← กลับไปหน้าบทความ
เทรนด์ & ข้อควรระวัง

Chrome เลื่อนเลิกใช้ third-party cookie มาหลายรอบแล้ว ธุรกิจไทยควรรอ หรือควรเริ่มสร้างฐานข้อมูลของตัวเองตั้งแต่วันนี้

ทีมบรรณาธิการ linli07 ก.ย. 07:43อัปเดต 07 ก.ย. 07:43อ่าน 1 นาที
Chrome เลื่อนเลิกใช้ third-party cookie มาหลายรอบแล้ว ธุรกิจไทยควรรอ หรือควรเริ่มสร้างฐานข้อมูลของตัวเองตั้งแต่วันนี้
บทความนี้จัดทำเพื่อความรู้ ชื่อธุรกิจ ตัวเลข หรือบทสนทนาที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงกำกับเป็นกรณีตัวอย่างเพื่ออธิบายแนวคิด ดูรายละเอียดที่ นโยบายกองบรรณาธิการ

สรุปสั้น ๆ

แม้ Chrome จะเลื่อนกำหนดเลิกใช้ third-party cookie มาหลายรอบ แต่ทิศทางของอุตสาหกรรมทั้งหมดยังชี้ไปทางเดียวกันคือลดการพึ่งพาข้อมูลบุคคลที่สาม ธุรกิจที่รอจนถึงวันที่ประกาศจริงแล้วค่อยเริ่มสร้างฐานข้อมูลของตัวเองจะเสียเวลาช่วงที่มีค่าที่สุดไปโดยเปล่าประโยชน์ การเริ่มสร้างฐานข้อมูลลูกค้าใน LINE ตั้งแต่วันนี้จึงเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่คุ้มค่ากว่าการรอ

ถ้าติดตามข่าวสารด้านการตลาดดิจิทัลมาสักระยะ คงเคยเห็นข่าวว่า Google ประกาศจะเลิกใช้ third-party cookie บน Chrome แล้วก็เลื่อนออกไปอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนหลายคนเริ่มรู้สึกว่าเรื่องนี้เป็นแค่ข่าวลือที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง บางคนถึงกับบอกว่าไม่ต้องสนใจเรื่องนี้แล้ว เพราะเลื่อนมาหลายปีก็ยังไม่เกิดสักที

แต่ความจริงที่สำคัญกว่าวันที่ประกาศจริงคือ ทิศทางของทั้งอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไม่ได้เปลี่ยนเลย ทั้ง Safari และ Firefox บล็อก third-party cookie มานานแล้ว กฎหมายความเป็นส่วนตัวทั่วโลกก็เข้มงวดขึ้นต่อเนื่อง และแพลตฟอร์มโฆษณาเองก็ทยอยลดความแม่นยำของการติดตามข้ามเว็บไซต์ไปเรื่อย ๆ ไม่ว่า Chrome จะเลื่อนไปอีกกี่รอบ ทิศทางปลายทางก็ยังเป็นทิศทางเดียวกันคือโลกที่พึ่งพา third-party cookie ได้น้อยลงเรื่อย ๆ

บทความนี้จะชวนมองข้ามความสับสนเรื่องกำหนดเวลาที่เลื่อนไปเลื่อนมา แล้วโฟกัสที่คำถามที่สำคัญกว่าคือ ธุรกิจไทยควรใช้เวลาที่มีอยู่ตอนนี้ทำอะไร เพื่อไม่ต้องตกใจไม่ว่าวันประกาศจริงจะมาถึงเมื่อไหร่

ทำไม Chrome เลื่อนเลิกใช้ third-party cookie มาหลายรอบ

เหตุผลหลักที่ Google เลื่อนกำหนดเวลามาหลายครั้งไม่ใช่เพราะเปลี่ยนใจไม่ทำแล้ว แต่เป็นเพราะแรงกดดันจากหลายฝ่ายในอุตสาหกรรมโฆษณาที่ยังไม่พร้อมปรับตัว รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันในบางประเทศที่กังวลว่าการเปลี่ยนแปลงนี้อาจทำให้ Google ได้เปรียบคู่แข่งรายอื่นมากเกินไป เพราะ Google มีข้อมูลผู้ใช้จากบริการอื่น ๆ ของตัวเองอยู่แล้วจำนวนมาก

