถือ
  • ใช้เวลาและงบประมาณ — การทดสอบที่ดีต้องรันต่อเนื่องพอสมควร และกลุ่มควบคุมหมายถึงการเสียโอกาสขายในกลุ่มนั้นชั่วคราวเพื่อแลกกับข้อมูลที่แม่นยำกว่า
  • ไม่ใช่ทุกแพลตฟอร์มรองรับการแบ่งกลุ่มควบคุมแบบเดียวกัน — วิธีตั้งค่าและข้อจำกัดต่างกันไปในแต่ละแพลตฟอร์มโฆษณา ต้องตรวจเอกสารล่าสุดของแต่ละที่ก่อนออกแบบการทดสอบ
  • ผลลัพธ์เป็นค่าประมาณ ไม่ใช่ตัวเลขแม่นยำตายตัว — เพราะมีปัจจัยแวดล้อมอื่นที่อาจกระทบสองกลุ่มไม่เท่ากัน แม้จะพยายามแบ่งกลุ่มให้ใกล้เคียงกันที่สุดแล้วก็ตาม

Incrementality Testing ต่างจาก Conversion Lift และ A/B Testing ทั่วไปยังไง

หลายคนสับสนระหว่างสามคำนี้เพราะมีความเกี่ยวข้องกัน Conversion Lift มักถูกใช้เป็นชื่อเรียกผลลัพธ์หรือเครื่องมือเฉพาะของแพลตฟอร์มโฆษณาบางเจ้าที่วัด Incrementality ในรูปแบบเฉพาะของตัวเอง ส่วน A/B Testing ทั่วไปมักใช้ทดสอบองค์ประกอบของแคมเปญ เช่น ข้อความโฆษณาหรือรูปภาพไหนได้ผลดีกว่า ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อตอบคำถามว่าโฆษณาโดยรวมสร้างยอดขายเพิ่มจริงหรือไม่

Incrementality Testing เป็นแนวคิดที่กว้างกว่า ครอบคลุมทั้ง Conversion Lift ของแต่ละแพลตฟอร์มและ Holdout Test แบบที่ธุรกิจออกแบบเอง หัวใจร่วมกันคือทุกวิธีต้องมีกลุ่มเปรียบเทียบที่ไม่เห็นโฆษณาหรือเห็นน้อยกว่า ถ้าไม่มีกลุ่มเปรียบเทียบแบบนี้ ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอะไรก็ยังไม่ใช่การวัด Incrementality ที่แท้จริง อ่านเพิ่มเรื่องการวิเคราะห์ภาพรวมช่องทางสื่อได้ที่ Marketing Mix Modeling ซึ่งเป็นอีกมุมของการวัดผลที่ไม่ต้องพึ่ง Click ID รายบุคคลเช่นกัน

ธุรกิจแบบไหนที่ควรเริ่มคิดเรื่อง Incrementality Testing

ธุรกิจที่เหมาะกับการเริ่มทดสอบ Incrementality มักมีฐานลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายใหญ่พอที่จะแบ่งกลุ่มควบคุมได้โดยไม่กระทบยอดขายรวมมากเกินไป และมีงบโฆษณาระดับที่การเสียโอกาสขายชั่วคราวในกลุ่มควบคุมไม่ใช่ความเสี่ยงที่กระทบธุรกิจอย่างรุนแรง ธุรกิจขนาดเล็กที่มีงบจำกัดหรือกลุ่มเป้าหมายแคบ อาจยังไม่เหมาะกับการทดสอบแบบเต็มรูปแบบ

สำหรับธุรกิจ SME ที่ยิงแอดเข้า LINE และยังไม่พร้อมทำ Holdout Test แบบเป็นทางการ วิธีที่เข้าถึงง่ายกว่าคือใช้ฟีเจอร์ Conversion Lift หรือ Brand Lift ที่บางแพลตฟอร์มโฆษณาเปิดให้ใช้ในบัญชีโฆษณาโดยตรง ซึ่งมักมีเงื่อนไขเรื่องงบขั้นต่ำและระยะเวลารันแคมเปญที่ต้องตรวจสอบจากเอกสารของแพลตฟอร์มนั้นก่อนเริ่มใช้งาน

เริ่มต้นแบบง่ายสำหรับธุรกิจที่ยิงแอดเข้า LINE

ก่อนจะไปถึงขั้นทดสอบ Incrementality เต็มรูปแบบ ธุรกิจควรมีระบบบันทึกยอดขายและ Order ID ที่แม่นยำก่อน เพราะถ้าข้อมูลยอดขายพื้นฐานยังไม่น่าเชื่อถือ การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมก็จะไม่มีความหมาย เรื่องนี้เชื่อมโยงกับการวางระบบ Order ID ที่อธิบายไว้ใน Order ID Attribution ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ต้องทำให้แม่นก่อนเสมอ

linli เองไม่ได้เป็นเครื่องมือรัน Holdout Test หรือ Geo Experiment โดยตรง แต่ข้อมูล Order และยอดขายที่บันทึกผ่านระบบสามารถเป็นแหล่งข้อมูลอ้างอิงสำหรับเปรียบเทียบยอดขายระหว่างกลุ่มหรือช่วงเวลาต่าง ๆ เมื่อธุรกิจตัดสินใจออกแบบการทดสอบเอง ส่วนขั้นตอนแบ่งกลุ่มเป้าหมายและควบคุมการมองเห็นโฆษณายังต้องอาศัยฟีเจอร์ของแพลตฟอร์มโฆษณาแต่ละเจ้าโดยตรง