อีกเหตุผลคือเทคโนโลยีทดแทนที่ Google พัฒนาขึ้นมา เช่น Privacy Sandbox ยังต้องผ่านการทดสอบและปรับปรุงอีกหลายรอบก่อนจะพร้อมใช้งานจริงในสเกลใหญ่ การเปลี่ยนแปลงระดับที่ส่งผลกระทบต่อรายได้โฆษณาทั้งอุตสาหกรรมจำเป็นต้องทำอย่างระมัดระวัง ไม่ใช่เปลี่ยนทันทีแล้วทำให้ระบบโฆษณาทั้งโลกพังลงมา

สิ่งที่ธุรกิจควรเข้าใจคือ การเลื่อนกำหนดเวลาไม่ได้แปลว่าทิศทางเปลี่ยน มันแค่แปลว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงใช้เวลานานกว่าที่คาดไว้ ซึ่งในมุมหนึ่งกลับเป็นโอกาสดีสำหรับธุรกิจที่ใช้เวลาพิเศษนี้เตรียมตัวให้พร้อมก่อนวันที่มาถึงจริง แทนที่จะตื่นตระหนกในวันสุดท้าย

ใครที่ได้รับผลกระทบจากการลดการติดตามไปแล้วโดยไม่รู้ตัว

แม้ Chrome ยังไม่บล็อก third-party cookie เต็มรูปแบบ แต่ธุรกิจจำนวนมากได้รับผลกระทบจากการลดความแม่นยำในการติดตามไปแล้วโดยไม่รู้ตัว เพราะเบราว์เซอร์อื่นอย่าง Safari ที่ผู้ใช้ไอโฟนในไทยใช้กันจำนวนมาก บล็อก third-party cookie มาหลายปีแล้ว หมายความว่าข้อมูลโฆษณาที่เห็นในแดชบอร์ดทุกวันนี้อาจไม่ครบถ้วนอยู่แล้วสำหรับผู้ใช้กลุ่มนี้

  • ธุรกิจที่ลูกค้าส่วนใหญ่ใช้ไอโฟน มักเห็นตัวเลขการแปลงต่ำกว่าความเป็นจริงในแดชบอร์ดโฆษณาอยู่แล้ว เพราะ Safari บล็อกการติดตามข้ามเว็บไซต์มานาน
  • ธุรกิจที่พึ่งพา retargeting เป็นหลักในการปิดการขาย อาจเห็นประสิทธิภาพลดลงเรื่อย ๆ โดยไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงว่ามาจากการลดการติดตามของเบราว์เซอร์
  • ธุรกิจที่ยังไม่เคยเชื่อมข้อมูลการยินยอมกับการวัดผลแคมเปญอย่างถูกต้อง มักไม่รู้ตัวว่าตัวเลขที่เห็นอยู่คลาดเคลื่อนไปมากแค่ไหนแล้ว

แนวทางที่ปลอดภัยไม่ว่ากำหนดเวลาจะเลื่อนไปอีกกี่รอบ

แทนที่จะพยายามเดาว่า Chrome จะเลิกใช้ third-party cookie จริงเมื่อไหร่ ธุรกิจที่ฉลาดจะเลือกทำสิ่งที่ให้ผลดีไม่ว่ากำหนดเวลาจะเป็นอย่างไร นั่นคือการสร้างฐานข้อมูลลูกค้าของตัวเองที่ไม่ต้องพึ่งพา cookie ของบุคคลที่สามเลย ซึ่งใน LINE ฐานข้อมูลแบบนี้สร้างได้ผ่านการเก็บข้อมูลลูกค้าที่ยินยอมให้ติดตามอย่างถูกต้องตั้งแต่แรก

สถานการณ์ถ้ารอจนถึงวันประกาศจริงถ้าเริ่มสร้างฐานข้อมูลตั้งแต่วันนี้
ข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่ยังกระจัดกระจาย ไม่มีระบบรองรับเริ่มมีฐานข้อมูลสะสมและระบบทำงานเป็นปกติแล้ว
ทีมงานที่เข้าใจเรื่องนี้ต้องรีบเรียนรู้และปรับตัวในเวลาจำกัดมีเวลาเรียนรู้และปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ผลกระทบต่อยอดขายเมื่อการเปลี่ยนแปลงมาถึงอาจสูงเพราะไม่มีฐานสำรองต่ำกว่ามาก เพราะมีช่องทางวัดผลอื่นรองรับอยู่แล้ว

ขั้นตอนเตรียมตัวโดยไม่ต้องรอวันประกาศเลิกใช้จริง

  1. ตรวจสอบว่าธุรกิจพึ่งพาการติดตามผ่าน third-party cookie มากแค่ไหนในการวัดผลโฆษณาปัจจุบัน เพื่อรู้ระดับความเสี่ยงที่แท้จริงของธุรกิจตัวเอง
  2. เริ่มเก็บข้อมูลลูกค้าที่ยินยอมให้ติดตามผ่านระบบขอความยินยอมที่ถูกต้องใน LINE ตั้งแต่วันนี้ ไม่ต้องรอให้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก่อน
  3. ทดสอบใช้ฐานข้อมูลลูกค้าที่มีอยู่ควบคู่กับการวัดผลโฆษณาแบบเดิม เพื่อดูว่าข้อมูลทั้งสองแบบสอดคล้องกันแค่ไหน และเริ่มปรับสัดส่วนการตัดสินใจให้พึ่งพาฐานข้อมูลของตัวเองมากขึ้นทีละน้อย
  4. สื่อสารกับทีมงานและผู้บริหารว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ประเด็นเทคนิคของฝ่ายไอที แต่เป็นความเสี่ยงทางธุรกิจที่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าไม่ว่ากำหนดเวลาจะเลื่อนไปอีกกี่รอบก็ตาม
  5. ทบทวนความคืบหน้าเป็นระยะทุกไตรมาส เพื่อให้แน่ใจว่าสัดส่วนการพึ่งพาฐานข้อมูลของตัวเองเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่หยุดอยู่ที่เดิมเพราะคิดว่ายังมีเวลาเหลือ

ความเข้าใจผิดที่ทำให้ธุรกิจไทยยังไม่เริ่มเตรียมตัว

  • คิดว่าถ้า Chrome ยังไม่เลิกใช้จริง ก็ยังไม่ต้องทำอะไร ทั้งที่ผลกระทบจากเบราว์เซอร์อื่นและกฎหมายความเป็นส่วนตัวเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน
  • มองว่าเรื่องนี้เป็นแค่ปัญหาทางเทคนิคของทีมมาร์เก็ตติ้งเท่านั้น ทั้งที่จริง ๆ เป็นความเสี่ยงเชิงธุรกิจที่ผู้บริหารควรรู้และวางแผนล่วงหน้า
  • เชื่อว่าเทคโนโลยีทดแทนของ Google เช่น Privacy Sandbox จะมาแก้ปัญหาให้ทุกอย่างเหมือนเดิม ทั้งที่เทคโนโลยีเหล่านี้ยังให้ข้อมูลที่ละเอียดน้อยกว่าการติดตามแบบเดิมมาก
  • รอให้มีงบประมาณมากพอก่อนถึงจะเริ่มเก็บข้อมูลลูกค้าของตัวเอง ทั้งที่การเริ่มเก็บข้อมูลใน LINE ทำได้ด้วยงบประมาณและทรัพยากรที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน

สรุป

การเลื่อนกำหนดเวลาเลิกใช้ third-party cookie ของ Chrome หลายครั้งทำให้หลายธุรกิจเข้าใจผิดว่าเรื่องนี้ไม่เร่งด่วน แต่ทิศทางของอุตสาหกรรมทั้งหมดยังไม่เปลี่ยนแปลง และผลกระทบจากเบราว์เซอร์อื่นก็เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน

ธุรกิจที่ใช้เวลาที่มีอยู่นี้สร้างฐานข้อมูลลูกค้าของตัวเองใน LINE จะไม่ต้องตื่นตระหนกไม่ว่ากำหนดเวลาจะเลื่อนไปอีกกี่รอบ เพราะมีช่องทางวัดผลและสื่อสารกับลูกค้าที่มั่นคงรองรับอยู่แล้ว

  • การเลื่อนกำหนดเวลาไม่ได้แปลว่าทิศทางของอุตสาหกรรมเปลี่ยนไป
  • ผลกระทบจากการลดการติดตามเกิดขึ้นแล้วผ่านเบราว์เซอร์อื่นอย่าง Safari
  • การสร้างฐานข้อมูลลูกค้าของตัวเองมีประโยชน์เสมอไม่ว่ากำหนดเวลาจะเป็นอย่างไร
  • เริ่มเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ดีกว่ารอจนถึงวันประกาศจริงแล้วรีบทำในเวลาจำกัด

คำถามที่พบบ่อย

Chrome จะเลิกใช้ third-party cookie จริง ๆ เมื่อไหร่

ไม่มีใครยืนยันวันที่แน่นอนได้ เพราะ Google เลื่อนกำหนดเวลามาหลายรอบแล้ว สิ่งที่ธุรกิจควรทำคือเตรียมตัวล่วงหน้าโดยไม่ยึดติดกับวันที่ประกาศ เพราะทิศทางของอุตสาหกรรมทั้งหมดยังชี้ไปทางเดียวกันไม่ว่าวันประกาศจริงจะมาถึงเมื่อไหร่

ถ้า Chrome เลื่อนไปอีกหลายปี การเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้จะเสียเปล่าไหม

ไม่เสียเปล่า เพราะฐานข้อมูลลูกค้าของตัวเองใน LINE มีประโยชน์ในตัวเองอยู่แล้ว ไม่ว่า third-party cookie จะหมดไปเมื่อไหร่ การมีฐานข้อมูลลูกค้าที่ยินยอมให้ติดต่อโดยตรงช่วยให้สื่อสารกับลูกค้าได้ดีขึ้นและวัดผลได้แม่นยำขึ้นในทุกกรณี

ธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่มีทีมไอทีเฉพาะ จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้ไหม

จำเป็นต้องรู้เรื่องนี้ในระดับพื้นฐาน แต่ไม่ต้องกังวลจนเครียดเกินไป เพราะการเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดคือการชวนลูกค้าเพิ่มเพื่อน LINE และเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ซึ่งทำได้โดยไม่ต้องมีทีมไอทีเฉพาะทาง

การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกับธุรกิจที่ไม่ได้ยิงโฆษณาออนไลน์เลยไหม

ผลกระทบทางตรงจะน้อยกว่าธุรกิจที่พึ่งพาโฆษณาออนไลน์มาก แต่ก็ยังควรมีฐานข้อมูลลูกค้าของตัวเองอยู่ดี เพราะเป็นประโยชน์ต่อการสื่อสารและการรักษาลูกค้าโดยตรง ไม่ได้ผูกกับเรื่อง third-party cookie เพียงอย่างเดียว

ควรเชื่อข่าวลือเรื่องกำหนดเวลาใหม่ที่แชร์กันในโซเชียลมีเดียไหม

ควรตรวจสอบจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหรือประกาศทางการของ Google เท่านั้น เพราะข่าวลือมักคลาดเคลื่อนและอาจทำให้ธุรกิจตัดสินใจผิดพลาด เช่น หยุดเตรียมตัวเพราะเข้าใจผิดว่ากำหนดเวลาเลื่อนออกไปอีกไกลกว่าความเป็นจริง