ทีมต้องเตรียมอะไรบ้างก่อนออกแบบการทดสอบครั้งแรก

การทดสอบ Incrementality ที่ล้มเหลวบ่อยไม่ได้เกิดจากวิธีคำนวณผิด แต่เกิดจากทีมยังไม่พร้อมทั้งข้อมูลและกระบวนการก่อนเริ่ม ลองไล่ดูสิ่งที่ควรเตรียมให้พร้อมก่อนออกแบบการทดสอบครั้งแรก:

  1. กำหนดคำถามที่ต้องการตอบให้ชัดเจนก่อน เช่น ต้องการรู้ว่าช่องทางไหนสร้างยอดขายเพิ่มจริง หรือต้องการรู้ว่าควรเพิ่มงบในช่องทางใดช่องทางหนึ่งหรือไม่
  2. ตรวจสอบว่าฐานลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายมีขนาดใหญ่พอสำหรับแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบโดยยังได้ผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติ
  3. ตกลงล่วงหน้ากับทีมว่าจะรันการทดสอบนานเท่าไหร่ และจะไม่หยุดกลางคันเมื่อเห็นตัวเลขเบื้องต้นที่ยังไม่ครบช่วงเวลาที่กำหนด
  4. เตรียมระบบบันทึกยอดขายให้แยกตามกลุ่มหรือพื้นที่ได้ชัดเจน เพื่อให้เปรียบเทียบกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมได้ถูกต้องเมื่อครบกำหนด
  5. วางแผนล่วงหน้าว่าถ้าผลออกมาว่ายอดขายเพิ่มน้อยกว่าที่คาด ทีมจะตัดสินใจปรับงบหรือกลยุทธ์อย่างไร ไม่ใช่รอผลแล้วค่อยคิดทีหลัง

สรุป

Incrementality Testing คือวิธีตอบคำถามที่เจ้าของธุรกิจหลายคนสงสัยว่าโฆษณาที่จ่ายเงินไปทุกเดือนสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นจริงแค่ไหน โดยเปรียบเทียบกลุ่มที่เห็นโฆษณากับกลุ่มควบคุมที่ไม่เห็นในช่วงเวลาเดียวกัน แทนที่จะเดาจากการลองปิดแอดดูเฉย ๆ

ก่อนจะเริ่มทดสอบ ธุรกิจต้องมีระบบบันทึกยอดขายที่แม่นยำและฐานลูกค้าที่มากพอ ถ้ายังไม่พร้อม การเริ่มจากฟีเจอร์ Conversion Lift ของแพลตฟอร์มโฆษณาหรือการวางระบบ Order ID ให้แม่นก่อน มักเป็นจุดเริ่มต้นที่สมเหตุสมผลกว่าการรีบออกแบบ Holdout Test เอง

  • Incrementality Testing เปรียบเทียบกลุ่มเห็นโฆษณากับกลุ่มควบคุมที่ไม่เห็น เพื่อแยกยอดขายที่เพิ่มขึ้นจริง
  • ต่างจาก Conversion Tracking ทั่วไปที่นับทุกยอดขายที่เชื่อมโยงกับคลิกว่าเป็นผลจากโฆษณาทั้งหมด
  • ต้องมีขนาดกลุ่มเป้าหมายมากพอ และใช้เวลารันต่อเนื่องหลายสัปดาห์ถึงจะได้ผลที่น่าเชื่อถือ
  • ก่อนทดสอบต้องมีระบบบันทึกยอดขายและ Order ID ที่แม่นยำเป็นพื้นฐานก่อนเสมอ

คำถามที่พบบ่อย

Incrementality Testing ต่างจาก Conversion Tracking ทั่วไปยังไง

Conversion Tracking นับยอดขายที่เชื่อมโยงกับคลิกหรือการเห็นโฆษณาทั้งหมด ส่วน Incrementality Testing เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่เห็นโฆษณา เพื่อแยกว่ายอดขายส่วนไหนเกิดขึ้นเพิ่มจริงเพราะโฆษณา ไม่ใช่ยอดที่จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว

ธุรกิจขนาดเล็กที่งบโฆษณาไม่มาก ทำ Incrementality Testing ได้ไหม

ทำได้ยากกว่าธุรกิจที่มีฐานลูกค้าใหญ่ เพราะต้องการขนาดกลุ่มเป้าหมายมากพอให้ผลต่างระหว่างกลุ่มมีนัยสำคัญทางสถิติ ธุรกิจขนาดเล็กอาจเริ่มจากฟีเจอร์ Conversion Lift ของแพลตฟอร์มโฆษณาแทนการออกแบบ Holdout Test เอง

การลองปิดแอดเองแล้วดูยอดขาย เหมือนกับ Incrementality Testing ไหม

คล้ายกันในหลักการแต่หยาบกว่ามาก เพราะไม่มีการควบคุมปัจจัยอื่นที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงที่ปิดแอด เช่น ฤดูกาลหรือโปรโมชัน การทดสอบที่เป็นระบบจะใช้กลุ่มควบคุมที่รันพร้อมกันกับกลุ่มทดลองในช่วงเวลาเดียวกันแทน

ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะได้ผล Incrementality Testing ที่เชื่อถือได้

ขึ้นกับปริมาณข้อมูลและความสม่ำเสมอของยอดขาย โดยทั่วไปต้องรันต่อเนื่องอย่างน้อยหลายสัปดาห์เพื่อให้มีข้อมูลมากพอสำหรับการเปรียบเทียบที่มีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่ใช่การทดสอบไม่กี่วันแล้วสรุปผลได้ทันที

ผลจาก Incrementality Testing ใช้ตัดสินใจเรื่องงบโฆษณาได้เลยไหม

ใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้ แต่ควรพิจารณาร่วมกับข้อมูลอื่น เช่น คุณภาพ Lead และต้นทุนต่อยอดขาย เพราะผลทดสอบเป็นค่าประมาณจากช่วงเวลาที่ทดสอบ อาจเปลี่ยนแปลงได้เมื่อสภาพตลาดหรือพฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนไป

ธุรกิจที่ยิงแอดเข้า LINE ช่องทางเดียว ควรทำ Incrementality Testing ไหม

ทำได้ถ้ามีฐานลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายมากพอ แต่ควรเริ่มจากการวางระบบบันทึกยอดขายและ Order ID ให้แม่นยำก่อน เพราะการเปรียบเทียบกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมจะไม่มีความหมายเลยถ้าข้อมูลยอดขายพื้นฐานยังไม่น่าเชื่อถือ

วัด Conversion LINE ทุกแบรนด์ รวมศูนย์ที่เดียว

องค์กรที่มีหลายแบรนด์ หลายสาขา หลาย LINE OA — linli รวม Tracking และส่ง Conversion กลับทุกแพลตฟอร์ม พร้อม Custom Limit เริ่มฟรี 14 วัน

ติดต่อทีม Sales

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทีมขายปิดออเดอร์ทุกวัน แต่ผู้บริหารยังไม่รู้ว่างบโฆษณาก้อนไหนสร้างยอดจริง

ทีมขายปิดออเดอร์ทุกวัน แต่ผู้บริหารยังไม่รู้ว่างบโฆษณาก้อนไหนสร้างยอดจริง

Marketing Mix Modeling มองภาพรวมระยะยาวจากยอดขายทุกช่องทาง ส่วน Attribution ไล่ตาม Journey รายบุคคล สองเครื่องมือนี้ไม่ได้แข่งกัน แต่ทีมที่ขายผ่าน LINE ต้องรู้ว่าเมื่อไรควรใช้ตัวไหนเป็นหลัก
งบโฆษณาเดือนละแสนกว่าบาท แต่ไม่มีใครในทีมตอบได้ว่าถ้าหยุดยิงยอดขายจะลดจริงไหม

งบโฆษณาเดือนละแสนกว่าบาท แต่ไม่มีใครในทีมตอบได้ว่าถ้าหยุดยิงยอดขายจะลดจริงไหม

หลายธุรกิจใช้งบโฆษณาต่อเนื่องทุกเดือนโดยไม่เคยพิสูจน์ว่าถ้าหยุดยิงจริง ยอดขายจะลดลงมากน้อยแค่ไหน Holdout Test คือวิธีออกแบบการทดลองที่กันกลุ่มเป้าหมายบางส่วนไม่ให้เห็นโฆษณา แล้วเทียบผลลัพธ์อย่างเป็นระบบ แทนที่จะเดาจากความรู้สึก
Attribution vs Incrementality: ตัวไหนควรใช้ตัดสินใจเพิ่มหรือลดงบโฆษณา

Attribution vs Incrementality: ตัวไหนควรใช้ตัดสินใจเพิ่มหรือลดงบโฆษณา

Attribution บอกว่าใครควรได้เครดิต ส่วน Incrementality บอกว่าถ้าไม่ยิงแอดตัวนั้นเลย ยอดขายจะหายไปจริงไหม สองคำนี้ตอบคนละคำถาม บทความนี้แยกให้ชัดว่าธุรกิจที่ขายผ่าน LINE ควรใช้ตัวไหนตอนตัดสินใจเรื่องงบ