มีวิธีวัดไหมว่าธุรกิจของเราพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้แค่ไหนแล้ว

ดูจากสัดส่วนรายได้หรือการตัดสินใจทางการตลาดที่มาจากฐานข้อมูลลูกค้าของตัวเองเทียบกับที่พึ่งพาการติดตามผ่านบุคคลที่สาม ถ้าสัดส่วนของฐานข้อมูลตัวเองยังต่ำมาก แสดงว่ายังมีความเสี่ยงสูงและควรเร่งสร้างฐานข้อมูลของตัวเองให้เร็วขึ้น

ทีมการตลาดที่เคยพึ่งพา retargeting เป็นหลัก ควรปรับกลยุทธ์อย่างไรระหว่างที่รอความชัดเจนเรื่องนี้

ควรค่อย ๆ กระจายงบประมาณและความเชื่อมั่นไปยังช่องทางที่ไม่พึ่งพา third-party cookie มากขึ้น เช่น การสื่อสารผ่านฐานลูกค้าใน LINE ควบคู่กับ retargeting แบบเดิม เพื่อไม่ให้ธุรกิจต้องพึ่งพาช่องทางเดียวจนเกินไปเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงจริง การทำแบบนี้ยังช่วยให้ทีมงานคุ้นเคยกับเครื่องมือใหม่ล่วงหน้า แทนที่จะต้องเรียนรู้ทุกอย่างพร้อมกันในวันที่การเปลี่ยนแปลงมาถึงจริง

รู้ว่าโฆษณาเข้า LINE ทำยอดขายจริงแค่ไหน

linli ติดตามลูกค้าตั้งแต่คลิกโฆษณา กดเพิ่มเพื่อน ทักแชท จนปิดการขาย พร้อมส่ง Conversion กลับแพลตฟอร์มโฆษณา เริ่มฟรี 14 วัน

ทดลองใช้ฟรี 14 วัน

บทความที่เกี่ยวข้อง

แคมเปญข้ามปีใหม่ (ปลายธันวาคม-ต้นมกราคม) รายงาน Conversion ถูกตัดครึ่งเพราะระบบนับตามปีปฏิทิน

แคมเปญข้ามปีใหม่ (ปลายธันวาคม-ต้นมกราคม) รายงาน Conversion ถูกตัดครึ่งเพราะระบบนับตามปีปฏิทิน

แคมเปญที่เริ่มปลายเดือนธันวาคมแล้วต่อเนื่องถึงต้นเดือนมกราคม มักโดนแดชบอร์ดหรือรายงานตัดข้อมูลออกเป็นสองช่วงตามปีปฏิทิน ทำให้ดูเหมือนผลงานแย่ลงทั้งที่จริงเป็นแคมเปญเดียวกันที่ยังไม่จบ บทความนี้อธิบายที่มาและวิธีดูรายงานให้ถูกต้อง
Cookieless World: การสิ้นสุดของ Third-Party Cookies กระทบการยิงแอดเข้า LINE อย่างไร?

Cookieless World: การสิ้นสุดของ Third-Party Cookies กระทบการยิงแอดเข้า LINE อย่างไร?

Third-party cookies กำลังหมดบทบาท แต่คนยิงแอดเข้า LINE หลายคนยังไม่รู้ว่ากระทบส่วนไหนบ้าง และทำไมธุรกิจที่ปิดการขายในแชทจึงปรับตัวได้ง่ายกว่าคนอื่น
PDPA: ข้อควรระวังเมื่อดึงข้อมูลยอดขายจาก LINE มาวิเคราะห์

PDPA: ข้อควรระวังเมื่อดึงข้อมูลยอดขายจาก LINE มาวิเคราะห์

กฎหมาย PDPA บังคับใช้มาได้สักพักแล้ว แต่ธุรกิจที่ใช้ LINE ขายของยังมีหลายจุดที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องโดยไม่รู้ตัว บทความนี้เล่าจากสถานการณ์จริงที่เจอบ่อย ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย แต่เป็นกรอบคิดที่ควรมีก่อนปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